รุ้งนั่งอยู่นอกศูนย์พยาบาลของสถาบันเดลต้า
สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ในทะเล เป็แดนกันชนระหว่างประเทศใหญ่สามประเทศ สถาบันเดลต้าจึงไม่ขึ้นกับประเทศใด ทางสถาบันเป็เ้าของเกาะ จึงไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากนักเรียนและบุคลากร
รุ้งรู้มาว่ามันเป็โรงเรียนสำหรับนักเวทโดยเฉพาะ และการรับนักเรียนแต่ละทีก็เข้มงวดยิ่งกว่าสถาบันใดๆ ในทวีป หนำซ้ำ เกาะแห่งนี้ยังโดนอสูรโจมตีโดยที่ประเทศใหญ่ทั้งสามไม่อาจส่งกองกำลังมาช่วยเหลือได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและความมั่นคง เธอจึงไม่เคยสนใจสถานที่แห่งนี้เลยและไม่คิดด้วยว่าจะได้ย่างเท้าเข้ามา
อาคารศูนย์พยาบาลเป็อาคารสองชั้นสีขาว จุดที่เธอนั่งอยู่มีลมพัดแรง เก้าอี้เป็ม้านั่งตัวยาวที่นั่งไม่สบายเท่าไหร่ แต่ไม่เป็ไร เพราะหากสบายเกินไปเธอจะรู้สึกไม่สบายใจแทน
“จะปลอดภัยไหมนะ...”
เธอมานั่งรอเด็กหนุ่มรักษาตัวตรงนี้หลายชั่วโมงก็ยังไม่เห็นนักเรียนเลยสักคน จะเห็นเพียงแต่เหล่าคนที่ไม่รู้ว่าเป็เด็กสาวหรือเด็กหนุ่มเดินว่อน แต่ละคนมีหน้าตาเหมือนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร ดูเหมือนแฝดเป็ฝูงเดินว่อนไปทั่ว ทุกคนจึงมีตัวเลขแปะไว้ที่แขนเสื้อและห้อยบัตรประจำตัว
“ขอโทษที่ให้รอฮะ!” หนึ่งในคนที่หน้าเหมือนๆ กันกล่าวขึ้น คนนี้สวมโชคเกอร์ที่มีเลข 01 ตัวโตเขียนไว้ ดูราวกับเป็ปลอกคอประจำตัว สังเกตดีๆ เห็นว่าเธอติดเข็มกลัดกองกำลังป้องกันตนเองไว้ที่เสื้ออีกด้วย “ตอนนี้อาการของเพื่อนคุณปลอดภัยแล้ว พักฟื้นอีกสักเดือนก็น่าจะกลับมาเดินได้ปกติ ตอนนี้เราใช้เวทรักษา ดามกระดูก ใส่เฝือก และให้เืแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้เขาฟื้นแล้วด้วย!”
“ฟื้นแล้วเหรอ?!”
รุ้งไม่เข้าใจว่าทำไมเธอดีใจขนาดนี้ คงเพราะเธอเป็ห่วงเขา ก็เขาช่วยเธอแถมยังไม่ดูถูกเธอนี่นะ
“คุณรุ้ง...”
เด็กหนุ่มถูกเข็นบนเตียงออกมาจากภายในอาคาร เธอโล่งใจจนได้แต่ยืนงึกงัก
“เอ่อ...คือ...ดีที่ปลอดภัย...เจ็บไหมคะ?” เธอรู้สึกว่ามันเป็คำพูดที่ไม่ค่อยเข้าท่า แต่เธอนึกอะไรไม่ออกแล้ว
“เจ็บมากครับ แต่ได้ยาก็พอไหวอยู่” เขาตอบติดตลกขัดกับใบหน้านิ่งสนิท
“หลังจากนี้เราจะพาไปที่อาคารพักฟื้นฮะ! ความจริงมีทางเชื่อมด้านหลังแต่เราพามาให้คุณรุ้งเจอก่อน”
“คือว่า...คุณ...” รุ้งอ้ำอึ้ง เพิ่งรู้ว่าเธอไม่รู้ชื่อเขา
“ทินครับ” เขาตอบ “ผมชื่อทินกร เรียกทินเฉยๆ ก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องเรียกคงคุณอะไรนั่นหรอก ฟังแล้วชวนอึดอัดชอบกล”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันก็ได้” รุ้งตอบ “...ทิน”
อีกฝ่ายยิ้มเป็ครั้งแรกั้แ่ได้เจอกัน
“ไปกันฮะ” คนสวมปลอกคอเลข 01 เข็นเตียงของทินเข้าไปในอาคารพักฟื้น รุ้งจึงตามไปด้วย
เมื่อเข้ามาในห้อง หมายเลข 01 ยังพูดต่อเรื่อยๆ
“หลังจากนี้ผอ.จะขอพบทั้งคู่เลย หลังคุณทินพักฟื้นเรียบร้อยแล้วนะฮะ”
“ผอ.เหรอ...?”
“เดี๋ยวมีคนยกข้าวกับขนมมาให้ ห้องน้ำอยู่หลังประตูนั้น ขอความกรุณาทั้งคู่อย่าออกจากห้องนะฮะ ไม่ใช่เพราะมีตัวประหลาดน่ากลัวแต่เดี๋ยวจะวุ่นวาย เข้าใจตรงกันนะฮะ เดี๋ยวกลับมา”
อีกฝ่ายพุ่งออกจากห้องก่อนจะได้ถาม ปล่อยรุ้งกับทินให้อยู่กันสองคนแบบงงๆ
“เฮ้อ... ลำบากใจเลย แต่ยังดีกว่าร่อนเร่ทั้งที่าเ็แหละนะ แต่เื่ค่ารักษา...” ทินพึมพำพลางกดปรับเตียงให้พับขึ้น เขาจะได้นั่งได้ รุ้งจึงถือโอกาสถามเื่ที่คาใจมานาน
“คือว่า ทำไมตอนนั้นทินถึง...ปิดตาฉันล่ะ? มันเกิดอะไรขึ้น?”
ทินเม้มปากเป็เส้นตรงก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ
“ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...แต่ตอนนั้น...รุ้งใช้พลังพิเศษของผม”
“เอ๋?!”
พลังพิเศษของแต่ละคน มีแต่เ้าตัวเท่านั้นที่ใช้ได้ ถึงให้ยืมพลังเวทได้แต่ไม่อาจใช้พลังแบบเดียวกับอีกฝ่าย
“ไม่ผิดแน่ เวลามีสายมานาเด่นขึ้นบนหน้าแบบนั้น... เหมือนกับตอนผมใช้พลังไม่มีผิด รุ้งใช้พลังของผมในการจัดการกับอสูรตัวนั้น”
รุ้งมองหน้าเขาครู่หนึ่ง
“ฉัน...แต่ฉันไม่มีพลังเวทนะ? เป็ระดับศูนย์ที่...”
“ผมมีพลังในการเห็นวิธีการตายของคนและทำให้มันเกิดขึ้น” ทินพูดแทรกเสียงเรียบ รุ้งนึกได้ทันทีว่าเขาเคยฆ่าคนโดยไม่ตั้งใจ สาเหตุก็คงหนีไม่พ้นพลังนี้
“พลังแบบนั้น...”
“เพราะฉะนั้นผมเลยต้องสวมผ้าปิดตาไว้ไม่ให้มันทำงาน ถ้ามองไม่เห็นจะไม่เผลอใช้พลังแน่นอน” เขายังอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สีหน้าเขาเริ่มบิดเบี้ยวทีละน้อย “ถึงไม่เข้าใจว่าทำไมรุ้งถึงเอาพลังผมมาใช้ได้ก็เถอะ แต่หลังจากนี้ ห้ามแตะตัวผมอีกเด็ดขาด ผมจะไม่ยอมให้ใครใช้พลังนี้อีกเป็ครั้งที่สอง ไม่ว่าจะผมหรือรุ้งก็ตาม”
“...”
“เข้าใจไหม?”
“อือ...เข้าใจ”
เขาโกรธหรือเปล่านะ? รุ้งอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
ทินเบือนหน้าหลบ บรรยากาศกระอักกระอ่วนพังทลายลงเมื่อหมายเลข 01 เปิดประตูเลื่อนเข้ามาในห้องพร้อมสำรับอาหารชุดใหญ่ ชุดสำรอง หมอน และผ้าห่ม
“เอาล่ะ! อาหารเย็นฮะ! แล้วนี่ชุดให้คุณรุ้งเปลี่ยน หมอนกับผ้าห่มให้คุณรุ้งนอนเฝ้าไข้ พอดีเราจัดการเช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้คุณทินแล้ว แถมเตียงพยาบาลของพวกเราก็นุ่มนิ่มไม่แพ้ใคร ลำบากหน่อยนะฮะคุณรุ้ง! แต่ไม่เป็ไร เพราะมีนี่!” อีกฝ่ายยัดกระดิ่งใส่มือรุ้ง “อยากได้อะไรก็สั่นเรียกเลยนะฮะ ถ้าอยากออกไปข้างนอกก็เรียกได้เหมือนกัน ไม่อยากให้เดินเตร่คนเดียวเดี๋ยวโดนเข้าใจว่าเป็ผู้บุกรุก เอาล่ะ ไปละนะฮะ!”
ทุกคนออกไปเร็วพอๆ กับที่มา ทินกับรุ้งเลยได้แต่กินอาหารเย็นมื้อใหญ่แบบงงๆ
รุ้งอาบน้ำเข้านอนโดยยังเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจ
ทินไม่คุยกับเธอและดูจะไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการที่เธอนอนห้องเดียวกัน เพราะเขาบอกว่าชินกับการเป็คนไร้บ้านและต้องนอนใกล้คนที่ไม่รู้จักแล้ว
ทั้งคู่ไม่มีอะไรทำ ตอนนี้เป็เวลาค่ำแล้วคงได้แต่นอน รุ้งอึดอัดเลยพึมพำเสียงเบา ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือเปล่า
“ขอโทษ...”
“เื่อะไรเหรอ?”
“ก็...” รุ้งเองก็ไม่รู้ เธอไม่ได้จงใจยืมพลังเขามาใช้จัดการกับอสูรตนนั้นสักหน่อย เธอเลยได้แต่ปล่อยคำพูดนั้นให้ลอยค้างในอากาศ
“ผมเป็ห่วงรุ้งมากกว่า ไม่รู้ใช้พลังคนอื่นไปแล้วจะเกิดผลข้างเคียงไหม ถ้าเป็ระดับศูนย์ก็แสดงว่าไม่เคยใช้พลังเวท โดนพลังเวทแรงๆ จากร่างคนอื่นไป ไม่รู้สึกแปลกบ้างเหรอ?”
รุ้งส่ายหน้าแล้วพูดต่อเสียงเบา
“แต่ก่อน ฉันเอาแต่สวดภาวนาขอให้มีพลังพิเศษอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้... แต่ดูเหมือนการมีพลังก็ใช่ว่าจะเป็เื่ดี”
ทินเม้มปากก่อนจะพยักหน้า
“วันนี้นอนก่อนเถอะ เพลียๆ ด้วย” พูดจบก็เอาผ้าห่มคลุมร่าง
รุ้งเห็นอีกฝ่ายทำเช่นนั้นเลยดับไฟและเข้านอนเช่นกัน
ทว่าพอตกดึก...
“แคก...แคก!”
ทินสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไอต่อเนื่อง เขากดเปิดไฟตรงหัวเตียง เห็นรุ้งนอนงอตัวใต้ผ้าห่ม ไอต่อเนื่องจนไม่สามารถเปลี่ยนท่าได้ด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นกระดิ่งซึ่งเธอวางไว้ข้างหัวนอน ทว่ามันอยู่นอกระยะที่เขาเอื้อมถึง ตัวเองในสภาพแบบนี้ไม่อาจทำอะไรได้
ตอนนั้นเอง เขาเหลือบไปเห็นสายสีแดงที่อยู่ข้างเตียง
“ขอให้เป็สายฉุกเฉินทีเถอะ!” เขาดึงสุดแรง ได้ยินเสียงกริ่งดังข้างนอก อึดใจถัดมา แฝดกลุ่มหนึ่งปราดเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“ไม่ใช่ผม รุ้ง...!!!”
เหล่าแฝดเห็นดังนั้นก็รีบหามตัวเธอออกไป ปล่อยให้ทินรออยู่ในห้องคนเดียวด้วยความกระวนกระวาย
ประมาณตีสาม หนึ่งในแฝดเป็สิบคนก็เดินเข้ามา
“คุณหมอประจำศูนย์กำลังดูอาการอยู่ ตอนนี้อาการปลอดภัยดี...ดูเหมือนวันนี้จะฝืนใช้พลังเวทเกินตัวจนร่างกายรับภาระหนัก ตอนนี้กำลังทำการบำบัด เวลาแปดโมงกับอีกสี่สิบสองนาทีจะกลับมาเป็ปกติ”
“...เหรอครับ โล่งอกไปที...”
แฝดคนนั้นโค้งตัวและออกไป
ทินนอนหลับไม่สนิทเลยจนสว่าง
Δ
พอรุ่งเช้า หมายเลข 01 บุกเข้ามาในห้องพร้อมอาหารเช้า
“อรุณสวัสดิ์ฮะ! ท่านทินหลับสบายไหม?”
“รุ้งล่ะครับ?” เด็กหนุ่มลืมตาโพลงทันที
“ปลอดภัยดีฮะ เหลือเวลาอีกสิบเจ็ดนาทีจะถอดเครื่องช่วยโคจรพลังเวท หลังจากนั้นท่านรุ้งจะกลับมาเดินเหินได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อ้อ และทางเราได้รักษาอวัยวะและเส้นเืที่ได้รับความเสียหายจากการใช้พลังเวทเกินขนาดเมื่อวานนี้แล้ว อาการนี้ไม่ได้เป็เื่แปลกใหม่สำหรับพวกเรา ไว้ใจฝีมือได้เลยฮะ”
ได้ฟังดังนั้น ทินก็ถอนหายใจโล่งอก
“...ฝากขอบคุณคุณหมอด้วย...”
“คุณหมอต้องดีใจแน่เลยฮะ แต่คุณหมอขี้อายมาก ปกติมีแต่คนไข้ที่ได้เจอ คุณหมอหลบหน้าไปก่อนท่านทินฟื้นน่ะฮะ...”
“เหรอ...” เด็กหนุ่มรู้สึกว่าหมอคนนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่เอาเถอะ
“ท่านทินต้องทานอะไรหน่อยนะฮะ ไม่อย่างนั้นที่รักษาไปเมื่อวานจะหายช้า” เ้าถิ่นคะยั้นคะยอ ทินจึงยอมตักไข่กระทะเข้าปากและกัดขนมปังสองสามคำแบบไม่รู้รส ก่อนจะดื่มน้ำตามหมดแก้ว หมายเลข 01 เอียงคอ “หรือท่านทินอยากทานข้าวมากกว่า?”
“เปล่า ผมไม่ค่อยหิว”
“อ้อ เื่ปกติฮะ แค่นี้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เดี๋ยวไปดูก่อนนะฮะว่าท่านรุ้งออกมารึยัง” พูดจบก็พุ่งออกจากห้อง
ทินถอนหายใจยาวและรินน้ำดื่มอีกแก้วใหญ่
รุ้งเดินมาที่ห้องหลังผ่านไปสิบนาที เธอดูเหมือนแค่ไปนอนค้างห้องอื่นมา ไม่ใช่ไอแบบจะเป็จะตายเมื่อคืนนี้
“ใช้พลังเวทเกิน...เพราะเป็ระดับศูนย์แต่กลับใช้พลังพิเศษของคนอื่น...”
