คล้อยหลังที่สองแม่ลูกจากไป เ้าของร่างก็พยายามลุกขึ้นเพื่อ้าหลบหนี อนิจจาด้วยความที่เสียเืมาก ร่างกายจึงซวนเซจนพลัดตกลงแม่น้ำ ซึ่งความทรงจำนี้ก็ตรงกับภาพที่ซูเหยาเห็นในฝันอยู่หลายต่อหลายคืน
และสุดท้ายซูเหยาจากต่างโลกก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของซูเหยาคนก่อนและพาตัวเองขึ้นมาบนบกแล้วซ่อนตัวเองอยู่จนกระทั่งถึงตอนนี้
ในข้อเสนอของบุรุษที่พานางมายังยุคนี้ได้ชี้นำให้เห็นถึงจุดจบของเ้าของร่างที่เป็ชะตาเดิมว่าถ้าหากนางไม่มาที่นี่ แม้เ้าของร่างจะรอดชีวิตได้แต่ท้ายที่สุดจะกลายเป็อนุภรรยา ไม่สิ คงต้องเรียกว่าสาวใช้อุ่นเตียงของคุณชายโจวสติฟั่น ในทุกๆ วันเ้าของร่างจะถูกคุณชายโจวสติฟั่นทำร้ายร่างกายอยู่เสมอ อีกทั้งยังถูกสาวใช้ด้วยกันกลั่นแกล้ง
เ้าของร่างเดิมเคยถูกโบยเจียนตายเพราะ้าหลบหนีออกจากนรกขุมตระกูลโจวสายรอง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หนีไม้พ้น แต่ที่ทางนั้นยังยั้งมือก็เพื่อ้าให้นางเป็ของเล่นให้คุณชายโจวสติฟั่น เขาจะได้ไม่คลุ้มคลั่งใส่ผู้อื่น
ส่วนผลงานของนาง “กล้วยไม้” กล้วยไม้เป็สิ่งที่เ้าของร่างเดิมได้ค้นพบเพาะพันธุ์อีกทั้งยังดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักจนถือกำเนิดเป็กล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ ด้วยความดีใจนางจึงเอาเื่นี้ไปเล่าให้ซูหยูเฟิงฟัง เพื่อที่จะให้เขาช่วยหาทางประกาศเื่นี้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ใครเลยจะคิดว่าเื่การค้นพบกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่รู้เื่ราวหาใช่มีแค่สองพี่น้องที่ซุบซิบกันอยู่ แต่ยังมีอีกหนึ่งคนนั่นก็คือซูเมิ่ง!
กล้วยไม้เป็พืชพันธุ์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็ตัวแทนของฮองเฮา ด้วยเพราะพระนางมีความหลงใหลในกล้วยไม้เป็อย่างยิ่ง ในยุคราชวงศ์นี้นอกจากโบตั๋นแล้วก็มีกล้วยไม้นี่แหละที่ฮองเฮาชื่นชอบมากเป็พิเศษและมักตามหาสายพันธุ์ใหม่ๆ อยู่เนืองๆ
เมื่อซูเหยากลายเป็ผู้ค้นพบและเพาะพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ได้สำเร็จ จึงนำมาซึ่งความอิจฉาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนล้วนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นอยู่เสมอ ซูเมิ่งเองก็เช่นกัน นางรู้ดีว่าถ้ามีการประกาศเื่นี้ ซูเหยาจะกลายเป็คนพิเศษ อีกทั้งได้รับรางวัลมากมาย ซูเมิ่งจึง้าทำขโมยกล้วยไม้ ทว่าซูเหยาและซูหยูเฟิงได้ทำการแอบซ่อนกล้วยไม้นั้นไว้นางจึงหามันไม่พบ และสุดท้ายก็ได้ไปข่มขู่ซูเหยา แต่มีหรือที่ซูเหยาจะเห็นด้วย ทั้งสองจึงโต้เถียงกันไปมาถึงขั้นที่ซูเมิ่งลงไม้ลงมือผลักเ้าของร่างลงแม่น้ำ
ซูเหยาถอนหายใจ ชะตาเดิมของเ้าของร่างนั้นแย่มาก แม้จะมีพร้อมด้วยบิดามารดา แต่ทั้งสองก็ไม่รักใคร่นางเลยสักนิด ยังดีที่ฮูหยินผู้เฒ่านั้นเอ็นดูหลานสาวคนโตเป็อย่างมากทำให้ชีวิตในตอนที่อยู่เมืองหลวงไม่ลำบากมากนั้น
จนกระทั่งเมื่อฮ่องเต้ประชวร เหตุการณ์ในเมืองหลวงจึงวุ่นวายและอลหม่านเป็พิเศษ องค์ชายแต่ละพระองค์ริเริ่มสมัครพรรคพวกและรวมอำนาจ มีการกวาดล้างตระกูลขุนนางที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามให้เห็นจนชินตา
โชคดีที่นายท่านซูเป็ขุนนางยศน้อยที่ทำงานด้านเกษตรกรรมจึงไม่ถูกเพ่งเล็ง แต่ทางบุตรชายนั้นกลับแตกต่างออกไป ซูต้าเซียงคุณชายใหญ่ตระกูลซูเป็รองแม่ทัพและยังเป็สหายคนสนิทของแม่ทัพทิศบูรพา
ซูอี้ฝานคุณชายรองบิดาของซูเหยาและซูเมิ่งเองก็เป็ขุนนางเช่นกัน เขาได้รับหน้าที่ในกรมการคลัง ส่วนคุณชายสามซูคังห่าวนั้นเจริญตามรอยบิดา เป็ขุนนางยศน้อยในกรมเกษตร
ในขณะที่ภายในแคว้นมีเหตุการณ์วุ่นวายจากการแย่งชิงบัลลังก์ั ภายนอกเองก็ลุกเป็ไฟเช่นกันเนื่องด้วยแคว้นฟู่โจวได้ยกทัพมาประชิดเมืองหวงหัวชายแดนทิศบูรพา จึงมีเหตุที่ต้องทำให้คุณชายใหญ่อย่างซูต้าเซียงต้องร่วมทำศึก
เหตุการณ์ที่ชายแดนยาวนานแรมปี และั้แ่ที่เขาจากไปในคราวนั้นก็ไม่เคยได้กลับมาอีกเลย มีเพียงข่าวร้ายที่ซูอี้ฝานรับรู้มาว่าซูต้าเซียงเสียชีวิตในสนามรบ และนางจางซื่อภรรยาของคุณชายใหญ่ซูต้าเซียงเองก็หายตัวไปในเวลาต่อมา ทั้งสองคนเหลือไว้เพียงซูหยูเฟิงบุตรชายผู้เป็แก้วตาดวงใจที่ตอนนั้นมีอายุเพียงสามหนาวเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไป ท้ายที่สุดเมื่อฮ่องเต้ต บัลลังก์ัก็ตกเป็ขององค์รัชทายาท ทำให้เหล่าขุนน้ำขุนนางที่อยู่ฝ่ายองค์ชายองค์อื่นที่เคยรวมตัวกันเพื่อก่อฏจำต้องถูกลงโทษ ซึ่งตระกูลซูเองก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น
มีหลักฐานชี้ว่าซูอี้ฝานคุณชายรองตระกูลซูนั้นเข้าฝ่ายองค์ชายสาม ตระกูลซูคนอื่นเลยโดยหางเลขไปด้วย ยังดีที่นายท่านซูและคุณชายสามเป็เพียงขุนนางเกษตรที่ตำแหน่งต่ำและทำงานอย่างสุจริตมาตลอด อีกทั้งยังมีคุณงามความดีของซูต้าเซียงที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งคุณความดีของผู้กล้าก็ยังสามารถนำมาลดหย่อนโทษได้ ตระกูลซูจึงได้รับโทษที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสนัก มีเพียงการปลดออกจากราชการ ริบทรัพย์สินและเนรเทศให้ออกจากเมืองหลวงเท่านั้น
ส่วนที่ว่าจะไปอยู่เมืองไหนนั้นไม่ใช่เื่ที่คนจะใส่ใจ ขอเพียงไม่มาเหยียบย่างกลับมาในเมืองหลวงก็พอ เพราะอันที่จริงแล้วตระกูลซูไม่สามารถเป็ภัยคุกคามใครได้เลย ต่างกับหัวเรือใหญ่อื่นๆ คนพวกนั้นจะต้องถูกเนรเทศไปยังเมืองชั้นนอกอย่างพวกเมืองชายแดนและห้ามออกจากเมืองนั้นจำนวนปีที่ได้รับโทษ
หากตระกูลซูที่ได้รับโทษสถานเบาดื้อรั้น และลักลอบเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง ความดีของซูต้าเซียงก็ช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว
เพราะเหตุนี้เองตระกูลซูทั้งหมดจึงได้ย้ายออกมาจากเมืองหลวงและตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เมืองซุ่ยหนิงที่อยู่ติดกัน เนื่องด้วยว่าเป็เมืองที่ไม่ได้ทุรกันดารเท่าเมืองอื่น อีกทั้งการเดินทางจากเมืองหลวงก็ไม่ได้ไกลมากนัก ข้อดีของการเลือกเมืองซุ่ยหนิงนั้นมีมากแต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน
เนื่องจากสมาชิกตระกูลซูไม่อาจรับราชการได้อีกต่อไป เว้นก็แต่ว่าจะสร้างคุณความดีหรือคล้อยหลังสิบห้าปีจึงจะสามารถให้ขุนนางเสนอชื่อว่าเป็ผู้เหมาะสมในการเข้ารับราชการ ทั้งนี้ทั้งนั้นบุคคลในตระกูลซูที่จะมีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อนั้นจะต้องไม่ใช่บุคคลที่เคยรับราชการมาก่อน
ดังนั้นสมาชิกในตระกูลซูที่เป็ผู้บริสุทธิ์แต่โดนหางเลขจากการกระทำของซูอี้ฝานจึงยังไม่ได้หมดโอกาสไปเสียทีเดียว ซึ่งว่ากันว่านี่เป็พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่เปรียบมิได้ที่ทำให้หลายตระกูลที่ถูกตัดสินโทษเหมือนกับตระกูลซูถึงกับหลั่งน้ำตา
ทว่าการเป็ตระกูลต้องโทษและถูกเนรเทศนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อผู้อื่นพบเจอ พวกเขาจะหลีกหนีราวกับเห็นสัตว์ร้าย เนื่องด้วยกลัวโดนหางเลขและถูกเพ่งเล็งจึงไม่มีใครอยากลดตัวลงไปคบค้าสมาคมเฉกเช่นดังเดิม
แต่ในขณะที่คนภายนอกพยายามหลีกเลี่ยงตระกูลต้องโทษ บุคคลภายในอย่างซูอี้ฝานกลับไม่ย่อท้อ เขาทุ่มเทพยายามหาเส้นสายในระยะเวลาสิบห้าปีเพื่อที่จะใช้มันเป็บันไดในการให้บุตรของตนเข้ารับราชการ
อนาคตด้านราชการของเขาหมดหวังลงแล้ว เขาจึงฝากความหวังไว้ที่ซูหยวนผู้เป็บุตรชายอันเป็ที่รัก ดังนั้นจึงตัดสินใจเลือกอาศัยอยู่ที่เมืองซุ่ยหนิง และนั่นทำให้เขาและพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าซูมักจะปากเสียงกันตลอด
บัดนี้ไม่มีแล้วนายท่านซู ไม่มีแล้วฮูหยินผู้เฒ่า ไม่มีแล้วตระกูลซูที่เคยรุ่งโรจน์ เหลือเพียงครอบครัวซูคนยากไร้ที่ต้องอดมื้อกินมื้อ
พ่อเฒ่าซูอดทนอยู่ที่เมืองซุ่ยหนิงเพราะลูกหลาน้าอยู่ที่นี่ แต่พอระยะเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มรู้สึกว่าค่าครองชีพที่เมืองนี้แม้จะถูกกว่าเมืองหลวงแต่ก็ยังแพงโขเมื่อเทียบกับเมืองชั้นนอกที่ห่างออกไป ทรัพย์สินที่เคยมีก็ถูกยึดไปหมดสิ้น มีเพียงเงินห้าสิบตำลึงทองที่ฝังเอาไว้และอีกห้าสิบตำลึงทองที่สหายแอบนำมามอบให้ในวันที่ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง
จากวันที่ก้าวเท้าออกจากเมืองหลวงจวบจนวันนี้ เวลาก็ผ่านพ้นไป 14 ปีแล้ว เงินที่มีก็ถูกนำออกมาใช้เป็ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยและค่ากินอยู่ จนปัจจุบันแม้แต่เหรียญหนึ่งตำลึงทอง คนในตระกูลซูก็ไม่เคยได้ัั
ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีในตระกูลซูล้วนชราลงมากเนื่องจากต้องทำงานหนัก ผู้เฒ่าซูและลูกชายทั้งสองคนถือว่าเป็กำลังหลัก พวกเขาไปรับจ้างแบกหามเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ส่วนแม่เฒ่าซูและบรรดาลูกสะใภ้และเด็กๆ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย งานบ้านและงานปักผ้าเป็หน้าที่ของสตรี