บทที่ 28 เฉียวคุน
หลังกิจกรรมคู่รักบนเตียงนอนผ่านพ้นไปเฟิงเสวีย นอนซุกบนอ้อมแขนของหวังมู่ ไออุ่นจากร่างกายลอยอบอวลในอากาศ “ที่รัก คุณปิดด่านออกมาฝึกสำเร็จแล้วใช่ไหม” ระหว่างที่ถามนิ้วมือของหวังมู่ก็หมุนวนอยู่บนแผ่นหลังขาวผ่องเฟิงเสวีย
“อืมต่อจากนี้คงไม่ต้องปิดด่านอีกแล้วอย่างน้อย 10 ปี”
หวังมู่ได้ยินก็รีบกอดคนในอ้อมแขนแน่นขึ้น “ฮ่า ๆ ดีเื่นี้เป็เื่ดี”
ในตอนนี้เองเฟิงเสวียก็ยิ้มขึ้นที่มุมปาก“ไม่แน่อีกหลายวันคุณอาจจะไม่คิดแบบนี้ก็ได้นะคะ”
เม็ดเหงื่อเย็น ๆ เริ่มซึมขึ้นมาที่หน้าผากของหวังมู่“อย่าบอกนะว่าจะเป็อย่างที่ผมคิด”
“ฮิๆ ฉันเห็นว่าการฝึกของคุณไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ สงสัยคงขาดอาจารย์ดีๆ เดี๋ยวฉันจะติวเข้มให้คุณเอง”เฟิงเสวียยิ่งคิดก็ยิ่งสนุก
“ทำไม? หรือคุณคิดว่าการฝึกวิชาไม่ใช่เื่ดี ?”
หวังมู่จะตอบอะไรได้นอกจาก“ดีจ๊ะ ดีอยู่แล้ว” จากนั้นเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิอีกไม่กี่วันเด็กกลุ่มใหม่ก็จะฝึกเสร็จแล้ว คุณอยากเจอเฉียวคุนหน่อยไหม”
“อยากเจอค่ะ เป็ผู้ติดตามของลูกชายเราทั้งทีฉันก็อยากจะมอบอะไรให้เขาหน่อย จริงสิ แล้วคนของลูกสาวเราล่ะคะ”
“กลุ่มนั้นยังต้องรออีกสองหรือสามเดือน ตอนนี้กำลังอยู่ใน่ทดสอบภาคปฏิบัติ”
เฟิงเสวียพยักหน้าตอบรับ“ถ้าคนของลูกเราฝึกเสร็จแล้ว คุณก็เรียกเธอให้มาเจอฉันด้วยเหมือนกัน”
“คุณวางใจเถอะไว้ผมจะเรียกเธอมาพบคุณเอง”
หลายวันถัดมาวันนี้ที่บริเวณลานกว้างหน้าบ้านของหัวหน้าตระกูลหวัง มีกลุ่มชายฉกรรจ์ยืนเรียงรายอยู่เก้าคน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็กลุ่มคนที่ฝึกวิชามีฝีมืออย่างน้อยระดับรวมปราณขั้นต้น สูงสุดคือรวมปราณขั้นกลาง
พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่ผ่านการฝึกทั้งในภาคปฏิบัติ และทฤษฎีในการเป็ผู้ติดตามคนสำคัญของตระกูลหวัง ก่อนจะเริ่มปฏิบัติงานจริงผู้ติดตามหน้าใหม่ทุกคนจะได้มาพบกับหัวหน้าตระกูลหวังก่อน นี่ถือเป็ธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
หวังมู่ยืนอยู่ด้านหน้าของคนเหล่านี้มองความแข็งแกร่งดุดันที่ถ่ายทอดผ่านทางแววตาของพวกเขาแล้วก็พลอยให้ตนเองรู้สึกฮึกเหิมไปด้วย“สวัสดีทุกคน ฉันหวังมู่ หัวหน้าตระกูลหวัง”จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าพูดด้วยเสียงดังกว่าเดิม