“ใช่ฮะ วันนี้อย่าเพิ่งทำอะไรหักโหมดีกว่า... ซึ่งก็มาถึงตารางกิจกรรมของวันนี้—พร้อมจะชมโรงเรียนหรือยัง?!” อีกฝ่ายกล่าวด้วยเสียงดังเกินจำเป็
รุ้งกับทินมองหน้ากัน ดูเหมือนตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อน
หลังจัดการทานอาหารเช้าและเตรียมตัว หมายเลข 01 จัดการเข็นทินออกจากห้องโดยมีรุ้งเดินตาม
“ผอ. รออยู่ข้างล่างฮะ เดี๋ยวเราจะเดินดูโรงเรียน ผมจะเข็นท่านทินเองนะฮะ ท่านรุ้งเอง ถ้าเหนื่อยก็รีบบอกทันทีนะฮะ การเคลื่อนไหวสักหน่อยให้เืลมเดินเป็เื่ดี แต่การฝืนเป็เื่ต้องห้าม”
“เอ๋...?” ทินเผลอส่งเสียงเปิ่นๆ “คุณ...เป็ผู้ชายหรอกเหรอ?”
“เปล่าฮะ! ผมไม่มีเพศตายตัว แค่เลือกใช้สรรพนามแบบผู้ชายเท่านั้นเอง ทำให้สะดวกหลายๆ อย่าง แล้วเวลามีคนเข้าใจผิดมันตลกดี” อีกฝ่ายตอบเสียงใส ทินยิ้มแห้งๆ แต่หมายเลข 01 ไม่สนใจ “เจอผอ.แล้ว อรุณสวัสดิ์อีกครั้งนะฮะ ผอ.เจนกับท่านเนสซีส!”
บุคคลที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสามคนคือ เด็กหญิงที่ดูยังไงก็อายุไม่เกิน 12 ปี
เธออยู่ในเครื่องแบบฤดูหนาวของกองกำลังป้องกันตนเองอันประกอบไปด้วยชุดแขนยาวสีดำ หมวกขนสัตว์ติดสัญลักษณ์กองกำลัง ถุงมือ และรองเท้าบูตบุขนสัตว์ ทว่าขาของเธอเป็ทรงกระบอก ไม่มีเท้ายื่นออกมา ชวนให้นึกถึงขาของสัตว์มีกีบมากกว่าขามนุษย์ สังเกตดีๆ ถึงได้เห็นว่าใบหูของเธอแหลม
ในมือของเธอถือสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนไดโนเสาร์ใต้น้ำคอยาว มันมีครีบสองข้างและหางยาว ตัวเล็กๆ ป้อมๆ สีขาว มองไปก็น่ารักอยู่เหมือนกัน
“สวัสดี! ยินดีต้อนรับสู่สถาบันเดลต้า” ไดโนเสาร์กล่าว เด็กหญิงใบหน้าตายด้านพยักหน้าตอบรับคำพูดนั้น “ข้าชื่อเนสซีส ส่วนเด็กผู้หญิงคนนี้คือเจน เป็ผู้อำนวยการสถาบัน”
เด็กหญิงผู้มีนามว่าเจนแค่พยักหน้าเช่นเดิม
“อสูรตัวเล็กจัง...” ทินพึมพำ
“ฮึ ถึงตัวเล็กแต่ข้าคือปากของเจนและเจนคือขาของข้า รวมกันเรามีอำนาจสูงสุดในโรงเรียนนี้ เข้าใจไว้เสียด้วย!” เนสซีสลอยตัวหมุนไปมาบนฝ่ามือของเจน “ที่สำคัญกว่านั้น ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าก่อนจะเดินเที่ยวเตร่ พวกเ้าทั้งสองมีคำถามมากมาย ซีโร่วัน เดี๋ยวเราจะพาทั้งสองคนไปที่ห้องทำงาน”
