“หงชิ่วไฉ พ้นแนวป่าข้างก็เข้าเขตเมืองเฉิงตูแล้วขอรับ”
เสียงะโแว่วดังมาจากรถม้าที่อยู่ด้านหน้า ผู้คุ้มกันสามคนที่นำขบวนอยู่มองเห็นกำแพงเมืองเฉิงตูอยู่รำไร การเดินทางผ่านมาเข้าสู่วันที่แปดพอดี หลังจากที่ขบวนของหลัวเซียนออกเดินทางมาจากเมืองถงซือ ระหว่างนอกจากหนทางที่ยากลำบากไปบ้าง กลับไม่พบเจอความยุ่งยากอื่นใด ราชวงศ์ซ่งปกครองแผ่นดินเจ็ดสิบกว่าปี ประชาชนอยู่ดีกินดี โจรผู้ร้ายแม้ยังมีอยู่บ้างกลับไม่มากมายจนก่อให้เกิดปัญหา
ชาวยุทธจักรไม่ยุ่งเกี่ยวกับประชาชนทั่วไป อีกทั้งสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะมีอำนาจกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ละแวกเสฉวนนอกจากสกุลถังที่เป็ใหญ่แล้ว ยังมีสำนักชิงเฉิงที่เป็สำนักพรตฝ่ายธรรมะอีกสำนักหนึ่งค่อยให้ความดูแลเมืองเฉิงตู ทำให้ไม่ใคร่มีโจรผู้ร้าย ค่ายสำนักใดออกมาหาเื่สร้างความเดือดร้อน หากตอแยสำนักชิงเฉิงยังไม่นับเป็อย่างไรได้
ในสมัยเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน นักพรตจางสือหยางเ้าสำนักชิงเฉิงมีพลังฝีมือไม่อ่อนด้อยไปกว่าเ้าอาวาสวัดเส้าหลินเท่าใดนัก สำนักชิงเฉิงเป็สำนักพรต นักพรตจางถือสันโดษ พรรคห้าเซียนกับสำนักชิงเฉิงน้อยครั้งจะเกิดการปะทะกัน หลัวเซียนยังเคยพบเจอนักพรตจางไม่กี่ครั้ง คาดว่าลูกศิษย์หลานศิษย์ของสำนักชิงเฉิงผ่านมาสองร้อยกว่าปีคงไปเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็หลังมือ หาเื่ทำร้ายผู้คนไปได้
แต่สกุลถังนั้นยากจะตอแย หากนับในความทรงจำที่ผ่านมา ชาติก่อนหลัวเซียนประมือกับคนของสกุลถังนับครั้งไม่ถ้วน สำนักห้าเซียนกับสกุลถังนับว่าเป็คู่อริที่มีวิชาในแนวทางพิษเช่นเดียวกัน
“อาเซียน รถม้าลดความเร็วแล้ว มิใช่ว่าถึงเมืองเฉิงตูแล้วหรือไม่” หยางเสี่ยวซาน ที่อยู่ใกล้กับหน้าต่างส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ในการสอบเชิงหยวนครานี้ หลัวเซียนยังมีสหายวัยเยาว์ติดตามมาด้วยอีกสองคน หยางเสี่ยวซานกับหยางต้าเป่าเป็สหายจากหมู่บ้านหยางจิ้งที่เติบโตร่ำเรียนมากับหลัวเซียนด้วยกัน มารดาของเด็กทั้งสองยังรับจ้างตัดต้นปอ ช่วยมารดาของหลัวเซียนทอผ้าอยู่ที่บ้านเก่า นับเป็สหายสนิทที่หลัวเซียนแทบไม่เคยมีมาก่อน
“ขอข้าดูด้วย” หลัวเซียนแทรกตัวไปใกล้กับหน้าต่างรถม้า จรดใบหน้าไปจนใกล้กับหน้าต่าง สอดส่องสายตาออกไปด้านนอกของรถม้า
เมืองเฉิงตูเป็เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน มีอายุนับพันปีนับกลับไปั้แ่สมัยเป็เมืองหลวงของรัฐฉู่ เป็เมืองที่มีความสำคัญยิ่งของแดนใต้ เป็หน้าด่านของเสฉวน หากยังยึดเมืองเฉิงตูมิได้ก็มิอาจยึดทั้งเสฉวนเอาไว้ได้ ด้วยที่เมืองเฉิงตูมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผ่านมาหลายราชวงศ์ ทำให้ชาวเฉิงตูส่วนใหญ่มีความภาคภูมิใจในความเป็ชาวเฉิงตู จนเกือบจะถือตัวอยู่บ้างกับชาวต่างถิ่น เมืองเฉิงตูยังถือว่ามีชื่อเสียงในเื่ของการทอผ้าไหม การปักผ้าลายดอก การปักดิ้นทองลงบนผ้า
หลัวเซียนกวาดสายตามองไปโดยรอบ รถม้าค่อยชะลอลงที่ด้านหน้าประตูเมือง ยามนี้ใกล้กับการสอบเชิงหยวนที่ด้านหน้าประตูเมืองจึงมีนักศึกษา บัณฑิตมากมายพากันต่อแถวเพื่อขอเข้าเมือง เวลานี้ไม่เช้าแล้ว แต่ผู้คนยังออกันอยู่ที่ด้านหน้าประตูเมืองหลายร้อยคน ต่างพากันส่งเสียงยื้อแย่งกันเพื่อแสดงเอกสารเข้าเมือง
หงสือเมิ่งกับบุตรชายลงจากรถม้าไปก่อน
“หลัวเซียน เ้ากับเสี่ยวซาน ต้าเป่า รออยู่ในรถม้าอย่าวิ่งเพ่นพ่านไป ข้ากับลู่อินจะไปเจรจากับทหารเพื่อเข้าเมือง”
“แต่ว่าอาจารย์ อยู่แต่ในรถม้ามาทั้งวันแล้ว ข้าพาเสี่ยวซานกับต้าเป่า เดินสำรวจไม่ไกลจากตรงนี้ได้หรือไม่”
หลัวเซียนปากแม้ถามไถ่แต่ตระเตรียมจัดเสื้อผ้า พยักพเยิดกับสหายอีกสองคนแววตาเป็ประกาย หงสือเมิ่งส่ายหน้าไปมา ยิ้มอย่างอ่อนใจ หลัวเซียนนั้นหากบอกว่า ว่านอนสอนง่ายนั้นก็ไม่ผิดแผกไปจากคำพูดสักเท่าไร แต่หากถึงเวลาขึ้นมาก็ดื้อดึงนัก ไม่ว่าผู้ใดจะว่ากล่าวอย่างไร หลัวเซียนก็มักหาข้อโต้แย้งขึ้นมาร่ำไป เด็กฉลาดก็มีข้อเสียของเด็กฉลาดกระมั่ง
หงสือเมิ่งทำน้ำเสียงดุ กล่าวว่า “อย่าออกไปไกลนัก ให้คนคุ้มกันติดตามไปด้วย หากข้ากลับมาแล้วยังไม่เห็นพวกเ้า พรุ่งนี้พวกเ้าทั้งสามคนคัดตำราซือจิง (诗经" , คัมภีร์กวี) มาให้ข้า”
“ขอรับ อาจารย์” เด็กทั้งสามต่างรับคำด้วยร้ำเสียงเริงร่า
หลัวเซียนออกมายืนด้านข้างรถม้า กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ ด้านหน้าของเมืองเฉิงตู คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ด้านหน้าของตัวเมืองห่างจากกำแพงเมืองราวครึ่งหลี่ (หนึ่งหลี่ประมาณ ครึ่งกิโลเมตร) มีผู้คนจับจองสองข้างทาง ทำเป็เพิงขายน้ำชาบ้าง ขายบะหมี่ เครื่องนุ่งหม สมุนไพร ของป่า ดูคล้ายตลาดสดก็มิปาน
“ผ่านมาหลายร้อยปี เมืองเฉิงตูด้านนอกก็ยังมีคนมาค้าขายอยู่เช่นเดิม” หลัวเซียนคิดในใจ พลันถูกดึงแขนเสื้อไปทางด้านหนึ่ง
“อาเซียนดูนั่น ตัวอะไรข้าไม่เคยเห็น” หยางเสี่ยวซานที่รูปร่างไล่เลี่ยกับหลัวเซียนดึงแขนเสื้อของหลัวเซียนไปทาง ที่มีคนนำสัตว์ป่ามาวางขาย ในหมู่ซากสัตว์ที่วางเรียงรายอยู่มีลิงขนสีทองวางอยู่ด้วย นี่เป็ลิงที่พบได้เฉพาะบนเขาสูงของแทบเสฉวนเท่านั้น หยางเสี่ยวซานย่อมไม่เคยเห็นมาก่อน
“ลิงขนทองนะ เืมีฤทธิ์เย็นบำรุงหยิน แก้ไข้ป่าได้” หลัวเซียนก้มตัวลงไปดูใกล้ ๆ ปากก็บ่งบอกสรรพคุณด้วยความคุ้นเคย ชาวเขาที่นำสัตว์ที่ออกล่ามาวางขายคุ้นเคยกับภาษาฮั่นดี มองเห็นเด็กชายอายุน้อยผิวพรรณขาวสะอาด แต่งกายแบบนักศึกษาก็รู้ว่าเป็ผู้ที่จะเข้าสอบที่เมืองเฉิงตู
“คุณชายน้อย เ้าเป็คนเสฉวนกระมั่ง มาจากเมืองใดกัน” ชาวเขาวัยกลางคนเอ่ยปากเป็ภาษาฮั่นสำเนียงแปร่งหู
“ข้ามาจากกุ้ยโจว ลิงขนทองนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ทราบจากตำราที่อ่าน” หลัวเซียนบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่พอหันไปมองอีกครากลับพบว่า ชาวเขาวัยกลางคนนี้แต่งกายคล้ายเผ่าแม้วที่อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของพรรคห้าเซียน
พรรคห้าเซียนนั้นเป็พรรคนอกรีตของชนเผ่าแม้ว มีวิชาฝีมือร้ายกาจเป็ที่หวาดกลัวของชาวยุทธจักร แต่สำหรับชาวป่าชาวเขาในแถบเสฉวนแล้ว พรรคห้าเซียนเป็ที่พึ่งหนึ่งเดียวของชนเผ่าเดียวกันหากมีผู้ใดเดือดร้อน พรรคห้าเซียนเชี่ยวชาญด้านพิษไม่น้อยไปกว่าสกุลถัง ในด้านการรักษาก็โดดเด่นไม่เป็รองใครเช่นกัน
หลัวเซียนถามด้วยภาษาชนเผ่าเหมี่ยว (ชาวเขาเผ่าหนึ่ง ไทยออกเสียงว่าม้ง)
“พวกเ้าใช่ชาวอี้ จากหุบเขาจินชวนหรือไม่”
ชายชาวอี้ผู้นั้นได้ฟังแล้วถึงกับอึ้งไปจนไม่ทราบจะกล่าวตอบว่าอย่างไร ได้แต่อ้าปากแต่ไม่มีเสียงลอดออกมา
“เป็ไรแล้ว พวกเ้าหัดพูดภาษาฮั่นได้หรือว่าชาวฮั่นพูดภาษาเ้าไม่ได้กัน” หลัวเซียนกลอกตากล่าวต่อด้วยภาษาเหมี่ยว
“พวกเ้ามาที่เมืองเฉิงตูบ่อยหรือไม่” หลัวเซียนกล่าวถาม
ชายชาวอี้ตั้งสติได้แล้วจึงกล่าวตอบ “พวกข้าสองสามเดือนมาครั้งหนึ่ง ที่มาคราวนี้คงอยู่ที่เมืองเฉิงตูอีกหกเจ็ดวัน พอขายสัตว์ที่ล่ามาได้ก็คงกลับ”
“เช่นนั้นก็ดี อีกสองสามวันข้าจะออกมาอีกครั้ง” หลัวเซียนกล่าวจบก็ดึงมือหยางเสี่ยวซานออกไปอีกด้านหนึ่ง หยางต้าเป่ายืนอยู่กับผู้คุ้มกันพอเห็น หลัวเซียนเดินไปทางอื่นจึงเดินติดตามไป
ตลาดสินค้านอกกำแพงเมือง ไม่มีสิ่งใดมากนัก มีเพียงของป่า สินค้าพื้นเมือง ของกินไม่กี่อย่าง หลัวเซียนรู้ดีว่าในเมืองเฉิงตูยังมีสิ่งให้ชมดูมากมายนัก แต่ชาวเขาเผ่าอี้นั่นเป็ชนเผ่าเดียวกับหลัวเซียนในชาติก่อน ในชาติที่แล้วหลัวเซียนใช้แซ่ซุน นามว่าซุนไป่หาน ชาวเขานั้นไม่มีแซ่มาก่อน เมื่อครั้งราชวงศ์ถังเกิดฏในแถบเสฉวน ชาวเขาหลายเผ่าร่วมมือกับทางการปราบฏจึงได้รับพระราชทานแซ่ ชาวเขาเผ่าอี้ได้แซ่ซุน
หลัวเซียนคิดจะออกมาสอบถามถึงความเป็อยู่ของชนเผ่าเดียวกัน รวมถึงความเป็ไปของพรรคห้าเซียน ที่ตั้งของพรรคห้าเซียนไม่แน่ว่ายังอยู่ที่เดิม หลังจากสองร้อยกว่าปี อาจมีเื่มากมายเกิดขึ้น หลัวเซียน้าสมุนไพรเพื่อเพิ่มพูนกำลังภายใน หากหาที่ตั้งของพรรคห้าเซียนไม่เจอ การมาครานี้ก็สูญเปล่า
หลัวเซียนกลับมาที่รถม้า ไม่นานหงสือเมิ่งก็กลับมาพอดี
“เอาละ พวกเราเข้าเมืองได้แล้วหากช้าจะค่ำเกินไป”
ทหารที่เฝ้าประตูเมืองย่อมไม่กล้าเสียมารยาทกับเหล่าบัณฑิตที่กำลังต่อแถวเข้าเมืองเพื่อการสอบเชิงหยวน ผู้ที่สามารถร่ำเรียนจนสามารถเข้าสอบได้ ย่อมไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา หาเื่กับชาวบ้านทั่วไปนั้นหาเป็ไรไม่ แต่ไม่อาจทำเป็ไม่เห็นแก่หน้าของบัณฑิตเหล่านี้ ใครจะทราบได้ว่าคนเหล่านี้อาจเป็ทายาทขุนนางบ้านใด หลังสอบแล้วอาจได้เป็ขุนนางใหญ่โต หากกระทำเสียมารยาท คนเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะจดจำฝังใจเมื่อเป็ขุนนางใหญ่โตแล้ว กลับมาแก้แค้น เช่นนั้นก็ย่ำแย่แล้ว
เมื่อหงสือเมิ่งมอบเอกสารผ่านทางที่ตรวจประทับตราแล้ว รถม้าทั้งสองคันจึงผ่านเข้าเมืองเฉิงตูไปอย่างง่ายดาย หลัวเซียนเดินทางมาสอบครานี้ หลัวหวินเจ๋อมอบค่าใช้จ่ายมาไม่น้อย พอให้อยู่ที่เมืองเฉิงตูได้นานหนึ่งเดือนโดยไม่ลำบาก ทั้งยังแอบมอบให้กับหลัวเซียนไว้อีกสิบตำลึง
หลัวหวินเจ๋อมอบเงินให้กับบุตรชายโดยแอบซ่อนมิได้บอกฮูหยิน แต่ว่าหยางซิ่วอิ่งก็แอบมอบเงินให้กับหลัวเซียนมาอีกสิบตำลึงเช่นกัน
ยามนี้เมืองเฉิงตูคลาคล่ำไปด้วยบัณฑิตจากเมืองใกล้เคียง โรงเตี๊ยมภายในเมืองแม้มีหลายสิบแห่งยังไม่อาจรองรับผู้คนจำนวนมากได้หมด หงสือเมิ่งจึงพาทั้งหมดไปพักที่อารามซินเซียง (ในสมัยถังเรียกว่า อารามเหมี่ยวหยวนต้าหยวน ชื่อในปัจจุบันคือ อารามเหวินซู 文殊院)
ทั้งหมดมาถึงเมืองเฉิงตูก็เลยยามเว่ยแล้ว (未:wèi คือ 13.00 - 14.59 น.) กว่าจะเข้าเมืองมาได้ เมื่อมาถึงอารามซินเซียงก็เกือบจะค่ำพอดี หลวงจีนที่อารามซินเซียงคุ้นเคยกับการต้อนรับผู้ที่มาสอบดี อารามซินเซียงเองมีที่พักพอรองรับผู้คนได้สองถึงสามร้อยคนที่เดียว
อาหารเจที่มีก็มีรสชาติไม่เลว ทุกคนต่างเดินทางมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ไม่นานพอแยกย้ายเข้านอนต่างก็หลับลงไปด้วยความอ่อนเพลีย หลัวเซียนนอนด้วยกันกับสหายน้อยจากหมู่บ้านหยางจิ้ง หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานล้มตัวลงไม่นานก็หลับสนิท
หลัวเซียนแม้หลับตาแต่หูยังสดับฟังเสียงรอบตัว ด้านนอกมืดลงแล้ว ไม่มีเสียงฝีเท้าผู้ใดในระยะใกล้ หลัวเซียนค่อยลุกออกจากที่นอน ปิดประตูอย่างแ่เบา กระโจนลับขึ้นยอดไม้ที่อยู่ไม่ไกล ไม่นานก็ออกนอกอารามซินเซียง อาศัยความมืดกระโจนจากหลังคาด้านหนึ่งไปด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว
หลัวเซียนมิได้มีเป้าหมายใดในคืนนี้เพียง้าสำรวจเมืองเฉิงตู ที่ตนเองมิได้มาเยือนกว่าสองร้อยปีล่วงมาแล้ว ผ่านมานานเช่นนี้ไม่ทราบว่า หนทางในเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปเป็เช่นไรบ้าง ยังไม่ทันที่หลัวเซียนจะได้สำรวจ ด้านหลังก็ได้ยินเสียงลมพัดผ่านมา เสียงลมนี้แข็งกร้าวนัก หากไม่หลบหลีกอาจถูกกระแทกจนตกลงไปได้ หลัวเซียนสลับเท้ากลางอากาศ ถ่วงฝีเท้ากลับหลังหันในทันที ทิ้งตัวลงที่ยอดหลังคาสูงแห่งหนึ่ง พอกวาดสายตาไปก็พบเห็น บุรุษชุดขาวสวมชุดคลุมสีเขียวอ่อนยืนอยู่ด้านตรงข้าม
“สหายน้อย ไม่ทราบออกวิ่งเล่นยามนี้้าไปยังที่ใด” บุรุษหนุ่มกล่าว นำเสียงสุภาพชวนสนิทสนมนัก
หลัวเซียนกลับลืมไปเสียได้ เมืองเฉิงตูเป็เมืองที่สกุลถังตั้งอยู่ ทั้งยังเป็เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ไม่ทราบมีัพยัคฆ์หลบซ่อนอยู่มากมายเพียงใด ตนเองกลับหลงลืมออกมาโล่ดแล่นในทันทีที่มาถึง
หลัวเซียนประสานมือ กล่าวว่า “มาเยือนเฉิงตูครั้งแรก อดที่ออกมาเที่ยวชมมิได้ กลับเสียมารยาทแล้ว”
บุรุษหนุ่มสะกิดเท้าลอยตัวเข้ามาใกล้ หลัวเซียนเห็นบุคคลตรงหน้ารูปร่างสูงโปร่ง คิ้วยาวคมคาย ั์ตาเรียวยาว ท่าทางฉลาดเ้าเล่ห์ อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ปลายแขนเสื้อปักเป็รูปเข็มเงินเก้าเล่ม
“ข้าเรียกว่าถังจื่อฉวน ไม่ทราบว่าน้องชายเรียกว่ากระไร”
หลัวเซียนพอได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็คนของสกุลถัง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็เ็า ประสานมือกล่าว
“ชนชาวชนบท ไม่กล้าแจ้งชื่อแซ่ให้ขายหน้า ขอตัวแล้ว”