“ตระกูลหวังเป็ตระกูลใหญ่พวกคุณอุทิศเวลา อุทิศชีวิต เป็ผู้ติดตามให้กับตระกูลหวัง ตระกูลหวังย่อมตอบแทนสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกคุณทุกคนและสิ่งที่ตระกูลหวังให้อภัยไม่ได้มากที่สุดก็คือการทรยศขอให้พวกเราทุกคนได้เสพสุขไปด้วยกัน มีทุกข์ก็ช่วยกันต้าน”
“มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน !” เหล่าผู้ติดตามต่างะโขึ้นพร้อมกัน
จากนั้นหัวหน้ากลุ่มผู้ติดตามก็เดินมารับ่ต่อ“ที่ผ่านมาถือว่าเป็น้ำจิ้ม ต่อจากนี้จะเป็ของจริง จงจำไว้ ตำแหน่งของพวกนายทุกคนสามารถถูกแทนที่ได้ตลอดเวลาฉะนั้นแม้จะจบการฝึกกลุ่มไปแล้ว พวกนายก็ต้องพัฒนา ขัดเกลาทักษะของตัวเองอยู่เสมอไม่อย่างนั้นวันหน้าเกิดโดนคนใหม่แทนที่เข้า ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“รับทราบ!” เสียงตอบรับอย่างแข็งขัน
“ดี!” หัวหน้ากลุ่มผู้ติดตามพยักหน้าพึงพอใจ“ทุกคนไปรอที่รถ เฉียวคุนอยู่รอก่อน”
เมื่อชื่อเฉียวคุนถูกเอ่ยขึ้นแม้เบื้องหน้าทุกคนจะไม่ทุกข์ร้อน แต่ในใจอดรู้สึกทึ่ง ปะปนอิจฉาไม่ได้ แต่ก็เพียงเท่านั้นในตอนที่ฝึกด้วยกัน เฉียวคุนนับว่ามีศักยภาพมากที่สุดในหมู่พวกเขาเป็ที่หนึ่งในรุ่นอย่างเต็มภาคภูมิ เรียกได้ว่าไม่เสียทีที่นายน้อยเลือกเขาเป็ผู้ติดตาม
เวลานี้ที่ลานกว้างนอกจากหวังมู่ และเฉียวคุนแล้ว ก็ไม่เหลือใครอีก ทั้งสองรอไม่ถึงสิบวินาทีเฟิงเสวียที่อยู่ในชุดฝึกยุทธ์สีขาวก็เดินออกมาจากบ้านพริบตานี้เฉียวคุนรู้สึกว่าตนเองพบกับแรงกดดันอันหนักหน่วงเหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามแผ่นหลัง
ยิ่งเฟิงเสวียก้าวเข้ามาเฉียวคุนก็รู้สึกถึงแรงกดดันมากขึ้น ขาทั้งสองของเขาเริ่มสั่นมือไม้เริ่มไร้เรี่ยวแรง
ตุบ!
เข่าข้างหนึ่งของเฉียวคุนตกลงบนพื้นอย่างไร้แรงต่อต้านมุมปากของเขาเริ่มมีเืไหลซึม ไม่ถึงวินาทีต่อมา เข่าอีกข้างก็ตกลงไปด้วยกันกลายเป็ว่าตอนนี้เขากำลังคุกเข่าอยู่อย่างสมบูรณ์
“ใช้ได้”เป็น้ำเสียงอ่อนหวาน แต่ไร้อารมณ์ “นั่งขัดสมาธิ หลับตา ปล่อยจิตให้ว่างอย่าต่อต้านใด ๆ”
สิ้นเสียงเฉียวคุนก็พบว่าแรงกดดันจางหายไปแล้ว รีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็วความรู้สึกของเขาที่มีต่อนายหญิงเวลานี้มีเพียง “พบเจอเทพเซียนเข้าแล้ว”มีเทพเซียนชี้ทางแบบนี้ จะไม่ทำตามได้ยังไงไหวถึงยังไงชีวิตก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายอยู่แล้ว
วินาทีต่อมาเฉียวคุนก็รู้สึกถึงไอเย็นที่แทรกลงมากลางศรีษะ ชอนไชไปทั่วร่างกายเฉียวคุนไม่กล้าคิดอะไรมาก ปล่อยจิตให้ว่าง ไม่รู้สึก ไม่คิด ไม่สนใจจนกระทั่งผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เฉียวคุนก็ได้ยินเสียงว่าให้ลืมตาขึ้น
“ร่างกายเธอแย่ไปหน่อยเปิดจุดชีพจรลมปราณได้แค่สามจุด แต่ถึงจะแย่ยังไงก็เหนือกว่าคนเก้าส่วนในยุคนี้แล้วฝากดูแลลูกฉันด้วยนะ เฉียวคุน” เฟิงเสวียพูดจบก็โบกมือเบา ๆส่งลมปราณไร้สภาพพยุงเฉียวคุนให้ลุกขึ้น
“ยังไม่ขอบคุณนายหญิงอีก”หวังมู่แสร้งดุ
เฉียวคุนที่ยังไม่รู้สึกตัวหัวสมองมึนงงก็มีสติขึ้นมา “ขอบคุณครับนายหญิง ขอบคุณครับ”เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้รับการเปิดจุดชีพจรจากนายหญิงแบบนี้นี่มันวิชาในตำนานชัด ๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินแต่เหล่าหัวหน้าผู้ติดตามพูดคุยกันไม่เคยฝันว่าตนจะได้พบเจอเข้าเองว่ากันว่าผู้ฝึกยุทธ์คนไหนที่ได้รับการเปิดจุดชีพจร การฝึกวิชาจะราบรื่นและรวดเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แถมอายตนะทั้งหกจะแข็งแกร่งและเฉียบคมขึ้นอย่างชนิดหน้ามือเป็หลังมือ
“ไปเถอะ อย่าทำให้ฉันกับนายหญิงผิดหวัง” หวังมู่กำชับ
เฉียวคุนรีบโค้งศรีษะคำนับแล้วกล่าวลาไม่กล้าอยู่ให้เสียเวลานายท่าน กับนายหญิง
“เหนื่อยไหมครับ”หวังมู่เดินเข้ามาจับมือของเฟิงเสวียอย่างอ่อนโยนเพราะเขาเคยได้ยินว่าคนที่ใช้วิชาเปิดจุดชีพจรจะต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยห้าปี
เฟิงเสวียส่ายศรีษะ“ฉันไม่เป็อะไรมาก พักสักอาทิตย์หนึ่งก็หาย”
หวังมู่ได้ยินก็ทำตาโตทันทีหรือว่าสิ่งที่เขาเคยได้ยินมามันไม่ใช่เื่จริง ?
“เป็อะไรไปคะ”เฟิงเสวียรับรู้ถึงความผิดปกติ
“ตรงนี้ปลอดภัยไหม?” หวังมู่ถามด้วยความระวัง
“ไม่ต้องห่วงไม่มีใครได้ยินที่เราคุยกันแน่ค่ะ”
เมื่อรู้ว่ารอบด้านปลอดภัยหวังมู่ก็เล่าเื่ที่เคยได้ยินออกมา พอเฟิงเสวียรู้เื่ก็อมยิ้มพร้อมส่ายศรีษะ “นั่นคงเป็วิชาไม่สมบูรณ์ที่ตกทอดกันมาอยู่มาถึงยุคนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ วิชาที่ฉันใช้ต่างจากพวกเขาและอีกอย่างระดับลมปราณของฉันในเวลานี้สูงกว่าพวกเขามาก ผลกระทบเลยน้อยตามไปด้วย”
“แต่ถึงยังไงผมต้องขอบอกคุณไว้ก่อนเื่นี้รู้ได้เฉพาะคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเราจะมีปัญหาตามมาแน่”
“ฉันรู้ค่ะอืม… ต่อไปก็ถึงคิวของคุณแล้วนะ”
หวังมู่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที“ไม่ใช่คุณบอกว่าต้องรออีกเจ็ดวันเหรอ ?”
เฟิงเสวียฉีกยิ้ม “ใช่ค่ะแต่ก่อนจะถึงเจ็ดวันฉันจะเตรียมร่างกายของคุณให้พร้อมเสียก่อน ไปค่ะ เข้าบ้านกันไม่อย่างนั้นคุณเจอดีแน่ !”