เด็กทั้งสองใเพียงเล็กน้อยเพราะเคยเห็นมาบ่อย แต่แปลกใจตรงป้ารองเป็คนทำนี่แหละ
“ไปต้มน้ำไว้รอสิ เสร็จแล้วจะได้ช่วยป้าถอนขนไก่” นางหันไปสั่งเด็ก ๆ สักคนที่ยืนอึ้งอยู่
นางถอนขนที่คอ ใช้มีดปาดลงไป และนำถ้วยเล็ก ๆ มารองเืไว้ เืไก่เป็อะไรที่อร่อยมาก
“ป้ารองให้เป็หน้าที่ข้าเถอะ” หลินซาน เด็กผู้ชายคนเดียวในบ้านอาสารับหน้าที่จัดการไก่
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อน้ำที่ต้มไว้เดือดนางก็จุ่มไก่ลงไปทั้งตัวไว้สักพัก
นางก็กวักมือเรียก เด็ก ๆ มาช่วยกันถอนขนไก่ นางทำคนเดียวได้แต่อาจใช้เวลานานเกินไป ทุกคนก็ต่างหิวกันทั้งนั้น
หลินซานลงมืออย่างชำนาญ หน้าที่นี้เป็สิ่งที่เขาช่วยบิดาเสมอ เขาและบิดาไม่้าให้ แม่ และพี่สาวทั้งสองเหนื่อยเกินไป หลินซานถูกสั่งสอนไว้ว่างานที่หนักและยุ่งยากล้วนเป็ของบุรุษทั้งนั้น
แต่ตอนนี้ ทั้งป้ารอง พี่ใหญ่ พี่รอง ต่างนั่งล้อมวงกันนั่งถอนขนไก่ ภาพนั้นทำเอาเขาปวดใจไม่น้อย
เมื่อไก่เกลี้ยงเกลาทั้งตัว หลินเว่ยเว่ยก็นำไก่มาลนไฟเล็กน้อย เพื่อให้มันเรียบเนียนมากขึ้น
เมื่อถึงขั้นตอนชำแหละ หลินลี่ขอปลีกตัวไปเตรียมทำน้ำแกงโสมทันที นางยังไม่ค่อยชินกับภาพนี้เท่าไรนัก อาจเป็เพราะนางไม่เคยเห็นขั้นตอนนี้มาก่อน ความสะดวกสบายทำให้ลืมไปเลยว่า กว่าจะได้เนื้อสัตว์มาต้องผ่านขั้นตอนใดมาก่อน
เมื่อเห็นป้ารองกำลังจะทำอะไร หลินซานก็ยอมไม่ได้ มารดากับพี่สาวเขายังไม่เคยทำ แม้บ้านอื่นจะเป็หน้าที่ของใคร แต่บ้านนี้เป็หน้าที่ของเขา
“ป้ารองให้ข้าทำเถอะขอรับ” หลินเว่ยเว่ยกำลังจะปฏิเสธ จะให้เด็กจับมีดได้อย่างไร
แต่เมื่อดูบริบทรอบ ๆ นางเกือบลืมไปว่า เด็กที่ชนบทล้วนเติบโตเร็ว เพราะต้องดูแลตัวเอง และแบ่งเบาหน้าที่ช่วยคนในครอบครัว
ตัวนางเองก็เป็หนึ่งในเด็กที่ต้องโตกว่าวัย เพื่อไม่อยากให้ตัวเองเป็ภาระของใคร และมีหน้าที่ที่ต้องทำ…
“ได้ ป้ารองจะให้อาซานรับผิดชอบเื่นี้ เด็กดี” หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มบาง ๆ แต่หลินซานเมื่อถูกป้ารองชม เขาก็หันหน้าหนีด้วยความเขินอาย
เด็กดีงั้นรึ ป้ารองชมข้าเป็เด็กดีด้วยล่ะชมแค่ข้าเพียงผู้เดียว ไม่เคยชมพี่ใหญ่ พี่รอง เขาเม้มปาก ยืนยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ผู้เดียว ท่ามกลางลมหนาวหลังบ้าน
หลินลี่เมื่อเห็นทุกคนต่างก็วุ่นวายกันอยู่ข้างนอก นางก็หยิบ เอาเกลือ พริกไทย พุทราจีนอบแห้ง หอมหัวใหญ่ เครื่องเทศอื่น ๆ พร้อมเครื่องปรุงเก็บเทใส่โหล และนำใส่ตะกร้าไว้ ราวกับว่าซื้อมาจากในเมือง เด็ก ๆ เองก็เห็นว่านางปลีกตัวไปซื้อของจากร้านพ่อค้าต่างแดนคงไม่สงสัยอะไร
คงไม่มีใครรู้ว่าบางอย่างมันก็ไม่มีขาย ถึงมีขายรสชาติมันก็ไม่ดีเท่า
หลินซานทำไก่แบบที่พี่ใหญ่ของตนได้บอกไว้ระหว่างทางกลับบ้าน เพราะ้าตุ๋นไก่ทั้งตัว แต่เมื่อเขากำลังจะทิ้งเครื่องใน ป้ารองที่รู้โผล่มาจากไหนไม่รู้หยุดเขาไว้ทันที
“อาซาน พวกเ้าไม่กินเครื่องในไก่กันรึ” หลินเว่ยเว่ยปากพูดไป ส่วนมือก็ทำความสะอาดเครื่องในให้เรียบร้อย
“ท่านพ่อก็เอาทิ้งตลอด เพราะมันเหม็น” หลินซานบอกไปตามตรง
หลินเว่ยเว่ยไม่โทษเด็ก คนสมัยนี้อาจไม่ค่อยนิยมกินกัน เพราะไม่รู้จะกำจัดกลิ่นอย่างไร พลาดของดีกันแล้ว แต่หลินซานก็ยังได้ยินเสียงบ่นงึมงำว่า เ้าน้องโง่ สิ้นเปลืองจริง ๆ
เมื่อล้างเสร็จนางก็คลุกเกลือเป็การล้างแห้ง และนำไปล้างน้ำ แม้เกลือในไหที่ดูมากมายขัดกับราคาเกลือที่แสนแพง ก็ไม่ทำให้หลินเว่ยเว่ยเปิดปากพูดอะไรออกมา
หลินลี่ดรุณีที่ใกล้ปักปิ่น และเชี่ยวชาญงานบ้าน งานเรือน กำลังนำข้าวเหนียวที่ป้ารองมักแช่ไว้มายัดใส่ในตัวไก่เล็กน้อย ตามด้วยโสมบางส่วน พุทราจีน และกระเทียม
โชคดีที่ชาวบ้านแถวนี้นิยมปลูกข้าวเหนียวกัน ต่างจากเมืองลุ่มน้ำที่มักปลูกข้าวเ้า ข้าวสาลี ไม่งั้นนางก็ไม่อาจทำตามสูตรได้ง่าย เพราะครัวปู่เองก็ไม่มีข้าวเหนียว
นางนำไก่ที่ยัดเครื่องใส่ลงไปในหม้อ และใส่ต้นหอม หอมหัวใหญ่ พุทราจีน เครื่องเทศสำหรับตุ๋น ขาดไม่ได้คือโสมที่นางหามา
เทน้ำจนท่วมไก่พอดี ใส่ฟืนเพิ่มความแรงของไฟเรื่อย ๆ และตุ๋นไปประมาณ 2 เค่อ
หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเพิ่มฟืนอีก ตุ๋นไก่ด้วยไฟเบาอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อเสร็จแล้วก็ปรุงรสด้วยพริกไทย และเกลือ
เมื่อเปิดฝาหม้อ กลิ่นน้ำแกงไก่ และเครื่องเทศหอมอบอวล แค่กลิ่นโสมก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นท้องแล้ว
เด็ก ๆ ที่กำลังทำอย่างอื่นอยู่ ก็รีบวางมือ และตรงมาที่ครัวเล็ก ๆ หลังบ้านทันที
หลินเว่ยเว่ยเมื่อเห็นว่า หลินลี่ทำอาหารเสร็จแล้ว นางจึงนำเครื่องในไก่มาทำอาหารบ้าง ถ้าไม่ติดว่าเครื่องในเน่าเสียเร็วนางก็ไม่ทำอาหารเพิ่มหรอก
หญิงสาวทุบกระเทียม และสับให้ละเอียด เทน้ำมันลงกระทะเพียงเล็กน้อย และใส่กระเทียมลงไป เจียวจนหอมฟุ้ง ก็ใส่เครื่องในที่เตรียมไว้ลงไปผัดกับน้ำมันกระเทียมจนสุก เสร็จแล้วก็ปรุงรสด้วยเกลือ
เมื่อเหลือบไปเห็นพริกไทยดำที่บดไว้อย่างดีในโถอันเล็ก หลินเว่ยเว่ยก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ และจบด้วยการโรยพริกไทยดำลงไป
ทั้งสามที่กำลังรอป้ารองในบ้าน พร้อมกับน้ำแกงไก่ใส่โสม ก็เอาแต่จ้องประตูั้แ่ได้กลิ่นกระเทียมแล้ว
ไม่นานเกินรอหลินเว่ยเว่ยก็ยกเครื่องในไก่ผัดกระเทียมพริกไทยเข้ามา อาหารจานใหม่ทำเอา หลินฮวา และหลินซานกลืนน้ำลาย ส่วนหลินลี่มองจานในมือป้ารองอย่างสงสัย ทำไมเครื่องในนั้นถึงเรียกน้ำลายนางมากกว่าตุ๋นไก่ใส่โสมที่นางทำ
หลินลี่ผู้ทำอาหารเพราะ้าเอาใจปู่ ก็ทำเป็แค่เมนูที่คนแก่ชอบ อย่างอื่นนางไม่ค่อยถนัดนัก
เมื่อเห็นป้ารองนั่ง หลินลี่ก็ตักน้ำแกงไก่ให้คนละชาม พร้อมแนะนำน้ำจิ้มงาที่รสเผ็ดเล็กน้อย แต่ไม่มีใครหยิบตะเกียบขึ้นมาสักคน
“กินเถอะ อย่าเอาแต่จ้อง” หลินเว่ยเว่ยเมื่อเห็นว่าไม่มีใครขยับ จึงคีบไส้ไก่เข้าปากเป็คนแรก
เหมือนได้รับอนุญาต เมื่อผู้ที่าุโที่สุดในบ้านยกตะเกียบแล้ว เด็ก ๆ จึงยกน้ำแกงขึ้นมาซดอย่างชื่นใจ แต่ก็พยายามรักษามารยาทบนโต๊ะอาหารไว้
“โอ้ย” เสียงร้องของหลินซานทำให้ทุกคนหันหน้าไปมองที่เ้าตัวโดยพร้อมเพรียงกัน
“ป้ารองเครื่องในนี่อร่อยจนข้าเผลอกัดลิ้นเข้าไปเลยขอรับ” แต่ก็หัวเราะพร้อมกันเมื่อหลินซานพูดจบ
เ้าเด็กบ้า อร่อยจนอยากกลืนลิ้นลงไปตั้งหาก
“อ้าว อาซาน น้ำแกงไก่พี่ใหญ่ไม่อร่อยงั้นรึ” หลินลี่แกล้งเอ่ยตัดพ้อ
“น้ำแกงไก่ พี่ใหญ่ก็อร่อยขอรับ แต่ถ้าเพียงไม่เคยกินเครื่องในที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน” หลินซานเมื่อรู้ว่าตนเอ่ยชมแต่อาหารที่ป้ารองทำ จึงรีบพูดชมพี่สาวของตนบ้าง
หลินฮวาไม่เหมือนหลินซาน นางไม่กล้ากินจานเครื่องใน แต่พอเห็นน้องชายเอ่ยปากชมแบบนี้นางจึงลองกินสักคำ อือหือ อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วยแล้ว
“ท่านป้ามีคนบอกว่าตับไก่ก็ดีต่อครรภ์เช่นกัน” หลินลี่คีบตับไก่ให้ป้ารองของตน
“อืม”
ทุกคนล้อมวงกินข้าว และพูดคุยกันอย่างออกรส บางครั้งหลินเว่ยเว่ยก็ต้องห้ามปรามให้หยุดพูดขณะเคี้ยว เด็ก ๆ ก็กินอย่างเอร็ดอร่อย แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีเสียงเรียกที่ดังลอดรั้วเข้ามา
หลินฮวาถอนหายใจอย่างอึดอัด เสียงนี้นางจำได้ดีว่าเป็เสียงของใคร นางรีบยัดไก่ที่เหลือในจานตนกลืนลงท้อง และเอาหม้อแกงไก่ซุกไว้ใต้เตียงอย่างรวดเร็ว คีบเครื่องในไก่ที่เหลือไม่มาก ให้ทุกคนคนละชิ้น นางทำทุกอย่างโดยที่ไม่มีใครตั้งตัว
ก่อนที่จะมีใครสักคนถามอะไรออกมา หลินซานที่ก้มหน้างุดอยู่ก็พูดออกมาเบา ๆ
“ป้าสะใภ้มา”