หลัวเซียนพอบอกลาก็ใช้วิชาตัวเบากระโจนออกไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว ถังจื่อฉวนไม่ควาดคิดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นแก่หน้าสกุลถังแม้แต่น้อย จึงโดดติดตามไป ถังจื่อฉวนเห็นหลัวเซียนอายุยังเยาว์แต่มีวิชาตัวเบาสูงล้ำ ลอบติดตามมาพอพบเห็นหลัวเซียนอายุไม่มาก หน้าตาน่าเอ็นดูจึงแนะนำตนเองก่อน สกุลถังเป็สกุลอันดับหนึ่งในเสฉวน ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก แต่สหายน้อยผู้นี้ไม่เพียงไม่สนใจ ถึงกับรีบหลบหนี นี่จะได้อย่างไร
ถังจื่อฉวนติดตามไปอย่างใกล้ชิด แต่ว่าวิชาตัวเบาของหลัวเซียนนั้นรวดเร็วยิ่ง แม้จะทิ้งระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ไม่กี่ก้าวนี้ถังจื่อฉวนยังไม่สามารถเร่งติดตามเอาชนะได้ จากในตอนแรกถังจื่อฉวนเพียง้ารู้จัก แต่ว่าตอนนี้ความรู้สึกอยากเอาชนะกลับค่อยเพิ่มขึ้นมา ถังจื่อฉวนจะอย่างไรอายุยังเยาว์ ถูกคนที่เพิ่งพบหน้าทั้งยังดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าตนเองหลายปี นำหน้าไปได้นานเยี่ยงนี้ หากถูกผู้อื่นพบเห็น ตนเองจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน ยิ่งหากถูกบิดารับทราบว่า วิชาตัวเบาของตนเองผ่านแพ้ให้กับเด็กชายที่ไม่รู้ที่มาคนหนึ่ง คงย่ำแย่แล้ว
“นี่ เ้านะหยุดนะ” ถังจื่อฉวนสะบัดมือออกไปด้านหน้า เข็มเงินเล็กละเอียด สิบกว่าเล่มก็พุ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว
ถังจื่อฉวนไม่คิดทำร้ายหลัวเซียน เข็มเงินเหล่านี้มิได้แฝงลมปราณพิษทั้งยังมุ่งไปยังจุดที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย เพียงสะกดลมปราณชั่วคราว หลัวเซียนไม่ชะลอความเร็ว ทั้งยังไม่หันหลังกลับไปมอง เพียงล้วงผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกมาสะบัดไปด้านหลัง ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยก่อให้เกิดลมแรงหมุนขึ้นมาวงหนึ่ง พัดพาผ้าเช็ดหน้าพุ่งไปทางด้านหลัง กวาดเอาเข็มเงินที่กำลังพุ่งมากระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
ถังจื่อฉวนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม เร่งเร้าลมปราณหมายจับตัวหลัวเซียนให้ทัน แต่กลับคว้าได้เพียงผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยเอาไว้ในมือเท่านั้น ผ้าเช็ดหน้าอ่อนนุ่มส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ถังจื่อฉวนเหม่อมองหลัวเซียนที่กระโจนหายไปในความมืด ก่อนที่จะยกผ้าผืนน้อยขึ้นมาแตะจมูก กล่าวกับตนเอง
“หอมยิ่งนัก”