ตอนที่3 การต่อต้านจากญาติ
“นั่นลูกรู้ได้อย่างไร?”
“ไม่มีสิทธิรู้หรือคะ?”ซ่งเย่เอียงคอเล็กน้อยถามซ่งซ่านจิงเสียงเข้ม
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจินเห็นบรรยากาศครอบครัวตึงเครียด
เธอจึงเอ่ยขอตัว“อาจารย์จะไปเอาน้ำชามาให้นะคะ”
“ลูกมีสิทธิรู้เพียงแต่พ่อละอายใจเกินกว่าที่จะพูดเื่นี้”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าและหดหู่
“มันเกิดอะไรขึ้นคะ?”
ซ่งซ่านจิงถอนหายใจเฮือกใหญ่“แต่เดิมพ่อตั้งใจจะพาแม่มารับลูกพร้อมกัน แต่เกรงว่าจะมีปัญหา”
“ปัญหาอะไรคะ?”
“อันที่จริงพวกเราเฝ้าหวังทุกวันว่าจะมีข่าวของลูกแต่สุดท้ายมันก็มืดบอด หลังจากลูกหายไปได้สามปี พ่อกับแม่ได้มีน้องชายของลูก
เขาน่ารักและอ่อนโยน แต่สุดท้ายเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพ่อกับแม่เ็ปและเศร้าใจมาก เป็พ่อเองที่อ่อนแอเกินไป อ่อนแอจน
ยอมให้แม่ของลูกหย่าร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา”
ซ่งซ่านจิงก้มหน้ามือสองข้างกุมขมับด้วยความเศร้าและเสียใจ
ซ่งเย่พยักหน้าเบาๆเมื่อทบทวนความทรงจำของชีวิตก่อน
เธอเข้าใจเส้าม่านเอ๋อที่ได้รับแรงกดดันจากคนในตระกูลซ่งจนตัดสินใจหย่าร้างจากซ่งซ่านจิง
อันที่จริง พ่อกับแม่รักกันมากแต่แรงยุยงและคนคอยกระพือไฟความขัดแย้งให้เกิดขึ้นทุกวัน
มันยากนักที่ใครจะทานทนได้
“ถ้าหนูอยากไปหาแม่ล่ะคะ?”ซ่งเย่ถามประเด็นสำคัญทันที
“พ่อไม่ได้ห้ามลูกเลยเย่เอ๋อร์สามารถไปหาแม่ได้ทุกเมื่อที่้า”เขายืนยันเจตนาที่แท้จริงกับลูกสาว
“ขอบคุณค่ะ” ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเสียงเรียบเฉย
ในตอนนี้อาจารย์ใหญ่ม่านได้ถือชุดน้ำชาเข้ามาในห้อง
เมื่อเธอมองเห็นบรรยากาศคลี่คลายลงไม่อึดอัดเหมือนเดิม
เธอลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ประธานซ่งค่ะทานน้ำชาเสียก่อนค่ะ” ม่านหลงจินเชิญด้วยไมตรี
“ขอบคุณครับอาจารย์ใหญ่ม่าน”ซ่งซ่านจิงจิบชาพลางขอบคุณที่เลี้ยงดูซ่งเย่เป็อย่างดี
“อาจารย์อยากจะบอกอะไรบางอย่างกับคุณค่ะที่นี่เย่เอ๋อมีอีกชื่อหนึ่งว่า เ้าหญิงน้ำแข็ง ทุกคนที่นี่รู้ดีว่าเธอเ็า พูดน้อยและอาจจะ
พูดไม่ไพเราะ แต่อันที่จริงแล้วเธอเป็คนจิตใจดีและสวยงามอย่าได้ถือสาเธอเลยนะคะ” อาจารย์ใหญ่ม่านกังวลว่าซ่งเย่จะเข้ากับ
ครอบครัวไม่ได้
เธอจึงพยายามอธิบายบุคลิกและทัศนคติของซ่งเย่อย่างตรงไปตรงมา
