เสียงในห้องเงียบกริบทุกคนต่างหลุบหน้าอย่างหวาด
ผู้บัญชาการหยางกำมือแน่น สายตาเยือกเย็นแต่ไม่กล้าเอ่ยขัดขึ้นเพราะเขารู้ดีว่าเื้ัของซ่งเฟยเหรินนั้นไม่เพียงแต่เป็ลูกสาวของอดีตนายทหารสูงสุดแต่เธอยังเป็ถึงหลานสาวประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางที่มีอำนาจอยู่เหนือเขาโดยตรง
หญิงสาวเดินมานั่ง ณเก้าอี้หัวโต๊ะตำแหน่งเดิมที่เขาเคยนั่งก่อนจะหยิบแฟ้มรายงานออกจากกระเป๋าหนังเรียบหรูพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ
“เอาล่ะค่ะเรามาเริ่มประชุมกันดีกว่า เื่แรกที่เราต้องพูดถึงคือเื่ของกลุ่มฏเตาหยินฉันได้ยินมาว่าคนกลุ่มนั้นได้รับความช่วยเหลือจากใครบางคน
ผู้บัญชาการหยางที่ได้ฟังก็รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างเพราะนั่นคือกลุ่มฏที่เขาร่วมมือและให้การช่วยเหลืออยู่แบบลับๆ
ซ่งเฟยเหรินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับเขา ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างเหนือชั้น
“ท่านผู้บัญชาการ…ในฐานะที่คุณอยู่ที่เมืองฟู่เถาคุณน่าจะรู้เบาะแสของคนที่ให้การช่วยเหลือพวกเตาหยินดีฉันหวังว่าคุณจะมีข้อมูลมากพอที่จะรายงานฉัน”
ผู้บัญชาการหยางนิ่งงันไปชั่วขณะ
“ว่าอย่างไรคะ…มีอะไรจะรายงานฉันหรือเปล่า?”
เสียงของซ่งเฟยเหรินราบเรียบทว่าแฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสงัด
“เอ่อ… เรียนครับท่าน…”ผู้บัญชาการหยางรีบตอบอย่างลนลาน
“เื่ฏเตาหยินที่ท่านได้ยินมาคงเป็แค่ข่าวลือ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีใครให้การสนับสนุนพวกมันเลยครับ”
เขารีบกล่าวปฏิเสธราวกับ้าโยนความผิดนั้นให้พ้นตัว
ซ่งเฟยเหรินเพียงแค่ยิ้มบาง ๆอย่างรู้ทัน ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่ชัดเจน
“อย่างนั้นหรือคะ…ถ้าทุกอย่างโปร่งใสจริง ๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร”
เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อด้วยแววตาแน่วแน่
“งั้นฉันคงต้องส่งคนของตัวเองลงไปตรวจสอบโดยตรงอีกรอบเพราะฉันไม่ค่อยเชื่อคำพูดของใคร… นอกจากคนของฉันเอง”
คำพูดนั้นกระแทกใจผู้บัญชาการหยางเต็มแรงเขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ไว้ใจเขาแม้แต่น้อย
เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผมความเงียบของเขากลายเป็คำตอบที่ฟ้องตัวเองแต่หากเขาจะเอ่ยคัดค้านก็เท่ากับยอมรับผิดเสียเอง
เขาจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบอย่างหนาวสั่น
“เอาล่ะ” ซ่งเฟยเหรินหันมองทั่วห้อง
“เื่ที่ฉันเรียกทุกท่านมาประชุมก็มีเพียงเท่านี้อ้อ…ยังมีอีกเื่ค่ะ”
เธอเว้น่เล็กน้อยก่อนปรายตามองไปยังข้าราชการติดตามที่ยืนอยู่ด้านข้าง
สิ้นคำของเธอข้าราชการหญิงผู้นั้นก็เดินนำเข้ามาด้วยกล่องไม้แกะสลักภายในบรรจุซองสีแดงเข้มประทับตราลายนูน มีกลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้หอม
ซองเ่าั้ถูกแจกจ่ายให้แก่เ้าหน้าที่ระดับสูงข้าราชการาุโ และนายทหารในห้องประชุมทีละคน
ซ่งเฟยเหรินยิ้มอย่างอารมณ์ดีใบหน้าของเธอสงบงดงามเหมือนเคย แต่ในแววตาเปี่ยมไปด้วยการประชดประชันอันเจ็บแสบ
“ฉันกำลังจะแต่งงาน…อีกครั้งค่ะ”
เธอกล่าวเสียงเรียบพลางปรายตามองผู้บัญชาการหยางอย่างเย้ยหยัน
“หวังว่าทุกท่านจะให้เกียรติ…ไปร่วมงานของฉันด้วยนะคะ”
ในขณะที่คนทั้งห้องพากันแสดงความยินดีตามมารยาท
ผู้บัญชาการหยางกลับรู้สึกราวกับถูกตบหน้ากลางสาธารณชน
เพราะเขารู้ดี…ว่าซองสีแดงในมือเขาไม่ใช่แค่บัตรเชิญหากแต่มันคือ“คำประกาศชัยชนะ” ของเธอ หญิงที่เขาเคยนอกใจ
“ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ซ่งเฟยเหรินเอ่ยเพียงสั้น ๆก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องประชุมอย่างไม่ลังเล
ผู้บัญชาการหยางกำซองสีแดงในมือแน่นราวกับจะบดขยี้มันด้วยแรงอารมณ์ก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้วรีบรุดตามเธอออกไปทันที
“เฟยเหริน! เดี๋ยวก่อน!” เขาเรียกเธอเสียงดังพลางเร่งฝีเท้า
หญิงสาวหยุดเดินชำเลืองสายตาไปยังข้าราชการหญิงที่ติดตามเธอมา แล้วพยักหน้าเบา ๆสั่งให้พวกเธอไปก่อนโดยไม่ต้องพูดอะไร
เมื่อเหลือเพียงเธอกับเขา
ซ่งเฟยเหรินจึงค่อยๆหันกลับมาสายตานิ่งเฉียบ ใบหน้าสงบเรียบจนแทบอ่านอารมณ์ไม่ออก
“มีอะไรหรือคะ ท่านผู้บัญชาการ”
“เธอ…” เขาเอ่ยอย่างอ้ำอึ้งก่อนจะกลั้นใจพูดต่อ
“นี่เธอจะแต่งงานจริง ๆ งั้นเหรอ? แล้วหมอนั่นมันเป็ใคร?”
คำถามนั้นเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองปนร้อนรนแววตาของเขาสะท้อนความหึงหวงที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้แม้เพียงเสี้ยววินาที
แต่ซ่งเฟยเหรินเพียงแค่ยิ้มบาง ๆราวกับไม่ได้ยินคำถามนั้นจริงจัง เธอปรายตามองเขาอย่างเ็าก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“คนที่ฉันจะแต่งงานด้วย…คือคนที่รู้ค่าของฉันั้แ่แรกไม่ใช่คนที่เพิ่งจะรู้สึกอะไรบางอย่างหลังจากทำลายทุกอย่างไปแล้ว”
แววตาของเธอสงบนิ่งแต่คำพูดนั้น…เฉือนลึก