ตอนที่ 15
วิถีคัมภีร์
ภารกิจท้าทายของตนเองยังไม่สำเร็จ ต่อให้ฆ่าไปมากมายถึงเพียงใด แต่หากปล่อยให้จ้าววังแห่งตำหนักคร่าชีวิตหลบหนีไปได้ โอกาสที่จะทำภารกิจของตนให้สำเร็จย่อมน้อยลงไปมากโข
เฉินิมองไปที่ภารกิจของตนเอง : ภารกิจท้าทายเนื้อเื่ : ความโกรธเกรี้ยวของผู้สืบทอดจวนผู้สำเร็จราชการที่ต้องถูกลอบสังหาร มีแต่ต้องโต้กลับให้หนักจึงจะสามารถที่จะชำระล้างความอัปยศของเขาได้
ทำลายล้างตำหนักคร่าชีวิตทั่วทั้งแคว้นเหยียน รางวัลที่จะได้รับจะขึ้นอยู่กับระดับการทำลายล้าง เป้าหมายเสร็จสิ้น : 67%
เหล่าพลทหารเมื่อตระหนักถึงความข้อนี้ พลันรีบติดตามเฉินิเข้าสู่ภายในโถงสุสานเจียงหวังเพื่อไปเสาะหาจ้าววังแห่งตำหนักคร่าชีวิต
ผ่านไปไม่นานก็มีพลทหารนายหนึ่งเข้ามารายงาน : “พวกเราพบตัวจ้าววังแห่งตำหนักคร่าชีวิตแล้ว”
เฉินิติดตามกองทัพใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งสถานที่แห่งนั้น นั่นก็คือโถงสุสานหลักของสุสานเจียงหวัง องค์รัชทายาทที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ของเขา ในมือถือเอาไว้ด้วยไหสุราอยู่ไหหนึ่ง
องค์รัชทายาทหันไปมองเฉินิ พร้อมกับรินสุราลงใส่จอก: “เฉินิ ข้าแพ้แล้ว พ่ายแพ้ต่อเ้าอย่างสะอาดหมดจด ใช่แล้ว เ้าชนะแล้ว เ้าคิดว่าข้าจะคุกเข่าให้แก่เ้า เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง อ้อนวอนร้องขอชีวิตจากเ้าหรอกหรือ ? ”
ถึงแม้ผู้บงการตำหนักคร่าชีวิตจะเป็องค์รัชทายาท จึงทำให้เฉินิรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เฉินิหาได้สนใจไม่ เพราะการฆ่าอีกฝ่ายมีแต่จะทำให้เฉินิมีโอกาสที่จะสำเร็จภารกิจได้มากยิ่งขึ้น : “ไม่ ข้าแทบจะ.......”
องค์รัชทายาทตัดบทพูดของเฉินิลง : “หุบปาก อย่าได้คิดใช้ปากโสโครกของเ้ามาพูดโน้มน้าวข้า ข้าผู้เป็รัชทายาทของแคว้นเหยียน แน่นอนว่าย่อมไม่กระดิกหางประจบประแจงให้เ้า ! ”
องค์รัชทายาทอ้าปาก พร้อมกับดื่มสุราในจอก ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้น ภายในปากของเขาได้มีโลหิตไหลรินออกมาไม่หยุด จากนั้นองค์รัชทายาทยื่นมือชี้ไปยังเฉินิ ยิ้มแล้วกล่าว : “ฮ่าฮ่าฮ่า เฉินิ ข้าจะรอเ้าอยู่ที่โลกเบื้องล่าง หุบเขาพรางอากาศย่อมสามารถส่งตัวเ้าไปอยู่ข้างกายข้า! ”
เฉินิเดินเข้ามาถึงเบื้องหน้าองค์รัชทายาท องค์รัชทายาทจึงได้หัวเราะคิกคักแล้วกล่าว : “ไม่มีประโยชน์หรอก เ้าช่วยข้าให้รอดต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นี้คือพิษกัดกร่อนลำไส้ ไร้ซึ่งยารักษา ! ”
เฉินิยกกระบี่ขึ้น แทงเข้าไปที่หน้าอกขององค์รัชทายาทในกระบี่เดียว ทว่าองค์รัชทายาทที่เป็ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้หนึ่ง ย่อมไม่ตายในดาบเดียว องค์รัชทายาทหันไปมองเฉินิด้วยความสงสัย จากนั้นก็ได้สาดทอแววตาเจิดจ้า หันมองกระบี่ยาวที่แทงเข้าหน้าอกของตนเอง หาได้กระจ่างแจ้งในสิ่งที่เฉินิจะสื่อไม่
เฉินิพึมพำอยู่ในปาก : “ยังไม่เสร็จสิ้นอีกงั้นหรือ ? ”
เฉินิจึงยกกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ขึ้นเหนือหน้าอกขององค์รัชทายาทแล้วปักลงไป ก่อนจะดึงกระบี่เข้าออกอีกเจ็ดแปดครา เมื่อพบว่าความสำเร็จของภารกิจได้เพิ่มสูงขึ้นเป็ 97% แล้ว จึงรู้สึกพอใจขึ้นบ้าง
เฉินิเก็บกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เข้าฝัก แล้วกล่าว : “ข้าจะไปชำระล้างร่างกายก่อน พวกเ้าจัดการเผาเด็กน้อยมากเื่ผู้นี้ด้วย”
......
ใจกลางบ่อน้ำร้อน เฉินิแช่น้ำเพื่ออาบน้ำอย่างผ่อนคลาย ยังไงก็ได้เสียเวลาอยู่ในที่แห่งนี้มาครึ่งเดือนแล้ว คงถึงยามที่ต้องกลับไปดูว่าศิษย์ผู้น่ารักของเขาบ้างแล้ว
เอาล่ะ มาดูรางวัลภารกิจในครั้งนี้กันเถอะ ส่งมอบภารกิจ !
“ติ่ง ภารกิจสำเร็จไป 97% จะส่งมอบเลยหรือไม่?”
“ส่งมอบ!”
“เนื่องจากได้ทำลายขุมกำลังของตำหนักคร่าชีวิตที่มีอยู่มากมายได้สำเร็จ ภารกิจได้รับการเลื่อนขั้น รางวัลได้รับการเลื่อนขั้น ประเมินภารกิจ : สมบูรณ์ รางวัลกำลังอยู่ในระหว่างโหลดอยู่.....
รางวัลคือชื่อเสียง 250 แต้ม ได้รับปราณรู้แจ้ง 3000 แต้ม”
ได้ปราณรู้แจ้งมาถึง 3000 แต้ม นั่นมากพอที่จะทำให้ตนเองสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถีขั้นที่ห้า ทว่ากลับมีค่าชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเพียง 250 แต้ม เฉินิถึงกับคร้านที่จะเปิดแม้แต่หน้าต่างสถานะออกมาดู คาดว่าค่าชื่อเสียงหนึ่งพันแต้ม จึงจะเป็ตัวตายตัวแทนระดับสูง เส้นทางแห่งตัวตายตัวแทน ช่างเป็เื่ที่ห่างไกลยิ่งนัก !
เฉินิหาได้สนใจที่จะฝึกฝนเพื่อเลื่อนระดับขอบเขตสู่วิถีของตนไม่ เขายังไม่ได้คิดว่าจะเลื่อนขั้นขึ้นเป็ผู้ฝึกมนตร์อภินิหาร หรือผู้บำเพ็ญตบะด้านใดกันดี ผู้ฝึกมนตร์อภินิหารมีชัยในด้านพลิกแพลงมากกว่าหมื่นวิชาตามแต่ใจนึก ส่วน ผู้บำเพ็ญตบะมีกายเนื้อที่ไร้ผู้ต้าน ใช้พละกำลังทำลายทุกสิ่ง ใช้หนึ่งกระบี่ทลายหมื่นวิชา
ทว่าตัวเขาเป็ผู้มีคุณสมบัติของวิถีกายาไร้จำกัด ว่ากันตามตรง สิ่งที่เรียกว่าเป็วิถีกายาไร้จำกัด เฉินิแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าวิถีไร้จำกัดทั้งสามคำนี้เฉินิกลับยังถือว่าเข้าใจอยู่บ้าง ด้วยที่ตนสามารถฝึกปรือสิ่งวิชาในใต้หล้า ไม่ทราบว่าการฝึกปรือทุกอย่างนี้แท้จริงแล้วสื่อความหมายถึงอะไรกันแน่
ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีโดยตามปกติหากมีการฝึกปรือเคล็ดวิชา ผนึกผสานประเภทวิถีร่างกายมากเพียงใดก็จะยิ่งมีโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุวิถีได้มากขึ้นเท่านั้น
ส่วนผู้ฝึกตนขอบเขตวิถีตามปกติ ล้วนแต่เพียงฝึกปรือเคล็ดวิชาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่หากเป็ผู้ฝึกมนตร์อภินิหารเคล็ดวิชาหรือเป็ผู้บำเพ็ญตบะเคล็ดวิชาจะฝึกทั้งสองส่วน โดยใช้กระบวนการผ่านประสบการณ์ในการถ่ายโอนเคล็ดวิชาหนึ่งสู่อีกเคล็ดวิชาหนึ่ง แต่การมีพลังวิชาที่แตกต่างกันถึงสองชนิดอยู่ภายในร่างกาย คล้ายดั่งน้ำไฟมิอาจอยู่ร่วมกันได้ ย่อมเกิดการปะทะกันภายในร่างได้ทุกวินาที นั่นอาจนำไปสู่การลดทอดพลังฝีมือไปเสียแทน อีกทั้งยังมีความเป็ไปได้ที่จะถูกธาตุไฟเข้าแทรก
ดังนั้นผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีตามปกติ ล้วนแต่จะเลือกฝึกปรือเคล็ดวิชาเพียงส่วนหนึ่งก่อน รอถึงตอนที่ตนเองถือครองเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า บรรลุถึงในขอบเขตที่แน่นอน จึงค่อยต่อยอดทำให้เคล็ดวิชาเดิมที่ฝึกปรือกลายเป็พลังวิชาปรับเปลี่ยนเข้าสู่พลังวิชาที่มีคุณสมบัติเคล็ดวิชาที่สูงล้ำยิ่งกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีโดยตามปกติ สามารถที่จะไหลเวียนเคล็ดวิชามนตร์อภินิหารส่วนหนึ่ง อีกส่วนไหลเวียนเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญตบะได้ในเวลาเดียวกัน ถึงอย่างไรกายเนื้อและพลังวิชา ทั้งสองสิ่งนี้กลับหาได้มีส่วนใดที่ขัดแย้งอะไรต่อกันไม่
แต่ว่าตัวเขาเองกลับสามารถที่จะฝึกปรือทุกเคล็ดวิชาได้ การฝึกปรือได้ทุกวิชาเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็เพราะตนเองสามารถที่จะทำให้พลังมนตร์ตราผันแปรกันกับเคล็ดวิชาจากการฝึกปรือ หรือจะบอกว่าภายในร่างกายของเขานั้นในเวลาเดียวกันก็สามารถที่จะถือครองพลังมนตร์ตราได้ด้วยอย่างงั้นหรือ ?
ยังไงเสียเขาก็ยังมีคะแนนจริยธรรม และแต้มปราณรู้แจ้งอยู่มากมิใช่น้อย มิสู้เสาะหาเคล็ดวิชามาทดสอบดูสักเล่ม แต่ก็ไม่อาจที่จะเสาะหาเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำมากจนเกินไป เพราะเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำย่อมต้องสูญเสียคะแนนจริยธรรมและแต้มปราณรู้แจ้งอย่างมากมาย
เขาจำได้ว่าบนแผ่นดินแห่งนี้เคล็ดวิชาที่แม้กระทั่งคนธรรมดาก็ยังทราบกัน นั่นก็คือสินค้าจีนแดงในหมู่สินค้าจีนแดง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ《วิถีคัมภีร์》 มิสู้เขาลองฝึก《วิถีคัมภีร์》ทดลองดู
สินค้าจีนแดงชนิดนี้ เฉินิย่อมจะหามาได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว ยามพลิกอ่านวิถีคัมภีร์เขาก็ได้เอ่ยปากกล่าวขึ้นว่า : “บรรลุ《วิถีคัมภีร์》 ! ”
“ติ่ง 《วิถีคัมภีร์》ทั้งหมดสิบแปดเล่ม บรรลุวิถีคัมภีร์จำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรมหนึ่งหมื่นแต้ม ก่อนหน้านี้ผู้อุปถัมภ์ถือครองจริยธรรมอยู่หกสิบแต้ม สามารถที่จะบรรลุได้เจ็ดเล่ม ท่าน้าที่จะบรรลุหรือไม่?”
“อะไรนะ วิถีคัมภีร์ชนิดนี้เป็สินค้าจีนแดงในหมู่สินค้าจีนแดง หากคิดที่จะบรรลุยังถึงกับต้องใช้อีกหนึ่งหมื่นแต้ม เรียกได้ว่าอยู่ระดับเดียวกันกับเคล็ดสามภพเร้นลับเลยมิใช่หรอกหรือ?”
เคล็ดัคชสารสามารถที่จะบรรลุจนเกิดเป็เคล็ดวิชาที่สูงล้ำของเคล็ดวิชาอีกประเภทหนึ่งได้ แต่การจะบรรลุเคล็ดวิชาทั้งหมดจำเป็ต้องใช้คะแนนจริยธรรมประมาณหนึ่งพันแต้ม แต่ว่า《วิถีคัมภีร์》กลับต้องใช้คะแนนจริยธรรมมากถึงหนึ่งหมื่นแต้มเชียวหรือ ?
เฉินิรู้สึกว่ายังมีบางจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง เริ่มต้นหวนนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับ《วิถีคัมภีร์》 วิถีคัมภีร์นี้ เกี่ยวกับความ้าในการฝึกปรือขั้นต่ำที่สุด กล่าวโดยง่ายขอเพียงเป็คนธรรมดาผู้หนึ่ง ไม่ ไม่ ไม่ ขอเพียงสามารถดูออกได้ ไม่ว่าเ้าจะเป็คนธรรมดาหรือไม่ อย่าว่าแต่เป็เผ่าปีศาจ สัตว์ป่า ต่างก็สามารถฝึกปรือได้ อีกทั้ง《วิถีคัมภีร์》เมื่อฝึกปรือขึ้นย่อมมีระดับความยากที่มากขึ้นตาม และการฝึกปรือวิถีคัมภีร์ออกมาเป็ลมปราณ นอกเสียจากชื่อที่ดูไปแล้วอ่อนแอ เพราะว่าวิถีคัมภีร์ฝึกขึ้นเป็ลมปราณ ย่อมไม่มีคุณสมบัติแต่อย่างไรกันอยู่แล้ว
เหมือนกับการที่เฉินิจะฝึกปรือเคล็ดัคชสาร เคล็ดัคชสารเมื่อฝึกปรือจนก่อเกิดเป็ลมปราณขึ้น จะมีความเหนียวแน่นขุมหนึ่ง อีกทั้งยังแ่าเช่นเดียวกัน เมื่อใช้พลังมนตร์ตราจึงย่อมถือครองความได้เปรียบในด้านความแข็งแกร่ง เฉินิที่ฝึกปรือพลังมนตร์ตรามาเจ็ดส่วน ย่อมสามารถที่จะต่อกรกับพลังมนตร์ตราคนอื่นที่ใช้เต็มสิบส่วนได้ เนื่องจากแหล่งกำเนิดพลังนั้นเป็เคล็ดวิชาที่มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่า ฝึกปรือจนถึงขอบเขตของเฉินิเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่ามีพลังแห่งัคชสารขุมหนึ่งในตัวเอง
แต่วิถีคัมภีร์นี้ แม้ยังจะฝึกปรือออกมาจนเป็ลมปราณ ทั้งยังไร้ซึ่งคุณสมบัติ หรือจะกล่าวก็คือ เมื่อฝึกปรือเคล็ดวิชาโดยทั่วไปสักเล่มจนบรรลุผล ล้วนแต่สามารถใช้พลังลมปราณเพียงห้าส่วนก็เท่ากับการใช้ลมปราณจากการฝึกปรือวิถีคัมภีร์เต็มสิบส่วน
แต่ว่า《วิถีคัมภีร์》เล่มนี้ กลับจำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรมทั้งหมดหนึ่งหมื่นแต้มจึงจะสามารถบรรลุได้ ในส่วนนี้จะต้องมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ กลับยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีคนฝึกปรือวิถีคัมภีร์ได้จนถึงขอบเขตสู่วิถี เฉินิจึงคิดที่จะลองฝึกหลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี ว่าแท้จริงแล้วจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่
.
.
.
.