ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 165 หาประสบการณ์

            “คุยอะไร”

            เสิ่นเสวียนเหลือบตามองผู้คุมเรือเล็กน้อยไม่ได้รู้สึกดีต่อเขาสักเท่าไร

            ผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือเสวียนอู่เรือเสวียนอู่ควรรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือเมื่อมีอันตรายพวกเขากลับเป็นกลุ่มแรกที่ปัดความรับผิดชอบให้ผู้โดยสารทั้งหลายต้องรับผิดชอบตนเอง

            ดีที่เมื่อครู่เริ่นเสี้ยวเทียนสามารถเอาชนะได้หากไม่ชนะอาจโดนโจรสลัดอากาศเหล่านั้นฆ่าตายไปแล้ว และผู้คุมเรือคงไม่มาหาพวกเขา

            “ผู้โดยสารเหล่านั้นเสียเงินไปเป็นจำนวนมากทว่าท่านกับโจรสลัดเหล่านั้นได้เป็นสหาย...”

            ผู้คุมเรือกล่าวกับเสิ่นเสวียนอย่างระมัดระวัง

            “ตาบอดหรือ”

            เริ่นเสี้ยวเทียนที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวเสียงเย็น

            “ข้า...”

            ผู้คุมเรือกล่าวพึมพำไม่กล้าหันมองเริ่นเสี้ยวเทียนแม้เริ่นเสี้ยวเทียนจะโดนโจมตีจนหน้าบวมแต่ยังไม่ใช่คนที่เขาจะล่วงเกินได้เขาสามารถสู้กับขั้นจักรพรรดิได้ขนาดนั้นต้องมีพลังน่ากลัวอย่างแน่นอน

            “ข้าเกือบโดนคนเหล่านั้นฆ่าตายพวกเจ้าตาบอดหรือไรถึงมองไม่เห็น เจ้าเป็นถึงผู้คุมเรือกลับไม่กล้าทำอะไรเลย”

            เดิมทีเริ่นเสี้ยวเทียนอดกลั้นเพลิงโทสะเอาไว้และโดนเฉินชิงชิงดับเพลิงโทสะเหล่านั้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะดับมอดลงจริงๆ

            และผู้คุมเรือคนนี้กลับทำให้เพลิงโทสะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ

            “สหายจะกล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรพวกข้าก็สูญเสียเงินไปแล้วแต่เจ้ากลับได้รับศาสตราวิเศษขั้นปฐพีมา ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย”

            ขณะนั้นเองบุรุษวัยกลางคนร่างท้วมผู้หนึ่งเดินหน้าออกมาสองก้าวกล่าวโต้เถียงเริ่นเสี้ยวเทียนเสียงดัง

            บุรุษวัยกลางคนร่างท้วมผู้นี้มีพลังไม่ธรรมดาขณะเขาเดินมีคลื่นพลังแผ่ซ่านออกมาด้วย เป็นยอดฝีมือขั้นราชันเช่นกันเมื่อสักครู่นี้เขา ‘บริจาค’ เงินไปมากถึงหกล้านเหรียญทองซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจเบื้องหลังของเขาด้วย

            “ใช่แล้ว! มูลค่าของศาสตราวิเศษขั้นปฐพีชิ้นนั้นต้องได้มากถึงห้าสิบล้านเหรียญทองแน่ๆเจ้าคิดครอบครองไว้คนเดียวไม่ค่อยดีหรือเปล่า!”

            บุรุษวัยกลางคนอีกคนหนึ่งเดินออกมาสายตาจับจ้องอยู่ที่แส้ทองในมือของเริ่นเสี้ยวเทียน เด็กร้องไห้ยังได้ดื่มนมพวกเขาเพิ่งเห็นว่าพวกเริ่นเสี้ยวเทียนมีบุคลิกอ่อนแอแม้พวกเสิ่นเสวียนจะมีพลังแข็งแกร่งแต่ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจได้รับส่วนแบ่งจากพวกเสิ่นเสวียนด้วยก็ได้

            ไม่ว่าอย่างไรหากได้ทดแทนสิ่งที่ต้องเสียไปก่อนหน้านี้คงจะดีไม่น้อย

            “แล้วเจ้าเอาเงินออกมาเท่าไร”

            เริ่นเสี้ยวเทียนมองบุรุษวัยกลางคนอีกคนหนึ่งพลางถามเสียงเย็น

            “ข้าเอาออกมาห้าล้านเหรียญทองพวกข้าสูญเสียไปไม่ได้ เจ้าแบ่งให้พวกข้าสักหน่อยคงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงหรอก” บุรุษวัยกลางคนกล่าว

            “เมื่อครู่ตอนโจรสลัดอากาศยังอยู่ไม่เห็นว่าเจ้าจะกล้าพูดพล่ามแบบนี้เลยนี่”

            เสิ่นเสวียนกล่าวถาม

            “เมื่อครู่พูดพล่าม... เจ้า...”

            บุรุษวัยกลางคนกล่าวไปเล็กน้อยแล้วจึงจับใจความได้ว่าเสิ่นเสวียนด่าเขาเขากำลังจะด่ากลับ แต่พอนึกย้อนไปถึงพลังของเสิ่นเสวียนก่อนหน้านี้จึงปิดปากเงียบ ไม่กล้าส่งเสียงด่าออกมา

            อย่างไรก็ตามมันเป็นคนละเรื่องกันหากได้เงินที่เสียไปกลับคืนมา เรื่องอื่นเขาไม่อยากคิดมากอีก

            “ใช่แล้ว! เจ้าแบ่งให้พวกข้าสักหน่อยพวกเขาเป็นโจรสลัดอากาศ แต่พวกเจ้าไม่ใช่”

            ด้านหลังมีจำนวนคนมากกว่าจึงมีคนออกมาเรียกร้องเพิ่มขึ้นอีก

            มูลค่ารวมมากถึงเจ็ดสิบกว่าล้านเหรียญทองเพียงพอที่จะทำให้คนเหล่านี้บ้าคลั่งขึ้นมาได้

            รังแกคนอ่อนแอกว่าแต่หวาดกลัวคนแข็งแกร่งกว่าถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วที่นี่

            “ท่านพี่คนเหล่านี้น่ารังเกียจยิ่งนัก”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยที่ยืนอยู่ข้างๆกล่าวขึ้นด้วยความรังเกียจ

            “โลกภายนอกก็เป็นอย่างนี้ดังนั้นมีพลังอย่างเดียวยังคงทำอะไรไม่ได้ จำเป็นต้องมีความน่าเกรงขามด้วยการทำให้พวกเขาหวั่นเกรงพวกเจ้าอยู่เสมอไม่มีอะไรไม่ดี”

            เสิ่นเสวียนปรายตามองทุกคนตรงนั้นผู้คนเริ่มได้รับอิทธิพลจากฝูงชนมากขึ้นเรื่อยๆจนเกิดความคิดจะโจมตีพวกเสิ่นเสวียน

            ท่ามกลางคนเหล่านี้นอกจากผู้คุมเรือสามคนที่มีพลังยุทธ์ขั้นราชันแล้ว ยังมีอยู่อีกเจ็ดคนเพียงแต่ก่อนหน้านี้เจ็ดคนนั้นปกปิดพลังของตนเองไว้เริ่นเสี้ยวเทียนจึงไม่รู้และคิดว่ามีขั้นราชันอยู่เพียงสามคน

            ตอนนี้ขั้นราชันทั้งเจ็ดคนออกมาเรียกร้องแล้วคนที่แข็งแกร่งที่สุดมีพลังขั้นราชันระดับกลางหากนับรวมยอดฝีมือขั้นบรรพบุรุษอีกหลายร้อยคนเข้าไปด้วยเรียกได้ว่าเป็นพลังที่แข็งแกร่งมากเลยทีเดียวแม้จะเข้าปะทะกับโจรสลัดอากาศเหล่านั้นก็อาจทำให้โจรสลัดอากาศบาดเจ็บได้

            ทว่าตอนนี้คนเหล่านี้กลับเบนเป้าหมายมายังพวกเสิ่นเสวียนแทน

            เห็นได้ชัดว่าต้องการให้มอบแส้แก่พวกเขาไม่อย่างนั้นสิ่งที่ต้องเสียไปคงไม่ได้มีเพียงแส้เฉยๆ

            “พวกเจ้าที่เป็นผู้คุมเรือไม่คิดทำอะไรเลยหรืออย่างไร”

            เริ่นเสี้ยวเทียนหันมองคนเหล่านั้นเดินเข้ามาหาตนเองแล้วกล่าวกับผู้คุมเรือทั้งสามคน

            “พวกเจ้าคุยกันเองจะดีกว่าไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่”

            ผู้คุมเรือกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายราวกับกำลังรอให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอยู่

            “ไปเล่นหมากกับข้าดีกว่า”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเริ่นเสี้ยวเทียนแล้วเดินกลับไปยังห้องของตนเอง

            “เล่นหมากหรือดีเลย รอข้าด้วย”

            เมื่อได้ยินว่าเล่นหมากเริ่นเสี้ยวเทียนก็ดีใจขึ้นมาทันที

            เสิ่นเสวียนเป็นคนสอนเขาเล่นหมากในตอนแรกเริ่มเขายังไม่เข้าใจแต่หลังจากได้ลองเล่นหลายครั้งก็พบว่ามันมีความลึกลับซับซ้อนมาก ทำให้เขาชื่นชอบสิ่งนี้อย่างรวดเร็ว

            เริ่นเสี้ยวเทียนเดินตามเสิ่นเสวียนไปส่วนเฝิงเป่าเป่าเห็นเริ่นเสี้ยวเทียนเดินไปแล้วจึงตามเขาไปด้วย

            ทำให้ที่ตรงนั้นเหลือเพียงเสิ่นเลี่ยนและเสิ่นเสี่ยวเม่ย

            พลังโจมตีก่อนหน้านี้ของเสิ่นเลี่ยนเหมือนทำให้เขาหมดพลังไปกว่าเก้าส่วนแต่เขากินยาเรียกลมปราณไปแล้วสองเม็ด ทำให้พลังของเขาเริ่มกลับมา

            ส่วนเสิ่นเสี่ยวเม่ยไม่ค่อยได้ลงมือเท่าไรนางก็เหมือนกับเสิ่นเลี่ยนที่ได้ดูดซับพลังเข้าไปเป็นจำนวนมากทำให้ตอนนี้มีพลังยุทธ์ถึงขั้นราชันระดับกลางแล้ว

            หากรวมไอวิญญาณและทักษะท่าร่างที่เสิ่นเสวียนสอนนางเข้าไปแล้วพลังของนางจึงแข็งแกร่งมากเช่นกัน

            และนางก็เหมือนกับเสิ่นเลี่ยนที่แม้ว่าจะมีพลังแล้วแต่ไม่มีประสบการณ์จากสถานการณ์จริงเลย

            ในตอนแรกเริ่มความคิดของเสิ่นเสวียนคือให้เสิ่นเลี่ยนและเสิ่นเสี่ยวเม่ยเข้าปะทะกับโจรสลัดอากาศแต่ตอนนี้กลายเป็นจัดการคนบนเรือแทนแล้ว

            มาคิดๆดูก็รู้สึกน่าขันเล็กน้อย

            ภารกิจที่เสิ่นเสวียนมอบหมายให้พวกเขาคือทำให้บาดเจ็บ ห้ามสังหาร ส่วนเรื่องอื่นให้ตัดสินใจเอง

            เพียงไม่นานทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะกันขั้นราชันเหล่านั้นเห็นว่าเหลือเพียงเด็กตัวเล็กๆ สองคนโดยเฉพาะคนหนึ่งเป็นเด็กหญิงอายุสิบกว่าปีเท่านั้น จึงกระโจนเข้าไปทันที

            แล้วพวกเขาก็ได้ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าไม่ควรมองคนแค่ภายนอกและยิ่งไม่ควรตัดสินคนจากอายุ

            ไม่อย่างนั้นการเหยียดหยามก่อนหน้านี้จะกลายเป็นพลังโจมตีที่รุนแรงกลับมา

            “อ๊าก!”

            “อ๊าก!”

            “อ๊าก!!!”

            เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่หยุดบางคนที่ลงมือค่อนข้างโหดเหี้ยมโดนตัดแขนขาไป แม้จะต่อกลับเข้าที่เดิมได้แต่พลังยุทธ์คงหยุดนิ่งอยู่เพียงเท่านี้

            ขั้นบรรพบุรุษหลายร้อยคนและขั้นราชันเข้ามาสู้กับเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนทำให้พวกเขาพึงพอใจมาก ตอนแรกพวกเขาค่อนข้างหวาดกลัวต่อมากลับไร้ซึ่งความกลัวไปแล้วผู้ที่เข้ามาต่อสู้เหล่านั้นได้รับรู้อย่างแท้จริงว่าอะไรคือปีศาจ

            สิ่งที่เสิ่นเลี่ยนฝึกฝนมาตั้งแต่แรกคือวิถีสังหารต้องสังหารให้ได้ในกระบวนท่าเดียว แต่สิ่งนี้ทำให้เขาปลดปล่อยตนเองได้ยากมากตอนนี้สิ่งที่เสิ่นเสวียนให้เขาฝึกฝนคือการทำให้เขาปลดปล่อยตนเองออกมาทำให้บาดเจ็บแต่ห้ามสังหาร สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นบททดสอบอย่างแท้จริงสำหรับเสิ่นเลี่ยน

             

            เมื่อเทียบกับเสียงร้องโหยหวนด้านนอกภายในห้องตอนนี้กลับเงียบอย่างน่าประหลาด

            เสิ่นเสวียนและเริ่นเสี้ยวเทียนนั่งอยู่คนละฝั่งของกระดานหมากตัวหมากขาวดำวางเรียงราย ทั้งเกี่ยวเนื่องกันและต่อต้านกันเอง

            เฝิงเป่าเป่ายืนมองอยู่ข้างๆด้วยความหลงใหล

            “ดีมาก! เยี่ยมมาก!ที่แท้ในโลกนี้ก็มีของเล่นแบบนี้ด้วย”

            หลังจากมองทั้งสองเล่นหมากกันมาสักพักเฝิงเป่าเป่าอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา

            “เจ้าเข้าใจด้วยหรือ”

            เสิ่นเสวียนมองเฝิงเป่าเป่าอย่างประหลาดใจพวกเขาไม่ได้สอนเฝิงเป่าเป่าเลย เฝิงเป่าเป่าเพียงแค่มองอยู่เฉยๆ กลับสามารถเข้าใจหลักการเดินหมากได้

            “เข้าใจสิข้าไม่ได้โง่นะ คุณชาย ขายกระดานหมากนี้ให้ข้าเถอะข้าจะให้ราคาอย่างงามเลยทีเดียว”

            เฝิงเป่าเป่ามองเสิ่นเสวียนด้วยสีหน้าคาดหวังสำหรับเขาแล้วนี่คือการค้าครั้งใหญ่หากกระดานหมากนี้ถูกผลักดันออกไปอาจขายดีและทำเงินให้เขาได้มากมาย

            เสิ่นเสวียนเหลือบตามองเฝิงเป่าเป่าเล็กน้อยจากนั้นจึงยิ้มแล้วส่ายหัว ไม่ได้สนใจเขาอีก

            “หากคุณชายคิดว่ากำลังโดนเอาเปรียบข้าให้คุณชายก่อนเลยสิบล้านเหรียญทอง แล้วยอดขายหลังจากนี้ค่อยมาแบ่งกันเจ้าแปดสิบ ข้ายี่สิบ”

            เฝิงเป่าเป่าคิดคำนวณอย่างรวดเร็วพลางกล่าว

            ไหวพริบในการค้าขายของเขาอยู่ในระดับที่เหนือชั้นมากซึ่งมันเป็นพรสวรรค์ของเขา

            “แบ่งส่วนกำไร? ได้เลย! ไหนลองว่ามา”

            เสิ่นเสวียนสนใจขึ้นมาทันทีเงินสิบล้านเหรียญทอง อีกฝ่ายบอกจะเอาเงินมาให้ก็เอาให้เลย เหมือนไม่คิดว่ามันคือเงินอย่างไรอย่างนั้น!

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน