ท่ามกลางความเวิ้งว้างอันมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้งของ"หุบเขาหมื่นศพ"สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนต้องสาปที่แม้แต่ิญญายังหลงทาง ร่างของฟางหานกำลังร่วงหล่นลงมาประดุจใบไม้ที่ถูกเด็ดทิ้งอย่างไม่ไยดีจากกิ่งก้านของโชคชะตา
แรงลมที่พัดกรรโชกหมุนวนอยู่ก้นเหวปะทะเข้ากับใบหน้าของเขาจนชาหนึบประดุจถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้น้ำแข็งนับพันเส้นความรู้สึกเ็ปที่บาดลึกเข้าสู่ิันั้นกลับเทียบมิได้เลยกับความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินหัวใจท้องฟ้าสีเทาหม่นเบื้องบนที่เคยเห็นรำไร ค่อย ๆถูกเงามืดมิดของหน้าผาสูงชันแลบเลียกลืนกินไปทีละน้อยราวกับปากของอสูรกายที่กำลังปิดสนิท
ในวินาทีที่ร่างกายกำลังจะสูญสลายและสติสัมปชัญญะที่เหลือเพียงริบหรี่กำลังจะมอดดับลงประดุจเปลวเทียนที่ผจญกับพายุคลั่งนั้นเอง...จิติญญาที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยความแค้นกลับกระชากเอาภาพความจำที่แสนบาดลึกคืนกลับมาอย่างฉับพลันภาพเ่าั้แจ่มชัดเสมือนภาพวาดพู่กันจีนที่วาดด้วยเืสด ๆสลักลงบนแผ่นดินที่เน่าเฟะ
มันคือภาพเหตุการณ์เมื่อสามราตรีก่อนหน้า...ราตรีที่ดวงจันทร์ดูเย็นเยียบผิดปกติและความจริงถูกบิดเบือนภายใต้เงาอันเงียบสงัดของ "ป่าไผ่เขียวมรกต"สถานที่ซึ่ง "ความยุติธรรม" และ "มโนธรรม"ถูกฝังรากลึกไว้ใต้ดินโคลนที่เน่าเหม็นด้วยน้ำมือของคนที่เขามักจะก้มศีรษะให้ด้วยความนับถือเสมอมา
ณเื้ัความโอ่อ่าวิจิตรตระการตาของสำนักบรรพตม่วงที่ผู้คนทั่วหล้าต่างแซ่ซ้องสรรเสริญว่าเป็แหล่งบ่มเพาะยอดคนคุณธรรมกลับซุกซ่อนป่าไผ่ลึกลับแห่งนี้ไว้ราวกับเป็าแที่มิอาจให้ใครเห็นลำไผ่แต่ละต้นสูงระหงเสียดฟ้าขึ้นเบียดเสียดกันหนาทึบจนแสงดารายามค่ำคืนแทบมิอาจลอดผ่านลงมาถึงผืนดินผิวััของลำไผ่เ่าั้เย็นเยียบและลื่นไหลดุจดังหยกมรณะที่ถูกขัดเงามานับศตวรรษเมื่อลมราตรีพัดผ่าน ใบไผ่ที่เรียวคมดุจใบมีดโกนจะเสียดสีกันจนส่งเสียงสวบสาบคล้ายเสียงลมหายใจของอสุรกายที่กำลังกระซิบคำสาปแช่งอยู่ข้างหู
หมอกธูปจาง ๆที่มีความหอมหวานอันร้ายกาจลอยอวลอยู่เหนือพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไผ่แห้งหนาเตอะกลิ่นหอมนั้นชวนให้ผู้ที่หลงเข้าไปรู้สึกพร่ามัวในจิติญญา เหมือนประสาทััถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
ที่กึ่งกลางป่าไผ่อันวังเวงแห่งนั้นมีศาลาศิลาตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางม่านหมอกหนาที่ปกคลุมรอบด้านประดุจม่านบังตาจาก์ ฉู่เทียนในชุดคลุมสีม่วงเข้มขลิบทองดูสง่างามดุจเทพบุตรที่จุติลงมาท่ามกลางนรก ยืนตระหง่านอยู่อย่างมั่นคงประหนึ่งขุนเขาแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านยอดไผ่ตกกระทบบนใบหน้าอันหล่อเหลาหมดจดของเขายิ่งส่งให้ความงดงามนั้นดูเย็นเยียบและยากจะหยั่งถึงประดุจรูปสลักหยกที่ไร้หัวใจในมือของเขากุมพัดจีบที่ทำจากกระดูกวาฬขาว พลิกหมุนไปมาอย่างเชื่องช้าเป็จังหวะเดียวกับมรณกรรมที่เขากำลังขีดเขียนให้แก่ผู้บริสุทธิ์อย่างฟางหาน
เบื้องหน้าของเขาคือยอดฝีมือชุดดำสามคนซึ่งเปรียบเสมือนเงาสังหารที่ไร้ตัวตนพวกมันคุกเข่าอยู่อย่างนอบน้อมประดุจข้าทาสที่ไร้ิญญาทุกคนล้วนแผ่รังสีฆ่าฟันที่เข้มข้นจนใบไผ่รอบข้างถึงกับแห้งเหี่ยวปลิดปลิวพลังฝีมือของคนเหล่านี้อยู่ในขั้น "หลอมรวมลมปราณ" ระดับสูงซึ่งเพียงพอที่จะบดขยี้สำนักขนาดเล็กให้ราบเป็หน้ากลองได้เพียงในชั่วเคี้ยวหมากทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายใหญ่ผู้ที่เป็ทายาทสืบทอดสำนักบรรพตม่วงพวกมันกลับหมอบราบประดุจมดปลวกที่สั่นระริกท่ามกลางพายุคลั่งที่ยังไม่ะเิออก
“เ้าแน่ใจหรือว่าหมากตัวนี้จะไร้ช่องโหว่?”
ฉู่เทียนเอ่ยถามน้ำเสียงของเขานุ่มนวลและกังวานประดุจเสียงพิณชั้นเลิศทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่บาดลึกประดุจผ้าไหมที่ห่อหุ้มดาบอาบยาพิษคำพูดของเขาดูเหมือนจะลอยไปตามลมไผ่แต่กลับกดดันจนคนฟังแทบหยุดหายใจ
“เรียนคุณชายใหญ่ทุกอย่างถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกแล้ว”หนึ่งในชายชุดดำเงยหน้าขึ้นรายงานแววตาของมันฉายประกายแห่งความมั่นใจในแผนการอันโฉดชั่ว
“ข้าน้อยใช้ 'เนตรปีศาจ' เฝ้าสังเกตการณ์มันมาตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนฟางหานเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ซื่อสัตย์จนโง่เขลาและไร้เดียงสามันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแบกฟืนหนักอึ้งและขุดสมุนไพรเพียงเพื่อหาเงินเพียงน้อยนิดมาซื้อยารักษาแม่ข้าน้อยอาศัยจังหวะที่มันกำลังก้มเก็บฟืนอยู่ที่ชายป่าไผ่แอบสอดใส่คัมภีร์ปลอมที่มีตราประทับโลหิตเข้าไปในอกเสื้อของมันด้วยวิชา 'หัตถ์ไร้เงา' มันไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของกำลังภายในที่จะรู้สึกถึงแรงสั่นะเืของอากาศแม้แต่น้อยขอรับ”
ฉู่เทียนขยับยิ้มที่มุมปากเป็รอยยิ้มที่งดงามประหนึ่งบุปผา์ทว่ามิได้ไปถึงดวงตาแววตาของเขายังคงว่างเปล่าและมืดมิดดุจหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง
“ดีมาก...ฟางหานช่างเป็เครื่องสังเวยที่์จงใจประทานมาให้ข้าโดยแท้คนที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยดุจธุลีดินเส้นชีพจรอุดตันไร้ทางเยียวยาจนถูกตราหน้าว่าเป็เศษสวะไร้ซึ่งญาติมิตรที่จะคอยหนุนหลังหากมันหายสาบสูญไปในฐานะหัวขโมยเนรคุณที่ทรยศต่อสำนัก ใครเล่าในยุทธจักรจะยอมเสี่ยงชีวิตมาเรียกร้องความเป็ธรรมให้เศษสวะเช่นมัน?”
คำพูดของฉู่เทียนนั้นเรียบง่ายทว่าอำมหิตอุปมาเหมือนการบดขยี้มดตัวหนึ่งโดยไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี
“คุณชายใหญ่...”ชายชุดดำอีกคนเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยประดุจมีความสงสัยที่มิอาจเก็บงำ
“ฟางหานผู้นี้มิเคยล่วงเกินท่านแม้เพียงครึ่งคำแม้ในยามที่มันถูกศิษย์สายนอกกลั่นแกล้งอย่างทารุณมันยังยอมก้มหัวรับคำดูถูกเพื่อแลกกับอาหารไปให้มารดาที่เจ็บป่วยเหตุใดท่านต้องลำบากวางแผนที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้? เพียงแค่ปลิดชีพมันทิ้งเสีย ก็น่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ?”
ฉู่เทียนไม่ได้หันกลับมามองคู่สนทนาเขาเพียงจ้องมองใบไผ่สีเขียวเข้มที่ค่อย ๆ ปลิดปลิวลงสู่พื้นดินอย่างช้า ๆก่อนจะใช้นิ้วมือที่เรียวยาวคีบมันไว้แล้วออกแรงเพียงนิดบดขยี้มันจนกลายเป็ผงธุลีปลิวหายไปในอากาศ
“ความแค้นงั้นหรือ?”ฉู่เทียนหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะของเขาสั้น กระชับและแห้งแล้งประดุจเสียงไม้แห้งที่หักสะบั้น
“ในโลกของข้าคนเราไม่จำเป็ต้องมีความแค้นถึงจะเข่นฆ่ากันได้ ความผิดเดียวของผู้อ่อนแอคือการที่มีชีวิตอยู่เพื่อเกะกะสายตาของผู้แข็งแกร่ง และขวางทางเดินสู่บัลลังก์ที่สง่างามของข้าเท่านั้น”
เขาเว้นวรรคชั่วครู่แววตาดูแคลนทุกสรรพสิ่งในปฐี
“คัมภีร์ม่วงนิรันดร์ของจริงอยู่ในมือข้าแล้วและมันจะสาบสูญไปจากโลกพร้อมกับิญญาของฟางหานทุกคนในสำนักจะเชื่อสนิทใจว่ามันคือหัวขโมยที่ะโลงไปตายในหุบเขาหมื่นศพพร้อมกับสมบัติล้ำค่าความจริงจะถูกฝังอยู่ใต้กองกระดูกที่เน่าเหม็น และข้า... ฉู่เทียนจะกลายเป็ผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาของทุกคน”
สายตาของเขาเหม่อมองไปทางยอดเขาบรรพตม่วงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ด้วยความลำพองใจ
“หมากตัวหนึ่งอาจดูไร้ค่าและต่ำต้อยแต่มันกลับเป็กุญแจสำคัญที่จะไขประตูไปสู่บัลลังก์ที่ข้าถวิลหาความยุติธรรมน่ะหรือ? มันคือคำลวงที่ผู้ชนะประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อกล่อมให้ผู้แพ้ยอมสยบแทบเท้าต่างหาก”
ภาพในป่าไผ่เริ่มพร่าเลือนไปชั่วขณะก่อนจะวูบกลับมายังปัจจุบัน... ฟางหานที่กำลังลอยละลิ่วเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมกรดความเ็ปจากาแเก่าที่ถูกย่ำยีและแผลใหม่ที่ถูกซัดด้วยฝ่ามือมรณะรุมเร้าจนเขาแทบจะสิ้นสติทว่านิมิตแห่งความทรงจำยังไม่จบสิ้น
สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดทำให้เขาประจักษ์ชัดแจ้งถึงความโศกเศร้าที่ลึกสุดหยั่งเขาไม่ได้ถูกใส่ร้ายเพียงเพราะโชคชะตาเล่นตลก แต่เขาถูก ‘เลือก’ให้เป็เครื่องสังเวยเพียงเพราะเขามีค่าน้อยกว่าก้อนกรวดบนพื้นดินในสายตาของคนเ่าั้ความดีที่เขาเฝ้าเพียรทำ ความกตัญญูที่เขาพยายามรักษามาตลอดชีวิตบัดนี้กลับกลายเป็ดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาเองจนย่อยยับ
ทันใดนั้นร่างของฟางหานกระแทกเข้ากับชะง่อนผาครั้งแรก!
เปรี้ยง!
เสียงกระดูกหักลั่นสนิทดุจกิ่งไม้แห้งที่ถูกหักร่างของเขาพลิกคว่ำคะมำหงายตกลงสู่กองซากศพเบื้องล่างอย่างรุนแรงกลืนกินอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางของความตายที่หมักหมมนับศตวรรษเืสีแดงสดที่ไหลออกจากปากรินรดลงบนกองกระดูกขาวโพลนประดุจสีชาดที่แต่งแต้มบนผืนผ้าใบที่ไร้ิญญา
ทว่า...ท่ามกลางความตายที่รายล้อมเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นในอกกลับร้อนแรงยิ่งกว่าลาวาที่กำลังะเิออกมาจากูเาไฟที่สงบนิ่งมานานนับพันปีพลังงานบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเริ่มขับเคลื่อนอยู่ในกระแสเืที่กำลังจะหยุดนิ่ง
“ฉู่เทียน...เ้าพูดถูก ์มักหลับตาลงข้างหนึ่งเสมอ...แต่ในเมื่อ์เมินเฉยต่อความยุติธรรมข้าคนนี้แหละจะกลายเป็อสูรที่กระชากิญญาของเ้าลงมาพิพากษาในขุมนรกด้วยมือของข้าเอง!”
ฟางหานคำรามในใจอย่างไร้เสียงน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินออกจากหางตาที่บวมช้ำแต่มันกลับถูกความเย็นะเืของหุบเขาแช่แข็งกลายเป็ผลึกใสก่อนจะตกกระทบพื้นกองกระดูกความแค้นกลายเป็พลังงานหล่อเลี้ยงดวงจิตที่แตกสลายไม่ให้หลุดลอยไปตามทางของิญญาในราตรีที่มืดมิดและหนาวเหน็บที่สุดท่ามกลางกองซากศพฟางหานได้สาบสาบานต่อหน้าดวงิญญานับหมื่นที่ไม่มีที่ไปว่าเขาจะไม่ยอมกลายเป็เพียงธุลีดินจนกว่าจะได้เห็นความล่มสลายของสำนักบรรพตม่วงด้วยตาของตัวเอง!
ความตายอาจเป็จุดจบที่แสนเศร้าสำหรับผู้อื่นทว่าสำหรับฟางหาน... มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ในฐานะมัจจุราชผมขาวและเป็จุดเริ่มต้นของมหากาพย์แห่งความพินาศที่กำลังจะอุบัติขึ้นท้าทาย์และปฐี!
เขาพยายามขยับนิ้วที่แตกหักท่ามกลางความมืดมิดนั้นแสงสีม่วงประหลาดเริ่มเรืองรองออกมาจากใต้กองซากศพเบื้องล่าง ราวกับว่า"หุบเขาหมื่นศพ" แห่งนี้ กำลังเปิดอ้อมกอดต้อนรับเ้านายคนใหม่ที่จะนำพาความพินาศไปสู่โลกเบื้องบน
*************************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่"กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร