ความเย็นเยียบของโลหะสีทองที่วางนิ่งอยู่บนฝ่ามือของธันวาแผ่ซ่านผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเขาจ้องมองหน้าปัดที่ไร้รอยตำหนิของนาฬิกาพกเรือนใหม่ มันดูสมบูรณ์แบบจนน่าขนลุกเข็มวินาทีเดินอย่างราบเรียบ ไร้เสียงกระตุก ไร้รอยร้าวที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้แต่น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งเสียจนมือของเขาแทบจะประคองไว้ไม่อยู่
เบื้องหน้าของเขา ‘หนิง’ น้องสาวที่เขาเคยคิดว่าสลายหายไปจากกาลเวลากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเบาะหนังราคาแพงของรถยุโรปคันหรูเธอสวมสูทสีแดงเพลิงที่ตัดกับผิวขาวซีดริมฝีปากที่แต้มสีแดงเข้มกระตุกยิ้มอย่างที่ธันวาไม่เคยเห็นมาก่อนแววตาของเธอไม่มีความไร้เดียงสาเหลืออยู่เลยมันคมกริบและแฝงไปด้วยอำนาจมหาศาลที่สยบทุกอย่างรอบข้าง
“พี่ดูตกใจนะ... พี่ธันวา” หนิงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่ทรงพลังจนอากาศในรถดูจะหดตัวลง
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่แตกซ่าน“นี่มันเรื่องอะไรกันหนิง... เธอหายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ในล็อบบี้นั่น...พี่เห็นเธอกลายเป็นละอองดาวไปต่อหน้าต่อตา”
“นั่นคือสิ่งที่ ‘กาลเวลา’ อยากให้พี่เห็นค่ะ”หนิงหยิบตลับแป้งขึ้นมาเช็กความเรียบร้อยของใบหน้าอย่างใจเย็น“แต่พี่ลืมไปแล้วเหรอว่า พี่เป็นคนเปลี่ยนโชคชะตาของหนูพี่ดึงหนูขึ้นมาจากความตาย... พี่ทำให้หนู ‘พิเศษ’และในโลกใบใหม่ที่พี่เพิ่งสร้างขึ้นด้วยการยอมรับบาปในฐานะฆาตกร...โลกนี้มันต้องการผู้คุมกฎคนใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
ธันวาขมวดคิ้วแน่น เขาสัมผัสได้ถึง ‘คำสาปเสียงในใจ’ ที่กลับมาทำงานอีกครั้งแต่คราวนี้มันแปลกไป เขาไม่ได้ยินเสียงความคิดของคนขับรถหรือคนบนท้องถนนที่รถแล่นผ่านแต่เขากลับได้ยินเสียงหนึ่งที่ดังก้องกังวานอยู่ในหัวของหนิง
‘พี่ชายที่แสนดี... พี่ทำลายตัวเองเพื่อผู้หญิงคนนั้น...แต่พี่กลับทิ้งบริษัทที่เป็นรากฐานของตระกูลเราไว้ให้หนูกู้ซาก... พี่คิดจริงๆเหรอว่าหนูจะยอมเป็นแค่เด็กอ่อนแอให้พี่ปกป้องไปตลอดกาล?’
เสียงความคิดของหนิงเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ธันวาคุ้นเคยดี...มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเองในอดีต!
“เธอ... เธอร่วมมือกับชายชุดสูทเทางั้นเหรอ?” ธันวากดเสียงต่ำ
“หนูไม่ได้ร่วมมือกับใครทั้งนั้นค่ะ” หนิงเก็บตลับแป้งลงกระเป๋าแบรนด์เนม“หนูแค่ ‘รับช่วงต่อ’ นาฬิกาสีทองนั่นคือบัลลังก์ของพี่พี่ทำสำเร็จแล้วนะคะพี่ธันวา... พ่อของนังนั่นรอดชีวิตพี่ไม่ต้องเป็นอาชญากรที่หนีคดี แต่พี่เป็น ‘เจ้าของชีวิต’ ของพวกเขาแทน พี่มีอำนาจล้นฟ้าในฐานะประธานTW คอร์ปอเรชันที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง... ส่วนเรื่องที่ชนคนน่ะเหรอ?เงินแค่หยิบมือเดียวก็ปิดปากกรมตำรวจได้ทั้งสำนักงานแล้ว”
“พี่ไม่ได้ต้องการแบบนี้!” ธันวาตะโกนลั่น “พี่ทำเพื่อจะชดใช้!พี่ต้องการความจริง!”
“ความจริงคือความว่างเปล่าค่ะพี่ชาย” หนิงโน้มตัวเข้าหาเขานัยน์ตาของเธอดูดำมืดราวกับหลุมดำ “ถ้าพี่เลือกจะติดคุก พี่จะปกป้องใครได้?พี่จะปกป้องอรพิมจากศัตรูของพี่ที่มีอยู่ทุกหัวระแหงได้ยังไง?พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าในโลกนี้... คนอ่อนแอคือเหยื่อ และฆาตกรที่สำนึกผิดก็เป็นได้แค่ศพที่ยังมีลมหายใจ”
รถคันหรูเลี้ยวเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศทหารในเครื่องแบบและรปภ. นับสิบนายยืนคุ้มกันอย่างหนาแน่นธันวาก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกที่พร่ามัว ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวไปพนักงานและแพทย์ต่างก้มหัวให้เขาด้วยความหวาดเกรง
เขากำนาฬิกาสีทองในกระเป๋าแน่น มันเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนเบาๆเมื่อเขาเข้าใกล้จุดหมาย
ชั้นไอซียูพิเศษ
แสงไฟสลัวและเสียงเครื่องช่วยหายใจดังเป็นจังหวะเชื่องช้าธันวาหยุดยืนอยู่หน้าบานกระจกที่กั้นระหว่างเขากับร่างของชายสูงวัยที่เขาสัญญาว่าจะรักษาชีวิตไว้
ที่ข้างเตียง... หญิงสาวในชุดเดรสสีหม่นกำลังก้มหน้าสะอื้นไห้สองมือของเธอกุมมือบิดาไว้แน่น อรพิม... ในโลกที่ความจำของเธอถูกรีเซ็ตโลกที่เธอจำไม่ได้ว่าเคยรักเขาโลกที่เธอเห็นเขาเป็นเพียงมัจจุราชที่พรากความสงบสุขไป
ธันวาเดินเข้าไปในห้องช้าๆ
อรพิมสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาของชายหนุ่มสะท้อนในกระจกเธอรีบยืนขึ้นและก้าวถอยหลังไปจนติดผนังแววตาของเธอเต็มไปด้วยความชิงชังที่รุนแรงจนธันวารู้สึกเจ็บที่หน้าอก
“คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!” เธอตะคอกเสียงสั่น “รปภ. ไปไหนหมด! ออกไปนะ!อย่ามายุ่งกับพ่อฉัน!”
“พิม... ผมแค่มาดูว่าเขาปลอดภัยไหม” ธันวาพูดเสียงนุ่มนวลพยายามจะก้าวเข้าไปหา
“อย่าเรียกชื่อฉัน!” อรพิมแผดเสียง น้ำตาไหลอาบแก้ม “คุณชนเขา...คุณตั้งใจชนเขา! แล้วตอนนี้คุณยังกล้ามาเสนอหน้าอยู่ในห้องนี้อีกเหรอ?เพราะเงินของคุณใช่ไหมที่ทำให้คุณไม่ต้องนอนในคุก!เพราะอำนาจสกปรกของคุณใช่ไหมที่ทำให้คุณเดินกร่างอยู่ในโรงพยาบาลนี้ได้!”
ธันวาหยุดนิ่ง เขาเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ‘พันธนาการสีทอง’ ที่หนิงพูด
เขามีอำนาจที่จะรักษาชีวิตพ่อของเธอไว้ในโรงพยาบาลที่แพงที่สุดเขามีเงินที่จะจ้างแพทย์ที่ดีที่สุดแต่เขากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความเมตตาจากเธอแม้แต่นิดเดียว
"เขาดูเศร้า...ทำไมแววตาฆาตกรคนนี้ถึงดูเหมือนคนที่กำลังจะตายเองเสียอย่างนั้น"
เสียงความคิดของอรพิมแผ่วเบาเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทมันเป็นเสียงที่ซื่อตรงต่อความรู้สึก... แม้เธอจะเกลียดเขา แต่ลึกๆ ในจิตใต้สำนึกสัญชาตญาณความผูกพันที่เคยมีต่อกันในเส้นเวลาอื่นยังคงส่งกระแสบางอย่างออกมา
ธันวาหลับตาลง เขาหยิบนาฬิกาสีทองออกมาจากกระเป๋า เข็มวินาทีของมันจู่ๆก็เริ่มหมุนย้อนกลับอย่างรวดเร็ว
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...
เขามองเห็น ‘เส้นใย’ ของเวลาที่พันธนาการคนในห้องนี้ไว้เขาเห็นว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย อรพิมจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อวางแผนล้างแค้นเขาเธอจะกลายเป็นปีศาจที่ถูกความเกลียดชังกลืนกินและสุดท้ายเธอก็จะพินาศไปพร้อมกับเขา
มันคือวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น
“พิม... ฟังผมนะ” ธันวาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว “ผมอาจจะขอโทษคุณเป็นพันครั้งแต่มันก็ลบสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้... แต่ผมสัญญาอย่างหนึ่ง...ผมจะคืนชีวิตที่สงบสุขให้คุณจริงๆ”
เขาเปิดฝานาฬิกาสีทองออก แสงสว่างจางๆ เริ่มแผ่ออกมาปกคลุมทั่วห้อง
“คุณจะทำอะไร!” อรพิมร้องด้วยความตกใจ
ธันวาไม่ตอบ เขาจ้องมองใบหน้าของเธอเป็นครั้งสุดท้ายจดจำทุกรายละเอียดของดวงตาคู่ที่เขาเคยรักเขาเพิ่งเข้าใจสิ่งที่ชายในชุดสูทเทาพยายามจะบอก...การให้อภัยตัวเองที่แท้จริงไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนที่รักในโลกที่บิดเบี้ยวแต่คือการยอมเป็น ‘คนเลว’ ที่ไม่มีใครจดจำ เพื่อให้คนรักมี ‘อนาคต’ที่ใสสะอาดอย่างแท้จริง
“หนิงพูดถูก...” ธันวากระซิบ “ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ผมก็คือกรงขังของคุณ...”
เขากดเม็ดมะยมนาฬิกาลงไปสุดแรง!
วิ้งงงงง!
กาลเวลาในห้องไอซียูเริ่มหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดเล็กร่างของธันวาเริ่มโปร่งแสงอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอแต่มันเกิดจากการที่เขา ‘สละ’การมีอยู่ของตัวเองเพื่อจ่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับคำขอสุดท้าย
เขามองเห็นภาพนิมิตใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น...
ภาพของอรพิมที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพบว่าพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยแต่ปลอดภัยดี และคนที่ชนพ่อเธอ...ไม่ใช่ธันวาแต่เป็นเพียงคนขับรถรับจ้างธรรมดาที่ยอมรับผิดและเข้าสู่กระบวนการกฎหมายอย่างปกติ
และตัวเขา... ‘ธันวา’...จะไม่มีตัวตนอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของตระกูลสิริวัฒน์อีกต่อไป บริษัท TWจะถูกบริหารโดยคณะกรรมการที่ซื่อสัตย์และหนิงจะเติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนเหมือนเดิมเพราะความทะเยอทะยานที่เธอได้รับจากพี่ชายจะหายไปพร้อมกับตัวเขา
“ธันวา! คุณทำอะไร!” อรพิมถลาเข้ามาคว้ามือเขาไว้ และคราวนี้...มือของเธอกลับสัมผัสถูกตัวเขาได้!
แสงสีทองไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของอรพิมความทรงจำนับพันปีจากทุกเส้นเวลาไหลย้อนกลับเข้าสู่สมองของเธอราวกับเขื่อนแตก
เธอเห็นตัวเองกางร่มให้เขา
เธอเห็นเขาจูบเธอที่ปลายกาลเวลา
เธอเห็นเขายอมตายแทนเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“พิม... จำได้แล้ว...” หญิงสาวร้องไห้โฮเธอโผเข้ากอดร่างที่กำลังจะจางหายไปของเขาไว้แน่น “อย่าทิ้งพิมไป!ไม่เอาโลกที่ไม่มีพี่! พิมจำได้หมดแล้ว!”
ธันวายิ้มทั้งน้ำตา เขาประคองใบหน้าของเธอไว้ “พิม...นี่คือสิ่งเดียวที่พี่ทำให้พิมได้... ให้อภัยพี่นะ...ให้อภัยผู้ชายที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหมดของพิม”
“ไม่! พิมไม่ให้อภัย! ถ้าพี่ไป พิมจะเกลียดพี่ไปตลอดกาล!”
แต่กาลเวลาไม่ฟังเสียงอ้อนวอน
ร่างของธันวาสลายกลายเป็นละอองสีทองจางๆ ในอ้อมกอดของเธอนาฬิกาสีทองร่วงหล่นลงพื้นและแตกกระจายเป็นเศษธุลี
ธันวาลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ความเงียบสงบที่แท้จริงปกคลุมรอบกาย เขาไม่ได้อยู่ในห้องไอซียูไม่ได้อยู่ในคุก
เขากำลังนอนอยู่บนพื้นดินที่เย็นเหยียบกลางป่าลึกแสงจันทร์นวลสาดส่องลงมาผ่านยอดไม้ร่างกายของเขาดูเหมือนจะเป็นเพียงกลุ่มพลังงานที่สั่นไหวเขาไม่มีความทรงจำเหลืออยู่แล้วว่าเขาคือใคร... เขาจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง
แต่ในห้วงลึกของความว่างเปล่านั้น เขากลับได้ยินเสียงหนึ่ง...
เสียงเต้นของหัวใจ...
ตึก... ตึก... ตึก...
จังหวะที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอ เสียงหัวใจที่คอยกระซิบว่าเขายังคง ‘มีชีวิต’อยู่ในความทรงจำของใครบางคน และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการชดใช้ชั่วนิรันดร์
ทว่า ท่ามกลางความสงัดของผืนป่า ทันใดนั้น... เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้นใกล้ตัวเขา
รองเท้าหนังสีดำเนี้ยบกริบหยุดอยู่ตรงหน้าเขาชายในชุดสูทเทายืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“นายนี่มันโง่ได้โล่จริงๆ นะ ธันวา” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้น“นายสละทุกอย่างเพื่อจบวงจร... แต่นายลืมไปว่า... เมื่อไม่มีผู้คุมกฎ กาลเวลาก็จะ‘สุ่ม’ เลือกทายาทคนใหม่ขึ้นมาทันที”
ชายชุดสูทเทาชี้มือไปที่ทิศทางหนึ่ง
ธันวามองตามไป... และใจสลายอีกครั้ง
ห่างออกไปที่ริมแม่น้ำ อรพิมกำลังยืนนิ่งมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำในมือของเธอ... ถือนาฬิกาพกสีทองเรือนใหม่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นจากหยดน้ำตาของเธอเอง!
“ยินดีด้วย... ตอนนี้นางเอกของนาย...ได้กลายเป็นมัจจุราชแห่งกาลเวลาคนต่อไปแล้ว”
ธันวาจะทำอย่างไรเมื่อการเสียสละของเขากลับกลายเป็นการยัดเยียดคำสาปที่โหดร้ายที่สุดให้กับคนที่เขารักที่สุด?
เสียงหัวใจที่เขาได้ยิน... บัดนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นเสียง ติ๊ก... ติ๊ก...ที่น่าสะพรึงกลัว!