“ฮะ!” หมายเลข 01 หรือซีโร่วันตอบ
ทั้งคู่ถูกพาเข้าไปในตึกใหญ่ที่เดาได้ว่าเป็อาคารเรียน เดินผ่านโถงทางเดินที่ว่างเปล่าก็มาถึงห้องทำงานโปร่งสีขาวของเจนและเนสซีส
ทินถูกเข็นมาตรงหน้าโต๊ะทำงาน เจนผายมือให้รุ้งนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนที่เธอจะนั่งลงและวางเนสซีสบนโต๊ะทำงาน
“ขอตัวนะฮะ” ซีโร่วันโค้งก่อนจะเดินออกจากห้องและปิดประตูตามหลัง ทั้งไอและรุ้งแอบมองตาม เนสซีสที่สังเกตเห็นท่าทีนั้นก็อธิบาย
“ซีโร่วันเป็หนึ่งใน ‘อัลฟัลฟ่า’ คนหน้าตาและรูปร่างเหมือนๆ กันที่เดินว่อนทั่วโรงเรียน พวกเธอเป็สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นเอง ณ หาดแห่งชีวิต ซีโร่วันพิเศษตรงที่เป็อัลฟัลฟ่าคนแรกและมีสติปัญญาสูงที่สุดในหมู่อัลฟัลฟ่า”
“สูงสุด...?”
“ทำไมทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ? แต่พักเื่ของซีโร่วันไว้ก่อน มีเื่สำคัญกว่านั้นต้องถามไม่ใช่เหรอ?”
ทินกับรุ้งพยักหน้าพร้อมกัน แล้วหันมองหน้ากันเหมือนแปลกใจ
“อาการของทั้งสองคนนิ่งแล้ว ฉะนั้นนั่งคุยกันในห้องแบบนี้คงไม่มีปัญหา ทว่าถ้าเกิดรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว ต้องรีบบอกทันที” เนสซีสพยักหน้ากับเจนที่พลิกแฟ้มในมือ “พวกเราเองก็มีคำถามอยากจะถามพวกเ้าทั้งสองมากมายเหมือนกัน แต่มาฟังเื่ของทางนี้เพื่อปรับความเข้าใจกันก่อน ทั้งคู่รู้จักสถาบันเดลต้าของพวกเราดีแค่ไหน?”
“เป็สถาบันรวมเด็กมีพร์จากทั้งโลกและปฏิบัติการเหมือนกองกำลังหนึ่ง ป้องกันบริเวณแดนกันชน หรือคือเกาะนี้และบริเวณรอบเกาะจากการโจมตีของอสูร เพราะความขัดแย้งระหว่างประเทศจึงทำให้ไม่สามารถส่งทหารประจำการหรือกำลังรบเข้ามาบริเวณนี้ได้” ทินพูดเสียงเรียบ “นักเรียนที่จบไปหลายส่วนก็อยู่ในกองกำลังป้องกันประเทศของบ้านเกิด”
“รู้เื่ดีเลยไม่ใช่เรอะ? เก่งมาก เก่งกว่านักเรียนปัจจุบันบางคนเสียอีก” เนสซีสออกปากชม “ใช่ นั่นคือสาเหตุที่นักเรียนจากสถาบันของเราต้องออกไปสู้กับอสูรในยามที่กองกำลังป้องกันตัวเองของประเทศอื่นไม่สามารถออกโรงได้ แล้วพวกเ้ารู้เื่นักเวทดีขนาดไหน? รุ้งที่เป็ระดับศูนย์อาจจะไม่ค่อยได้สนใจ ข้าอธิบายให้ฟังดีไหม?”
รุ้งพยักหน้า เพราะถึงตัวเองจะเติบโตมาในครอบครัวนักเวท ความรู้ทั้งหมดของเธอมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยชอบเธออยู่แล้ว
“นักเวทคือผู้ที่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้ แต่ละคนเกิดมาพร้อมความถนัดในเวทมนตร์ที่ไม่เหมือนกัน การกลั่นเวทมนตร์ออกมาเป็รูปร่างที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้ เราเรียกมันว่าพลังพิเศษของแต่ละคน” เนสซีสอธิบายเสียงระรื่น “ตอนที่ได้นักเรียนของเราช่วยไว้ ทั้งสองคนเห็น ‘เกต’ สินะ”
“หมายถึงประตูมิติสามเหลี่ยมนั่นสินะครับ”
“ถูก ประตูมิติสามเหลี่ยมนั่นเรียกว่าเกต หน้าที่ของมันคือการเป็ประตูเชื่อมระหว่างภพอสูรตามชื่อแหละนะ การเปิดเกตต้องใช้นักเวทที่มีระดับพลังใกล้เคียงกันสามคน อสูรตนใดตนหนึ่งจะตอบสนองต่อเสียงเรียกเฉพาะตัวจากเกตและออกมายังโลกฝั่งนี้ อสูรพวกนั้นได้กลืนกินพลังเวท ส่วนนักเวทก็ใช้งานอสูรได้ชั่วขณะหนึ่ง”
รุ้งนึกถึงหมาป่าสายฟ้าที่เห็นเมื่อวาน มันมีขนาดใหญ่พอๆ กับรถโดยสารประจำทาง สามคนนั้นต้องมีความสามารถพิเศษประเภทไหนกันถึงเรียกอสูรน่าเกรงขามแบบนั้นออกมาได้?
“ทำไมถึงต้องใกล้เคียงกันเหรอครับ?” ทินถาม
เนสซีสพยักหน้า
“คำถามที่ดี เพราะระดับพลังเวทไม่ได้ห่างกันแบบ 1-2-3 หรอกนะ ความจริงคนระดับ 1 กับ 2 มีพลังเวทห่างกัน 10 เท่า ถ้าคนที่มีระดับห่างกันมากๆ เปิดเกตด้วยกัน มุมใดมุมหนึ่งของเกตจะมีพลังน้อยกว่ามุมอื่น ทำให้เกตไม่เสถียรและอาจทำให้เกตะเิ แรงะเิน่ะรุนแรงพอจะฆ่านักเวททั้งสามคนได้พร้อมกันเลย” เนสซีสกระแทกครีบลงกับโต๊ะทำงานดังแปะๆ “ฉะนั้นพวกเราที่สถาบันนี้จึงจริงจังเื่การใช้เวทเดลต้ามาก... อ้อ เวทมนตร์ที่ใช้ในการเปิดเกตมีชื่อทางการว่าเวทเดลต้าน่ะ เผื่อไม่รู้”
“ครับ แล้ว...” ทินเหลือบมองรุ้ง “คำถามที่เราสองคนสงสัยเหมือนกันคือ...เธอเป็ระดับศูนย์แน่ๆ ใช่ไหมครับ? ทำไมตอนนั้นเธอถึงใช้พลังของผมได้?”
เนสซีสสบตาเจน เด็กหญิงพยักหน้าให้พูด
“เป็คำถามที่ตรงประเด็นดี ความจริงตอนที่มองสถานการณ์การโจมตีของอสูรจากศูนย์บัญชาการของสถาบัน เราได้ทำการยืนยันระดับพลังของรุ้งแล้ว ผลปรากฏว่าพลังของเธออยู่ในระดับศูนย์จริงๆ อย่างที่รู้นั่นแหละ” เนสซีสหยุดพูดอึดใจหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “แต่... เ้าไม่ใช่ระดับศูนย์ธรรมดา เรียกได้ว่าความจริงแล้ว เ้าคือระดับศูนย์ที่แข็งแกร่งที่สุดต่างหาก”