“เข้าใจแล้วครับแค่พวกคุณดูแลเธอมาอย่างดี ผมก็ซาบซึ้งใจมากแล้วครับ” ประธานซ่งพยักหน้าเข้าใจ
“พวกเราไปกันเถอะขอบคุณอาจารย์ใหญ่ม่านอีกครั้งครับ” ประธานซ่งยืนขึ้นโค้งคำนับด้วยความขอบคุณ
“โอ๊ะ!ไม่เป็ไร ไม่เป็ไรค่ะ” ม่านหลงจินรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณอาจารย์ค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเสียงเบา เธอรู้สึกจิตใจเบาโหวงชอบกล
ม่านหลงจินเดินไปจับแขนซ่งเย่และกล่าวว่า“ไปเถอะ ใช้ชีวิตให้ดี หากมีเวลาก็กลับมาเยี่ยมได้ทุกเมื่อจ้ะ”
ซ่งเย่ถือกระเป๋าเป้เดินตามหลังซ่งซ่านจิงไปยังด้านล่าง
ในตอนนี้มีรถหรู Audi A8 สีดำจอดอยู่ด้านล่างและคนขับรถคนเก่าที่เคยพบในชีวิตก่อน
“นี่คือลุงโจวเป็คนขับรถของพวกเรา” ซ่งซ่านจิงแนะนำลุงโจวกับซ่งเย่
“สวัสดีครับคุณหนูรอง”ลุงโจวทักทายอย่างนอบน้อมและเอื้อมมือมาหยิบกระเป๋าเป้จากมือของซ่งเย่
“สวัสดีค่ะลุงโจว”ซ่งเย่ทักทายกลับเสียงเรียบเฉย
ซ่งซ่านจิงผลักไหล่เธอเบาๆให้นั่งเบาะด้านหลังแล้วก้าวเท้าตามไปนั่งข้างๆ
เมื่อลุงโจวเก็บกระเป๋าเป้ไว้หลังรถเสร็จแล้วเขารีบกลับมาสตาร์ทรถและขับอย่างนิ่มนวลตรงไปยังวิลล่าตระกูลซ่ง
เดินทางจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมืองเจียงหนานไปยังวิลล่าตระกูลซ่ง เมืองกรีน ใช้เวลาถึงสามชั่วโมง
ระหว่างทางซ่งซ่านจิงถามคำ ซ่งเย่ตอบคำ บรรยากาศยังคงมีช่องว่างเล็กน้อย
ลุงโจวที่ขับรถไปก็สังเกตซ่งเย่ไป
เขาพบว่าความเฉยเมยของเธอดูเข้าถึงง่ายและจริงใจมากกว่าคุณหนูใหญ่ซ่งจูหว่าน
ณวิลล่าตระกูลซ่ง เมืองกรีน
เมื่อรถยนต์จอดหน้าวิลล่าหลังใหญ่ขนาดสองชั้นเนื้อที่ 4 เอเคอร์ (ประมาณ 10 ไร่กว่า)
ซ่งซ่านจิงเดินนำซ่งเย่เข้าไปด้านในผ่านห้องโถงรับรองแขกไปยังห้องทานอาหาร
ซ่งเย่เงยหน้าขึ้นมองคนจำนวนมากที่นั่งอยู่ในห้องตอนนี้
หัวโต๊ะคือปู่ซ่งซ่านโจว ด้านขวามือคือย่า เว่ยผิง
ด้านซ้ายมือคือลูกชายคนโตของพวกเขาซ่งซ่านเจ๋อ และถัดกันคือ ไป๋จูซี ภรรยาของซ่งซ่านเจ๋อ
ด้านท้ายของโต๊ะมีชายหนุ่มหน้าตาดีและหญิงสาวสวยอ่อนหวานนั่งตรงข้ามกัน
พวกเขาคือซ่งจูหว่าน และ กู้เจ๋ออ้าย
คนทั้งหมดล้วนเป็คนคุ้นเคยกับเธอทั้งสิ้น
พลันน้ำเสียงดูถูกดูแคลนดังขึ้นจากย่าของเธอ
“อะไรกัน?นี่คือมารยาทของเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักทักทายผู้าุโเลยหรืออย่างไร?”
เสียงหวานใสดังขึ้นขัดจังหวะของหญิงชราทันที
“คุณย่าคะ นี่เป็ครั้งแรกที่น้องสาวมาพวกเราควรให้เวลาเธอบ้างนะคะ”
“เธอใจดีเกินไปแล้วหว่านเอ๋อคนที่ไม่ได้รับการสั่งสอน ย่อมเหมือนคนบ้านป่า”
เสียงไป๋จูซีเอ่ยสนับสนุนลูกสาวของเธอเป็นัย
“แม่ครับหลานสาวของแม่เพิ่งจะมาถึง อย่าใจร้อนนักเลยครับ”ซ่งซ่านจิงโอดครวญกับการต่อว่าจากญาติพี่น้อง
ซ่งเย่มีประกายตาขบขันกับการแสดงแบบเดิมของพวกเขา
แต่เดิมเธอเคยตัวสั่นกลัวกับคำต่อว่าเ่าั้และทำให้ขาดความมั่นใจ
เธอเคยประทับใจกับคำพูดคล้ายปลอบประโลมจากซ่งจูหว่านแต่สุดท้ายมันคือยาพิษอันแสนร้ายกาจ
“เอาล่ะในเมื่อมาแล้ว ไปบอกแม่ครัวยกอาหารมาได้”ซ่งซ่านโจวเอ่ยขัดบรรยากาศที่เริ่มขัดแย้งทันที
ซ่งซ่านจิงเดินนำซ่งเย่ไปนั่งฝั่งเดียวกับย่าของเธอ
ดังนั้นเธอจึงได้นั่งติดกับซ่งจูหว่าน
เมื่อแม่ครัวจัดวางถ้วยชามอาหารจำนวนแปดอย่างบนโต๊ะแล้ว
“ทานเยอะๆนะเย่เอ๋อร์” ซ่งซ่านจิงใช้ตะเกียบคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานใส่จากของซ่งเย่อย่างใจดี
พลันมีเสียงแหลมพูดแดกดันขึ้นมา“มีลูกสาวแล้ว ไม่รู้จักดูแลแม่ตัวเองเลยนะ”
“แม่ครับเย่เอ๋อร์เพิ่งมา ให้เธอรู้สึกอบอุ่นกับครอบครัวของเราบ้างเถิดครับ”ซ่งซ่านจิงท้วงติงอย่างอ่อนใจ
ซ่งเย่ก้มหน้ายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับการปะทะฝีปากของพวกเขา
“ใช่แล้วค่ะคุณย่าหากคนอื่นรู้เข้า พวกเขาจะว่าเราใจคอคับแคบกับลูกสาวของอารองนะคะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นอย่างเห็นด้วยกับซ่งซ่านจิง
“หว่านเอ๋อร์ทานข้าวเถอะครับอย่าสนใจคนอื่นนักเลย”
กู้เจ๋ออ้ายคีบน่องไก่ใส่จานของซ่งจูหว่านด้วยความอ่อนโยน
“เฮ้อ!นี่ยังดีนะที่พวกเรามีหว่านเอ๋อร์ สมกับเป็หน้าตาของตระกูล ใครจะสู้หลานรักได้ทั้งสวยน่ารักทั้งเรียนเก่ง ไม่เหมือนใครบ้างคน
ที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่รู้เขาสอนกันอย่างไร?”
ย่าเว่ยผิงถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยชมซ่งจูหว่านอย่างไม่ประหยัดคำและดูแคลนซ่งเย่อย่างชัดเจน
เสียงแหบต่ำของชายชราที่นั่งหัวโต๊ะดังขึ้นด้วยความรำคาญ“พอได้แล้ว ทานข้าวกันเงียบๆได้ไหม?”
“พ่อครับอย่าสนใจพวกเขาเลย ทานข้าวเยอะๆนะครับ”
ซ่งซ่านเจ๋อที่นิ่งเงียบอยู่นานรีบพูดเอาใจพ่อของตนพลางคีบจานปลาและผักที่ชอบใส่จานของชายชรา
เว่ยผิงมองค้อนสามีตนเองและส่งสายตารังเกียจไปยังซ่งเย่
ซ่งซ่านจิงก้มหน้าทานข้าวด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
ซ่งเย่มองภาพเ่าั้ด้วยความขบขันแกมเวทนา
เธอจะเอาคืนพวกเขาเร็วๆนี้!
ในตอนนี้เธอไม่ใช่คนขี้ขลาดหวาดกลัวคนเดิมอีกต่อไป!
เมื่อทุกคนทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาพากันไปนั่งคุยเล่นที่ห้องโถงรับรองแขก
ซ่งซ่านจิงที่หวังดีและ้าให้ซ่งเย่เข้ากับสมาชิกในครอบครัวได้
เขาจับแขนเธอเบาๆและเดินพาไปนั่งบนโซฟา
ไป๋จูซีที่้ากดข่มซ่งเย่ได้ส่งสายตาไปยังซ่งจูหว่านและเอ่ยขึ้นว่า “หว่านเอ๋อร์ลูกกำลังจะสมัครเป็ศิษย์ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียง
ระดับประเทศทำไมไม่ลองเล่นเปียโนให้พวกเราฟังบ้างจ๊ะ?”
“นั่นสิครับ พวกเรา้าฟังการเล่นเปียโนของหว่านเอ๋อร์เช่นกันครับ”กู้เจ๋ออ้ายเอ่ยสนับสนุนแฟนสาวของตน
“เจ๋ออ้ายพูดอย่างนี้หว่านเอ๋อร์คงต้องเล่นให้ฟังแล้วค่ะ”
ซ่งจูหว่านยิ้มเอียงอายก่อนเดินไปนั่งเก้าอี้เพื่อเล่นเปียโน
“คนรักกันมักจะใจอ่อนเสมอสินะ”ไป๋จูซีพูดขึ้นมาอย่างมีความหมายพลางเหล่ตามองปฏิกิริยาจากซ่งเย่
“ดีจริงที่เจ๋ออ้ายเรียนที่เดียวกับหว่านเอ๋อร์พวกเขาจะได้ช่วยเหลือกันและกัน” เว่ยผิงเอ่ยอย่างพอใจเจ๋ออ้าย
ซ่งเย่จ้องมองไปที่การแสดงของซ่งจูหว่านด้วยความสนใจ
เธอไม่ได้สนใจคำพูดของพวกเขาแต่อย่างใด
มันไร้ค่าในความรู้สึกของเธอ
“หว่านเอ๋อร์เก่งทุกอย่างนี่สิถึงจะเป็หลานย่าอย่างแท้จริง” หญิงชราพูดเสียงแหลมยกยอหลานคนโปรด
“อืม หว่านเอ๋อร์เก่งจริงๆ”ชายชราพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของภรรยาตนเอง
ซ่งซ่านเจ๋อเมื่อเห็นพ่อและแม่ของตนเองอารมณ์ดีจึงเอ่ยขอร้องทันทีว่า
“พ่อครับ ให้ตำแหน่งรองประธานบริษัทกับผมได้ไหมครับ?ผมไปเรียนรู้งานมาจากบริษัทของเพ่ยิแล้วครับ”
ซ่งซ่านโจวโบกมือปฏิเสธทันใด
“ไม่ ไม่ แกน่ะควรสร้างบริษัทแล้วเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จด้วยตนเองเสียก่อน”
หญิงชราเอ่ยขัดคำพูดของสามี“ลูกเราตั้งใจและมุ่งมั่นขนาดนี้ ตาแก่ควรให้โอกาสลูกบ้างนะ”
“ยัง!ยังไม่ใช่ตอนนี้!” ชายชราเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้
เขารู้นิสัยลูกชายคนโตดีว่าทำงานไม่อดทนและชอบหนีไปเล่นการพนันบ่อยครั้ง
เขากังวลว่าจะทำให้บริษัททรุดตัวหรือล้มละลายได้
พลันเสียงเปียโนดังขึ้น“ โด เร มี ฟา ซอล ..........”
ซ่งเย่จ้องมองการแสดงของจูหว่านอย่างตั้งใจ
เธอมองนิ้วมือและตำแหน่งที่กดลงไปแล้วเกิดโทนเสียงสูงต่ำที่ออกมา
จากนั้นเปรียบเทียบโน้ตเสียงเ่าั้กับบางเพลงที่คุ้นหูเธอในชีวิตก่อนบนดาวเอเอส
เธอพบว่าบทเพลงที่จูหว่านกำลังเล่นอยู่นั้น
มีการคร่อมจังหวะเพลงและไม่รื่นไหลนักมันสะดุดอยู่หลายท่อน ฟังแล้วรู้สึกขัดหูแปลกๆ
“ปรบมือ ปรบมือปรบมือ” เสียงปรบมือดังก้องห้องโถงรับรอง
“หว่านเอ๋อร์เล่นได้ยอดเยี่ยมมากครับ”
กู้เจ๋ออ้ายเอ่ยชมแฟนสาวอย่างภาคภูมิใจเขามั่นใจว่าเธอจะได้รับเลือกเป็ศิษย์ของอาจารย์กั๋วแน่นอน
“ลูกสาวของแม่ หว่านเอ๋อร์เป็หญิงสาวที่โดดเด่นมาก”ไป๋จูซีชื่นชมความสามารถของจูหว่าน
ซ่งซ่านจิงในตอนนี้รู้สึกอึดอัดที่ทุกคนไม่สนใจซ่งเย่พวกเขาเอาใจแต่ครอบครัวของพี่ชายตนเอง
“พรุ่งนี้เย่เอ๋อร์ไปรายงานตัวเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งนะลูก”ซ่งซ่านจิงบอกเื่การเรียนต่อของเธอ
“ตกลงค่ะ” ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบ
“ทำไมให้เรียนที่นั่นล่ะ?แค่เรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับสองก็พอแล้ว” เว่ยผิงยังคงเอ่ยขัดซ่งซ่านจิง
“น้องสาวไปเรียนด้วยกันก็ดีสิคะคุณย่า”ซ่งจูหว่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ชายชราเห็นหลานสาวคนโปรดเห็นชอบจึงพยักหน้าพลางพูดว่า“ก็ให้เรียนที่เดียวกันนั่นล่ะ”
“หว่านเอ๋อร์จะลำบากในการดูแลน้องใหม่ไหมครับ?”กู้เจ๋ออ้ายรู้สึกลำบากใจแทนซ่งจูหว่าน
ซ่งซ่านจิงกังวลว่าซ่งเย่จะเสียใจจึงพูดถึงเื่ห้องนอนแทน
เขาหันมาบอกซ่งเย่ว่า“เย่เอ๋อร์ พ่อจัดห้องให้ลูกแล้ว อยู่ฝั่งเดียวกับห้องของพ่อ”
เมื่อเว่ยผิงได้ยินคำพูดของซ่งซ่านจิงเธอเอ่ยขึ้นมาทันที
“ห้องนั้นใหญ่ที่สุดและวิวสวยมากควรเป็ห้องของหว่านเอ๋อร์สิ เธอกำลังเรียนวาดภาพต้องมีห้องขนาดใหญ่ถึงจะเก็บของได้หมด”
“นั่นสิคะคุณแม่พูดถูกแล้วค่ะ ยกห้องนั้นให้หว่านเอ๋อร์จะดีกว่า ซ่งเย่ไม่ว่าอะไรใช่ไหมจ๊ะ?”
ไป๋จูซีหันมาถามซ่งเย่แกมบังคับในที
“ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก
สำหรับเธอจะนอนหรืออยู่ห้องไหนก็ได้มันไม่สำคัญอะไร
ซ่งจูหว่านอยากได้นักก็เอาไปสิ
เธอมีแผนเอาคืนพวกเขาที่เ็ปมากกว่านี้แค่เื่ห้องมันเป็เื่เล็กนิดเดียว
ซ่งจูหว่านยังคงแสดงบทนางเอกบัวขาวแสนดี“จะไม่รบกวนน้องสาวมากเกินไปหรอกหรือจ๊ะ?”
“เอาล่ะ เอาล่ะแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ” ชายชราตัดบททุกคน
ในห้องนอนของซ่งเย่
เธอเหลียวมองรอบกายด้วยความคุ้นเคย
นี่คือห้องเก่าที่เธอถูกบังคับให้รับแทนซ่งจูหว่าน
แต่ซ่งเย่กลับชอบห้องนี้มากกว่าห้องใหญ่นั่น
มันเป็เพราะว่าห้องนี้อยู่เยื้องไปด้านหลังซึ่งใกล้กับรั้วที่เธอสามารถะโหลบออกไปภายนอกได้อย่างสะดวก
ซ่งเย่เปิดกระเป๋าเป้จัดของใส่ตู้อย่างเป็ระเบียบ
จากนั้นเธอเปิดคอมพิวเตอร์ที่พ่อจัดเตรียมไว้ให้s11
เวลานี้ซ่งเย่้าเรียนรู้บางสิ่งเพื่อหาทางใช้เงินที่หยิบมาจำนวนมาก
เธอค้นหาสิ่งที่เป็ปัญหาของโลกในปัจจุบันนี้
และพบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลกหากไม่รีบแก้ไขจะนำภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่โลก 10 ประการ
นั่นคือหนึ่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดจากการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ทั่วโลก
สองปัญหาจากไนโตรเจนซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปุ๋ยทางการเกษตรที่ปนเปื้อนดินและน้ำ
สามวิกฤติภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน
สี่ปัญหาจากฟอสฟอรัสซึ่งเกิดจากปุ๋ยทางการเกษตรปนเปื้อนดินและน้ำ
ห้าภาวะมหาสมุทรเป็กรดจากการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้
หกปัญหาตัดไม้ทำลายป่าและการใช้ที่ดิน
เจ็ดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด
แปดปัญหาการสูญเสียชั้นโอโซน
เก้าปัญหามลพิษทางเคมี
สิบปัญหามลพิษในชั้นบรรยากาศ
ซ่งเย่พิจารณาปัญหาระดับโลกทั้งสิบเื่แล้ว
เธอตัดสินใจที่จะทำโครงการผลิตปุ๋ยแห่งอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ซ่งเย่ลงมือเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อค้นหาวัสดุทดแทนสารเคมีทั้งสองชนิดนั้น
โดยอ้างอิงจากองค์ประกอบทางเคมีที่พบในโลกนี้ทั้งหมด
จากนั้นปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ค้นหาวัสดุที่มีความเป็ไปได้เพื่อทำการทดลองต่อไป
รุ่งเช้า 04.00น.
