ประตู์
ผมแปลกใจนิดหน่อยที่โอเทรอสบอกว่าตัวเองมีตำแหน่งของเทพอยู่สองตำแหน่ง แต่ก็หายตื่นเต้นแทบจะในทันทีที่เขาบอกว่าอีกตำแหน่งของเขาคือ เทพแห่งการตีสนิท
“ต้องทำยังไงเหรอครับถึงจะมีสองตำแหน่งแบบคุณ” ผมเอ่ยถาม พวกเราอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังประตู์ โอเทรอสเล่าว่ามันเป็ประตูมิติที่เชื่อมต่อระหว่างโลก์กับโลกมนุษย์ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามเขตต่างๆทั่วแดน์พาราห์เดียแห่งนี้
โอเทรอสปรบมือดังๆอย่างถูกอกถูกใจ “มันต้องอย่างนี้สิรุ่นน้องของฉัน เป็คำถามของคนที่พร้อมจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ดีมาก!” เทพองค์นี้ทำให้อะไรๆดูโอเวอร์เกินจริงได้เสมอเลย
“ครับ…” ผมพูดอะไรไม่ออก
“ในทุกๆตำแหน่งของเทพเ้า เมื่อผ่านไปซักร้อยสองร้อยปีทุกๆอย่างก็จะเริ่มอิ่มตัว สาวกที่ไม่เพิ่มไม่ลดทำให้พลังอำนาจของเราอาจจะหยุดอยู่ในระดับเดิมไปตลอดกาล” โอเทรอสตีสีหน้าเครียดก่อนจะฉีกยิ้ม “แต่ว่า์พาราห์เดียแห่งนี้เป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาส นั่นจึงทำให้เรามีระบบของการรับตำแหน่งเพิ่มเพื่อเป็ทางเลือกในความก้าวหน้า”
ผมพยักหน้า โอเทรอสอธิบายต่อไป
“เงื่อนไขหลักๆของการรับตำแหน่งเพิ่มก็คือ หนึ่ง! ตำแหน่งนั้นจะต้องว่างไม่มีเทพองค์ใดประจำอยู่ ข่าวร้ายก็คือตำแหน่งใหญ่ๆโตๆในตอนนี้ถูกจับจองไปหมดแล้ว เว้นเสียแต่ว่าเทพประจำตำแหน่งจะประกาศสละกายทิพย์หรือไม่ก็ถูกสังหาร”
“สังหาร? หมายถึง...เทพเ้าสามารถตายได้ด้วยงั้นเหรอครับ” ผมแปลกใจสุดๆ เทพควรจะเป็ะไม่ใช่หรือไง
“ใช่แล้ว ถึงนั่นจะเป็อะไรที่เกิดขึ้นค่อนข้างยากอยู่ เพราะกายทิพย์ของเทพเ้าน่ะกึ่งๆะเลยล่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะถูกทำร้ายไม่ได้เลยหรอกนะ” โอเทรอสเอ่ย
“แล้ว...ผมไม่แน่ใจว่าผมถามได้ไหม แต่ว่าอะไรบ้างเหรอครับที่สามารถฆ่าเทพเ้าได้” ผมเอ่ยสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลออกไป อย่างที่พวกคุณรู้ ผมน่ะเป็คนที่ตายไปแล้ว และการตายมันทำให้ผมรู้สึกแย่มากๆ คงไม่มีใครอยากจะตายเป็รอบที่สองแน่ๆ
“สิ่งที่มีพลังอำนาจทัดเทียมกับเหล่าเทพอย่างเช่นเทพด้วยกันเอง พวกปีศาจ หรือพวกสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งพอจะทำลายพวกเราถึงระดับิญญาได้ล่ะ” โอเทรอสกล่าวเสียงเครียดก่อนจะเอามือทบไหล่ผมจนไหล่โยกพลางหัวเราะออกมา “แต่ก็อย่างที่ว่าแหละ พวกสิ่งมีชีวิตแบบนั้นมีไม่เยอะหรอก และอีกอย่าง แดน์พาราห์เดียของเรามีนโยบายไม่ยื่นมือเข้าไปแทรกแทรงกิจการของโลกเบื้องล่างด้วย เพราะงั้นไม่ต้องเครียดมากก็ได้”
แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกถึงความเปราะบางอะไรบางอย่างได้ผ่านคำพูดเหล่าของเทพแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องและการตีสนิทตรงหน้าผม
“ส่วนเงื่อนไขที่สองของการได้รับตำแหน่งเพิ่ม…” โอเทรอสยังไม่ลืมเื่ที่เราพูดกันในตอนแรก “คือคำร้องของนายจะต้องได้รับการเห็นชอบจากหัวหน้าเทพแผนกนั้นๆ หรือไม่เทพหัวหน้าแผนกก็อาจจะเป็ฝ่ายยื่นข้อเสนอให้กับนายเอง ไม่ทางใดก็ทางนึงนั่นแหละ”
“เทพหัวหน้าแผนก?” ผมเจอคำที่ชวนตะหงิดใจอีกครั้ง
“อย่างถ้าเป็ของนาย...โทษนะน้องชาย ว่าแต่นายเป็เทพแห่งอะไรงั้นเหรอ” เหมือนโอเทรอสจะไม่ได้ทำการบ้านมาเลยนะเนี่ย
“เทพแห่งวัชพืชครับ” ผมรู้สึกได้เลยว่าน้ำเสียงของผมฟังดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่
“โอ้!” เทพแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องใ เหมือนเพิ่งจะได้ยินข้อความสาปแช่งอันเลวร้ายออกมา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเลยซักนิด “บ...แบบว่า...สู้ๆนะน้องชาย นั่นมัน...เหมือนว่าจะเป็ตำแหน่งที่การทำงานยืดหยุ่นดี ฉันแอบอิจฉานายเลยนะเนี่ย” โอเทรอสปั้นสีหน้าตื่นเต้น ทว่าแม้แต่เทพเ้าเองก็ทำอะไรแบบนั้นได้ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ ผมหัวเราะแห้งๆตอบกลับไป
“ถ้าจำไม่ผิด หัวหน้าแผนกของนายอาจจะเป็เทพแห่งเกษตรกรรม หรือไม่ก็เทพแห่งป่า ฉันไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เทพแห่งป่าเป็คนใจกว้างและน่าเคารพ ส่วนเทพแห่งเกษตรกรรมก็…ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่นัก แต่เดี๋ยวนายก็จะได้รู้ในเร็วๆนี้แหละ” โอเทรอสทำให้ผมรู้สึกสับสนเล็กน้อย “หากว่าหลังจากนี้มีตำแหน่งไหนในแผนกที่เกิดว่างขึ้นมาก็ให้นายลองไปคุยกับหัวหน้าแผนกของตัวเองดูแล้วกัน” โอเทรอสยิ้ม
“ครับ” ผมรับคำเรียบๆ
“ส่วนข้อที่สาม ซึ่งอันนั้นค่อนข้างสำคัญ แม้ว่าหัวหน้าแผนกจะยินยอมกับรับตำแหน่งแล้ว นายก็จะยังไม่ได้รับตำแหน่งนั้นอย่างแท้จริงจนกว่าจะผ่านการทดสอบจากเหล่าเทพธิดาแห่งโชคชะตาซะก่อน” โอเทรอสกล่าว เป็อีกครั้งที่ผมรู้สึกเอียนกับคำว่าโชคชะตา ทว่าคราวนี้การกล่าวถึงเทพธิดาก็ทำให้ผมนึกสนใจ
“เหล่าเทพธิดาแห่งโชคชะตาคือใครเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม
“เป็เหล่าสาวๆสุดฮ๊อตแห่งแดน์พาราห์เดียแห่งนี้เลยล่ะ ถ้าใครได้พวกนางซักคนมาเป็แฟนล่ะก็ เชื่อว่าคนๆนั้นอาจจะมีสิทธิ์พิเศษเล็กๆน้อยๆในเื่โชคชะตาก็ได้” แววตาของโอเทรอสดูส่อแววเ้าชู้อย่างเห็นได้ชัด “แต่หลายพันปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครจะจีบพวกนางได้สำเร็จเลย นั่นยิ่งทำให้พวกนางน่าสนใจเข้าไปใหญ่”
“เอ่อ...พวกนางทำหน้าที่ควบคุมชะตากรรมของเหล่าเทพเ้าเหรอครับ” ผมนึกสงสัยว่าบางทีการที่ผมได้ตำแหน่งเทพแห่งวัชพืชก็อาจจะมาจากฝีมือพวกหล่อนก็ได้
“สองในเจ็ดดูแลเื่โชคชะตาบน์ สามองค์จากในนั้นดูแลเื่ความเป็ไปของโลก เทพธิดานางหนึ่งทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนโชคชะตาในบางครั้งตามสมควร และอีกนางก็ทำหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างโชคดีและโชคร้าย” โอเทรอสอธิบาย ผมนึกแคลงใจ ในเมื่อมันมีคนที่คอยรักษาสมดุลระหว่างโชคดีและโชคร้ายทำไมที่ผ่านมาผมถึงไม่รู้สึกว่าตัวเองได้เจอเื่ดีๆในจำนวนที่เท่ากับเื่แย่ๆเลยล่ะ
“ถึงแล้ว!” โดยที่ไม่รู้ตัว พวกเรามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสถานที่ที่ดูเหมือนกับสถานีรถไฟใต้ดินสีขาว เป็สถานีที่ห้อมล้อมไปด้วยกระจกใสกิ๊ง ้าเขียนเอาไว้ด้วยภาษาเทพว่า ประตู์ เขต 9 มีพนักงานสาวโทรมๆทำหน้าเซ็งๆยืนอยู่ตรงเคาท์เตอร์ด้านทางเข้า นางเป็เทพีที่มีผมยาวสลวยสีดำขลับ ใบหน้าดูดีนั่นถูกทำให้ไม่น่ามองเท่าไหร่เพราะสายตาที่เหมือนกับมองทุกอย่างเป็ถุงพลาสติก ขอบตาดำคล้ำ เบะปากคว่ำอยู่ตลอดเวลา เธอมีออร่าที่เหมือนกับอยากจะพังสถานีที่เธอนั่งอยู่ทิ้งแล้วเริ่มเผาสรวง์ที่น่าเบื่อแห่งนี้ไปทีละโซน เหมือนว่าการขายตั๋วไปตลอดกาลจะไม่ใช่งานที่เธอชอบนัก
“ว่าไงโพลิเซีย ยังดูไม่ค่อยจอยกับชีวิตเทพเ้าเหมือนเดิมเลยนะ” โอเทรอสทักเทพีองค์นั้น ก่อนจะหันมากระซิบบอกกับผมว่า “นางคือเทพีแห่งการจำหน่ายตั๋วเดินทางน่ะ ไม่แปลกหรอกที่นายอาจจะคิดว่านางเป็คนน่าเบื่อ แต่เชื่อเถอะ เป็เทพแห่งวัชพืชยังโชคดีกว่าเทพที่ต้องประจำอยู่ในจุดเดิมๆไปตลอดกาลนั่นแหละ”
“ฉันได้ยินนะ...แต่ก็ไม่เถียงหรอก” โพลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ก่อนจะถอนหายใจ พลางชำเลืองสายตามาทางผม “เด็กใหม่เหรอ ดูไม่ค่อยมีแววเท่าไหร่เลย”
โทษทีแล้วกันที่ผมมันดูไม่มีออร่าแห่งเทพเหมือนคนอื่นเขาน่ะ
“พวกเราจะลงไปที่โลกมนุษย์กัน” โอเทรอสยิ้ม โพลิเซียกดขยุกขยิกลงไปบนคอมพิวเตอร์เบื้องหน้าเธอ ผมเริ่มจะชินตากับการที่พวกเทพเ้าใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ซะแล้วล่ะ
“ไปที่เดิมใช่ไหม” เสียงของโพลิเซียดูเบื่อโลกสุดๆ
“เธอนี่รู้ใจฉันเสมอเลย” โอเทรอสฉีกยิ้มหว่านเสน่ห์
“ก็นายไม่เคยเปลี่ยนที่หมายเลยตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมา” โพลิเซียถอนหายใจ “น่าเบื่อ”
โอเทรอสหัวเราะร่า “ช่วยไม่ได้นี่ ก็เมืองนั้นมันเมืองโปรด”
ผมยืนฟังบทสนทนาของทั้งคู่อย่างเงียบๆ สองคนนี้เหมือนจะสนิทกันกว่าที่คิดนะเนี่ย
ผมหันไปจ้องปากประตู์ด้วยความรู้สึกมากมายที่ก่อตัวขึ้นในใจ ครั้งหนึ่งผมเคยอยู่ที่นั่นในฐานะมนุษย์ธรรมดา ทว่าคราวนี้ผมจะต้องกลับไปในฐานะตัวตนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือความเข้าใจไปอีก ไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกทำตัวไม่ถูก รู้แค่ว่ามันจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม ความตื่นเต้น ความกังวล และความหวาดกลัวถาโถมเข้ามาในจิตใจเทพเ้าของผม ผมสงสัยมาซักพักแล้วว่าผมจะสามารถกลับไปหาครอบครัวของตัวเองได้ไหม แล้วถ้าไปในสภาพแบบนี้พวกเขาจะคิดยังไง ถึงผมจะไม่ใช่คนที่รักครอบครัวก็จริง แต่ผมมีเื่ติดค้างกับพวกเขามากมายเหลือเกิน
ผมสูดหายใจลึกๆ ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกลัวอะไร แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องโอเค ผมคงจะต้องรีบทำใจยอมรับให้ได้เร็วที่สุดว่าหลังจากนี้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว…
โปรดติดตามตอนต่อไป