ซ่งเย่ตื่นขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายเธอเลือกที่จะวิ่งออกจากหน้าวิลล่าไปยังสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของโซนวิลล่าคนร่ำรวยแถบนี้และเธอ
วิ่งรอบสวนสาธารณะขนาดใหญ่500 เมตร จำนวน 4 รอบ
จากนั้นมาฝึกท่าต่อสู้“ซาเซิน” โดยเลือกมุมสงบใต้ร่มไม้ใหญ่ ห่างออกไป 200 เมตร มีกลุ่มคนชรากำลังรำไทเก๊ก
“อึ๊บ!วื้ด! ฟุ้บ! อ่า!”
เธอรวบรวมลมหายใจให้สงบนิ่งณ ตันเถียน จุดรวมชีพจรสำคัญของร่างกาย
จากนั้นประกบฝ่ามือสองข้างเข้าหากันแล้วยกขึ้นเหนือหัวแขนแนบชิดใบหูสองข้าง
กั้นลมหายใจลึกและหายใจออกพร้อมกับวาดแขนออกด้านข้างลำตัวแล้วะโเหินตัวลอยเท้าเตะอากาศสลับข้างหมุนวนรอบ 360
องศาโดยที่แขนกางขนานกับพื้น
เอียงตัว 45องศาโดยที่แขนกางออกทำมุม 45องศากับพื้นและหมุนตัวะโเท้าเตะอากาศสลับทั้งสองข้างหมุนวนรอบ 360 องศา
จากนั้นประสานมือสองข้างไว้ที่หน้าอกข้อศอกทั้งสองข้างยกขนานกับพื้นแล้วสลับข้างกระแทกอากาศด้านหน้าพร้อมกับหมุนตัวไป
เรื่อยๆ
ซ่งเย่ทำเช่นนี้ยี่สิบรอบพละกำลังที่ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้มีเหงื่อชโลมกายไปทั่ว
เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น
ตอนนี้เวลา06.00 น. แล้ว
ซ่งเย่วิ่งกลับวิลล่าเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและไปโรงเรียนวันแรกในชีวิตที่ได้เกิดใหม่นี้
แม่ครัวมองเห็นซ่งเย่ที่ใส่ชุดกีฬาวิ่งเข้ามาจากนอกวิลล่า
เธอทักทายอย่างเป็มิตร“คุณหนูรองจะรับอาหารเช้าตอนนี้เลยไหมคะ?”
“หือ เสร็จแล้วหรือคะ?”ซ่งเย่แปลกใจที่พบว่าอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ค่ะพวกเราทำเสร็จั้แ่เช้าทุกวัน เมื่อถึงเวลาก็เพียงแค่อุ่นเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ”
“ก็ได้ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าตกลงที่จะทานอาหารเช้าก่อนไปอาบน้ำแต่งตัว
สิบห้านาทีต่อมา
ซ่งเย่เข้ามาในห้องนอนแล้วระหว่างทางพบว่ายังไม่มีใครตื่นนอน
เธอตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้พบเพื่อนเก่าน่ารัก“ซูฉี” สาวอวบที่น่ารักและใจดีกับเธอเสมอ
เวลา 07.30 น.ทุกคนทานอาหารเช้าเสร็จหมดแล้ว
เว่ยผิงที่คอยจ้องจับผิดซ่งเย่แต่เช้านี้กลับไม่พบเธอ จึงเอ่ยถามบนโต๊ะทานอาหาร
“เด็กกำพร้านั่น!ยังไม่ตื่นอีกหรือ? มันสายมากแล้ว จะทำให้หว่านเอ๋อร์ไปโรงเรียนสายได้นะ”