ตอนที่ 66 เอายาระงับกลับมา
เฉินอันหลานหายไปแล้วลานเซลอตใช้ความสามารถของแว่นมองกลางคืนกวาดตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้องแต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเฉินอันหลาน และแล้วในตอนที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปตามหาอีกฝ่ายนั้น จู่ ๆ เสียงไอค่อกแค่กก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เท้าที่กำลังจะออกเดินชะงักลง หยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรเฉินอันหลานที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่ไอออกมาอีกหลายครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาและปรายตามองไปทางเงาร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้า“มองหาฉันอยู่เหรอ?”ลานเซลอตหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังคงหันหลังให้กับเฉินอันหลานอยู่“ฉันคิดว่านายจะทิ้งคนที่ช่วยชีวิตนายไว้แล้วหนีไปซะแล้ว”“ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำ แต่เรียกนายอยู่หลายครั้งนายก็ไม่ตอบ ฉันก็เลยลุกไปเอง” เฉินอันหลานเกาะกำแพงด้วยมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างก็กุมแผลบริเวณเอวของตัวเองไปด้วย เขาค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นช้า ๆ และเดินเข้ามาใกล้ลานเซลอต“เมื่อกี้นายคุยโทรศัพท์อยู่ในนั้นเหรอ?”“นายได้ยิน?”“ทำไม กลัวฉันจะได้ยินงั้นเหรอ?”ประกายแปลกประหลาดบางอย่างวาบผ่านนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้น ลานเซลอตหมุนตัวกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับเฉินอันหลาน หลังจ้องมองอีกฝ่ายอยู่หลายวินาทีก็โน้มตัวลงและกระซิบชิดใบหูด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิ มันทำให้รู้สึก...ตื่นเต้นน่ะ”แม้จะใกล้กันขนาดนี้แต่เฉินอันหลานก็ยังมองใบหน้าของผู้ชายคนนั้นได้ไม่ชัดเจนอยู่ดี เขาสวมแว่นตาและแม้กระทั่งเสียงพูดก็ยังดังผ่านผ้าปิดปากออกมา เฉินอันหลานไม่แน่ใจนักว่าเสียงนั้นผ่านแผ่นกรองออกมาหรือว่าเขาจงใจดัดกันแน่ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เฉินอันหลานมั่นใจมากก็คือผู้ชายคนนี้สามารถมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจนแน่นอน ถ้าจะบอกว่าเขามองไม่เห็นตอนทำแผลก็แสดงว่าเขาต้องโชคดีมาก แต่ถึงอย่างนั้นปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ในช่วงเวลาฉุกเฉินไม่มีทางโกหก ยิ่งกับเหตุการณ์เมื่อครู่ที่อีกฝ่ายไม่เห็นเขานอนอยู่บนเตียงและรีบกวาดตามองหารอบ ๆ โดยอัตโนมัติแล้วด้วย เพราะก่อนหน้านี้เฉินอันหลานได้ปิดไฟดวงเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในห้องก่อนที่จะลุกออกจากเตียง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าภายในห้องนี้มืดสนิทมากและอีกฝ่ายไม่มีทางมองเห็นคนนอนอยู่บนเตียงที่อยู่ห่างออกไป 2-3 เมตรด้วยดวงตาปกติได้แน่ ๆ “ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหม?” เฉินพูดขึ้นหลังจากที่เงียบพักใหญ่“ทำไม ตอนนี้จะเริ่มเช็กโทรศัพท์แล้วเหรอ?”“นายอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ฉันแค่อยากจะขอยืมมือถือนายมาเปิดไฟฉายเพื่อเข้าไปข้างในเท่านั้น”“แบตหมด”“...”“แต่ฉันสามารถช่วยนายได้นะ” หลังจากลานเซลอตพูดจบ เขาก็ตวัดแขนโอบรอบเอวเฉินอันหลานโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ จากนั้นก็ค่อย ๆ พยุงร่างอ่อนปวกเปียกนั้นเข้าไปในห้องน้ำ เฉินอันหลานพยายามผลักอีกคนออกแต่ยิ่งเขาผลัก อ้อมกอดนั้นก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น“อย่าขยับเยอะ เดี๋ยวแผลก็ปริหรอก”เฉินอันหลานกัดฟันกรอดแต่ไม่ต่อต้านอีก เขาปล่อยให้ชายแปลกหน้าคนนี้พาเขาเข้าไปในห้องน้ำ“นี่คือชักโครก โน้นคือโถ่ฉี่ นายอยากปล่อยหนักหรือปล่อยเบาล่ะ?”“ปล่อยเบา”“งั้นก็ทางนั้น”“บอกตำแหน่งฉันก็พอ”“นี่เป็นที่ส่วนตัวของฉัน ถ้านายฉี่เลอะ คนที่ต้องมาทำความสะอาดทีหลังก็เป็นฉันอยู่ดี”ไม่ว่าเฉินอันหลานจะพูดอะไรอีกฝ่ายก็สามารถหาข้ออ้างมาปัดตกได้อยู่ดี ในท้ายที่สุดชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่เปิดปากพูดอะไรออกมาอีกและยอมให้อีกคนค่อย ๆ พยุงเขาไปที่โถฉี่แต่โดยดีในขณะที่เฉินอันหลานกำลังจะรูดซิปกางเกงลง เขาก็รู้สึกได้ถึงใครอีกคนที่ขยับเข้ามาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ใกล้มากกว่าเดิม“นายจะทำอะไร?”“ช่วยนายดูไง”“ตอนปลดทุกข์ฉันไม่ชอบให้ใครมาจ้อง”“ถ้าฉันไม่มองแล้วจะรู้ได้ไงว่านายฉี่เลอะไหม?”“นายแค่บอกตำแหน่งให้ฉันก็พอ”“ฉันสะดวกดูให้มากกว่า”เฉินอันหลานหมดคำจะพูดในทันทีในขณะที่คนทั้งคู่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดระหว่างกัน จู่ ๆ เฉินอันหลานก็รู้สึกว่าซิปกางเกงของเขาถูกรูดลงอย่างกะทันหัน และในตอนที่กำลังจะยื่นมือออกไปหยุดเขานั้น กางเกงของเขาก็ถูกปลดลงสำเร็จแล้ว เฉินอันหลานรีบจับมือที่กำลังจะล้วงเข้าไปในกางเกงของเขาไว้ในทันทีก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นายจะทำอะไร?!”“นายบาดเจ็บ ฉันก็เลยจะช่วยไง”“ฉันบาดเจ็บที่เอว ไม่ใช่ที่มือ”“เห็นนายยืนนิ่งไม่ขยับ ฉันก็นึกว่านายกำลังรอให้ฉันช่วยอยู่”เฉินอันหลานถูกยั่วยุจนแทบคลั่ง เขาได้แต่ยืนกัดฟันกรอดอยู่หน้าโถฉี่อย่างนั้นโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้ นิ่งอยู่นานสุดท้ายจึงต้องจำใจฉี่ลงโถภายใต้การช่วยเหลือของผู้ชายคนนั้น เสียงปัสสาวะที่ไหลรินลงไปในโถดังกังวานชัดเจนเหลือเกินภายในห้องน้ำที่แสนเงียบสงัดนี้“กลิ่นแรงเอาการนะ ไตไม่ค่อยดีเหรอ?”“นายหุบปากแล้วรีบออกไปซักทีเถอะ”“ไม่ได้สิ ฉันช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด”“งั้นเอาแว่นนั่นมาให้ฉันยืม ทีนี้จะได้ไม่ต้องมีใครวุ่นวายกันอีก”“ในนี้ไม่มีไฟ ถ้าฉันล้มขึ้นมาจะทำยังไง?”“...”เฉินอันหลานปลดทุกข์เสร็จในที่สุด ลานเซลอตยื่นมือมาช่วยรูดซิปกางเกงขึ้น แต่หลังจากถูกเฉินอันหลานตีมือเพื่อตักเตือนไปสองสามครั้ง เขาจึงได้เพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกนิดและจากนั้นก็ช่วยประคองให้เฉินอันหลานเดินไปล้างมือเมื่อเดินมาถึงหน้าอ่างล้างมือ ลานเซลอตก็จับมือเฉินอันหลานไว้เฉินอันหลานชักมือกลับโดยอัตโนมัติและเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ “นายคิดจะทำอะไรอีก?”“ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ นายมองไม่เห็นไง ฉันก็จะช่วยนายเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างมือ”“ฉันไม่ได้หูหนวก”ลานเซลอตเปิดก๊อกน้ำให้เฉินอันหลานเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหล คนเจ็บก็ยื่นมือออกไปตามเสียงนั้น หลังจากลองแตะ ๆ ดูครั้งสองครั้ง เขาก็เอาสองมือไปรองด้านใต้และเริ่มล้างมือตัวเอง“เหลียงลั่วหยิน...”“...”หลังจากได้ยินชื่อนั้นหลุดออกมาจากคนตรงหน้า การกระทำของเฉินอันหลานก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปคลำหาก๊อกเพื่อปิดน้ำ จากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่หน้าอ่างล้างมือโดยไม่พูดอะไรลานเซลอตเลื่อนผ้าปิดปากลงเล็กน้อยแล้วยื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างใบหูของเฉินอันหลาน“เหลียงลั่วหยินคือใคร?”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”“โอเคไม่เกี่ยว ฉันแค่ชวนคุย”เฉินอันหลานรู้สึกถึงลมหายใจของผู้ชายคนนั้นที่เป่ารดอยู่ข้างใบหูอย่างชัดเจน ชัดเสียยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะต้องถอดผ้าปิดปากออกแล้วแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นทั้งน้ำเสียงและสำเนียงการพูดกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาคิดว่าคนคนนี้คงไม่ได้ใช้อุปกรณ์แปลงเสียงหรืออะไรเทือกนั้น...เฉินอันหลานยังคงยืนเงียบอยู่ที่หน้าอ่างล้างมือ และแล้วอีกอึดใจต่อมาเขาก็หมุนตัวหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง แม้ว่าจะยังคงไม่อาจมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้แต่เฉินอันหลานก็พอจะรู้ว่าใบหน้านั้นอยู่ในทิศทางใด เขามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยขึ้น“ฉันไม่เคยคุยเรื่องส่วนตัวกับคนอื่น”“แม้กระทั่งคนที่ช่วยชีวิตนายไว้น่ะเหรอ?”“ไม่ใช่ข้อยกเว้น”“เขาเป็นที่นายชอบงั้นสิ?”ชอบงั้นเหรอ?ก็อาจใช่เหลียงลั่วหยินเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวในจิตใจของเฉินอันหลาน เด็กหนุ่มเป็นทั้งความฝันและความหวังในเรื่องครอบครัวสำหรับเขา เฉินอันหลานเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมถึงได้เลือกเด็กคนนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะความบริสุทธิ์และงดงามที่เขาได้สัมผัสตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ หรืออาจจะเป็นเพียงความปรารถนาที่เรียบง่ายให้เด็กคนนี้ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้นก็เป็นได้...แต่ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม เหลียงลั่วหยินยังคงพิเศษมาก ๆ สำหรับเขา เพราะงั้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เด็กคนนี้จึงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตของเขาไปเสียแล้วแต่ในท้ายที่สุด คนคนนั้นก็ยังถูกพรากจากชีวิตของเฉินอันหลานไปชั่วนิรันดร์อยู่ดีคนตายไม่อาจรับรู้ความเจ็บปวดของคนเป็นได้ฉันใด เหลียงลั่วหยินที่จากไปก็เป็นฉันนั้นเช่นกัน เขาไม่รับรู้อีกแล้วว่าเฉินอันหลานลงมือทำสิ่งใดไปเพื่อเขาบ้าง ไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้วถึงความรู้สึกทุกข์ทรมานที่เฉินอันหลานต้องเผชิญอยู่ภายในจิตใจ และยิ่งไม่อาจเข้าใจถึงความโดดเดี่ยวมากมายที่เฉินอันหลานต้องแบกรับยามเมื่อมีคนเอ่ยเรียกชื่อเขาให้ได้ยิน หัวใจของเฉินอันหลานรวดร้าวเจียนตายราวกับมีมีดมาปักคาไว้ที่กลางอก...เมื่อมองเห็นห้วงอารมณ์ที่ซับซ้อนวุ่นวายภายในแววตาคู่นั้น ลานเซลอตจึงได้เอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ดูเหมือนนายจะชอบเขามาก”“ฉันชอบเขา ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” เฉินอันหลานปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง และเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความเย็นชาห่างเหินและความเด็ดเดี่ยวดังเดิมก็คืนกลับมา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและหันมาเอ่ยกับใบหน้าที่ดูเลือนรางของคนตรงข้ามว่า “แต่ฉันคิดว่าคนอย่างนายไม่น่าจะเข้าใจ”“ทำไม?”“ลางสังหรณ์น่ะ”“น่าสนใจ” ลานเซลอตดึงกระดาษทิชชูออกมายื่นให้เฉินอันหลานได้เช็ดมือ “แล้วลางสังหรณ์ของนายแม่นไหมล่ะ?”เฉินอันหลานรับกระดาษทิชชูมาซับน้ำบนมือก่อนเอ่ยตอบ“ก็บ่อยอยู่”“งั้นฉันจะบอกนายให้ว่าครั้งนี้ลางสังหรณ์ของนายมันผิดแล้วล่ะ”“งั้นเหรอ”“นายควรกลับไปที่เตียงและพักผ่อนได้แล้ว”ลานเซลอตสวมผ้าปิดปากกลับตามเดิม ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปโอบเอวเฉินอันหลานไว้ ส่วนมืออีกข้างก็คอยพยุงแขนของเขาเดินออกไปจากห้องน้ำช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมิด ตรงไปยังห้องนอนเพื่อวางร่างอ่อนแรงนั้นลงบนเตียงดังเดิมหลังจากนอนลงบนเตียงแล้วเฉินอันหลานก็ยื่นมือไปแตะ ๆ บริเวณผ้าพันแผลบนตัวเขา ก่อนที่สัมผัสเหนียว ๆ ของบางอย่างจะติดขึ้นมาบนปลายนิ้ว“แผลเปิดนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วง พักผ่อนเถอะ”“แล้วนายไม่นอนเหรอ?”“ทำไม อยากนอนกับฉันเหรอ?”“เพ้อเจ้อ เป็นบ้ารึไง”ลานเซลอตเลิกผ้าห่มขึ้นคลุมให้กับเฉินอันหลาน “ฉันจะออกไปข้างนอก บางทีนายอาจจะเจอฉันหลังจากที่นายตื่น” เฉินอันหลานไม่พูดอะไร เขาหลับตาลงเพื่อพักผ่อน“นายไม่ได้คิดวางแผนการหนีอยู่ในใจใช่ไหม?”“คิดมากเกินไปแล้ว สภาพแบบนี้ฉันจะหนีไปไหนได้”“รู้ก็ดี ฉันจะกลับมาพร้อมกับอาหารเช้า”สิ้นสุดเสียงนั้น เฉินอันหลานก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็น ๆ บริเวณหน้าผาก เขาลืมตาขึ้นมาเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ชายคนนั้นกลับไม่อยู่แล้ว เสียงปิดประตูดังขึ้นจากความมืดมิดที่ปรากฏภายในห้องหลังจากนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงเนิ่นนาน เฉินอันหลานก็ยกมือขึ้นสัมผัสเบา ๆ บริเวณหน้าผากของตัวเอง ประกายสับสนในแววตาสะท้อนออกมาผ่านความมืด...เมื่อกี้เขาถูกคนแปลกหน้าจูบหน้าผากงั้นเหรอ?※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※วิลล่าระดับกลางทางตอนเหนือหลินฉ่าวเจ๋อถูกปลุกเพราะความกระหายน้ำในยามค่ำคืนที่ดึกสงัด เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง กดเปิดโคมไฟแล้วเอื้อมมือไปคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดื่ม ทันทีที่ปากแก้วสัมผัสกับริมฝีปาก เขาก็ค้นพบว่าน้ำในแก้วหมดเสียแล้ว หลินฉ่าวเจ๋อที่ไม่มีทางเลือกลุกขึ้นจากเตียงและลงไปยังห้องครัวที่อยู่ชั้นล่าง เขาเดินลงบันไดไปเรื่อย ๆ แต่ไปได้แค่ครึ่งทางก็สังเกตเห็นไฟในห้องรับแขกถูกเปิดทิ้งไว้ หลินฉ่าวเจ๋อตาสว่างทันที ความง่วงงุนทั้งหมดหายไปเป็นปลิดทิ้งในทันที หลังจากเดินลงมาจนถึงชั้นล่าง ชายหนุ่มก็รีบวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะกินข้าวจากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้องรับแขกที่เปิดไฟอยู่เมื่อหลินฉ่าวเจ๋อเดินเข้ามาภายในห้องรับแขก เขาก็ได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งหันหลังให้อยู่บนโซฟาพร้อมกับคราบเลือดจำนวนไม่น้อยเปรอะเปื้อนอยู่บนแขนของเขา ยิ่งหลินฉ่าวเจ๋อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ยิ่งมองเห็นบาดแผลนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มันเป็นบาดแผลที่มีรอยคล้ายถูกเล็บจิกเข้าไปในผิวจนเนื้อหนังแยกออกจากกัน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้มีเลือดออกมากมายขนาดนั้นชายที่นั่งอยู่บนโซฟาคนนั้นดูจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรสักเท่าไหร่ มือข้างหนึ่งของเขายังคงถือแก้วไวน์ด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่ได้ใส่ใจกับหลินฉ่าวเจ๋อที่เข้ามาด้านหลังเลยสักนิด“เราไม่เจอกันมากี่ปีแล้วล่ะ?” หลินฉ่าวเจ๋อเอ่ยถามขึ้นจากด้านหลังโซฟา“8 ปี” ชายคนนั้นแกว่งแก้วไวน์ในมือพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นายยังจำได้เหรอเนี่ยว่าเราไม่ได้เจอกันเลยตั้ง 8 ปี” หลินฉ่าวเจ๋อจ้องมองไปทางแขนที่ได้รับบาดเจ็บของชายคนนั้น เขาเดินเข้าไปในห้องหนังสือแล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมา“ฉันว่านายคงจะคิดถึงเพื่อนคนนี้ทุกครั้งที่บาดเจ็บสินะ”“ทำแผลเถอะ เดี๋ยวฉันต้องกลับแล้ว”“ถ้ารีบขนาดนั้นทำไมไม่ไปหาลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของนายให้พวกเขาจัดการให้ล่ะ นายจะมาที่นี่ทำไม?”“พูดมาก”หลินฉ่าวเจ๋อหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะถือกล่องปฐมพยาบาลเดินอ้อมมาตรงหน้าลานเซลอต เขาคุกเข่าลง เปิดกล่องออกและจัดการเช็ดล้างทำความสะอาดบริเวณรอบปากแผลบนแขนของลานเซลอตอย่างง่าย ๆ“ไม่เจอกัน 8 ปี นายไม่มีความเกรงใจให้กันบ้างเลยนะ”ลานเซลอตมองหลินฉ่าวเจ๋อที่กำลังทำแผลให้ตัวเองเงียบ ๆหลินฉ่าวเจ๋อใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดบริเวณบาดแผลและเริ่มใส่ยา“แผลนี้หนักอยู่นะ ถูกใครจับมาเหรอ?”“แมวป่า”“แมวป่าบ้านใครเล็บยาวขนาดนี้เนี่ย”ลานเซลอตเงียบไปอีกครั้งใส่ยาให้เขาเรียบร้อยแล้ว หลินฉ่าวเจ๋อก็นำผ้าก๊อซและผ้าพันแผลมาพันรอบแขนเขาไว้ “ฉันไม่ได้เป็นหมอนานแล้วนะ นายสามาถมานั่งจิบน้ำชาและคุยเรื่องสัพเพเหระกับฉันได้ แต่อย่ามาหากันด้วยอาการบาดเจ็บอีก”“ฉันยกเลิกงานแต่งกับน้องสาวนายแล้วนะ”มือที่กำลังพันแผลอยู่ของหลินฉ่าวเจ๋อหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนเขาจะเริ่มพันมันต่อ“ฉันบอกแล้วว่านายกับคาดิน่าไม่เหมาะสมกัน นายตกลงแต่งงานกับเธอก็แค่เพราะนายคิดว่าจะแต่งกับใครก็ไม่สำคัญ เอาเถอะ เป็นแบบนี้ก็ดี งานแต่งถูกยกเลิกคาดิน่าคงเสียหน้าไม่น้อยเลยสินะ”“นายควรกลับไป”“ฉันจะกลับไปให้ได้อะไร? เวลฟ์เองก็เป็นตระกูลใหญ่ พวกเขาหาคนมารับช่วงต่อได้อยู่แล้ว ลูกนอกสมรสอย่างฉันกลับไปก็ทำอะไรไม่ได้หรอก อยู่แบบสงบ ๆ อย่างนี้ดีกว่า”“ลูเทอร์ตายแล้ว”หลินฉ่าวเจ๋อแสดงสีหน้าตื่นตกใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่มันจะกลับมาเป็นปกติในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา เขาหันกลับมาพันแผลให้ลานเซลอตต่อพลางเอ่ยถามอีกฝ่ายไปด้วย “ฝีมือใคร?”“ไบรอัน ซิพ”“เขาเป็นลูกชายคนเล็กของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เหรอ? การตายของลูเทอร์เกี่ยวอะไรกับเขา?”“โชคร้ายล่ะมั้ง”หลินฉ่าวเจ๋อแสดงสีหน้าปั้นยากออกมาลานเซลอตรับสกอตช์เทปจากมือของอีกฝ่ายมาแปะลงบนผ้าพันแผลบนแขนของตน“ฉันช่วยได้นะ ถ้านายอยากกลับไป”“ฉันไม่อยากเอาตัวเองไปข้องแวะกับคนตระกูลเวลฟ์อีกแล้ว เขาไม่ยอมรับแม่ฉัน นั่นแหละ แถมเขายังทอดทิ้งฉัน จากนี้ไม่ว่าเรื่องในตระกูลจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีกแล้ว ฉันพอใจในชีวิตแบบนี้แล้วล่ะ”“งั้นเหรอ?”“ลาน ขอร้องล่ะเราอย่าคุยเรื่องนี้กันอีกได้ไหม?”ลานเซลอตจ้องมองหลินฉ่าวเจ๋อนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงได้ยอมละสายตาไปโดยไม่พูดอะไรอีก เขาหันไปยกแก้วไวน์ในมือขึ้นมาดื่มจนหมดเกลี้ยงแทนหลินฉ่าวเจ๋อเก็บของลงกล่องปฐมพยาบาลเรียบร้อยก็ลุกขึ้นยืน“ช่วยฉันอย่างได้ไหม?” จู่ ๆ ลานเซลอตที่เงียบไปนานก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเท้าที่กำลังจะออกเดินของหลินฉ่าวเจ๋อหยุดชะงักลงในทันที เขากับผู้ชายตรงหน้านับว่ารู้จักกันมาหลายปี แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้ยินลานเซลอตเอ่ยร้องขอใครเลย แม้ว่าโทนเสียงที่ใช้จะราบเรียบมากก็ตาม แต่หลินฉ่าวเจ๋อไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแม้แต่น้อย“อะไร?”“ตลาดมืดที่นี่นายเป็นคนคุมใช่ไหม?”“แล้ว?”“เอายาระงับฮีททั้งหมดกลับมาให้หน่อยสิ”หลินฉ่าวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นสูง มองหน้าลานเซลอตพร้อมกับยกยิ้ม “ทำไมจู่ ๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ? มีใครข้างกายนายที่ต้องใช้ยานี่งั้นเหรอ?”ดวงตาสีดำสนิทหรี่เล็กลงก่อนที่ลานเซลอตจะกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย“นายบอกราคามาได้เลย”“เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น” หลินฉ่าวเจ๋อนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับลานเซลอต“ยาระงับฮีททั้งหมดที่ถูกปล่อยลงสู่ตลาดมืดมาจากสูตรยาของฉัน แน่นอนว่าพวกมันก็ต้องถูกผลิตมาจากโรงงานของฉัน แต่แล้วจู่ ๆ นายก็มาบอกให้ฉันดึงยาทั้งหมดนั่นกลับมางั้นเหรอ? ฉันขอเหตุผลสำหรับเรื่องนี้หน่อยสิ”“10 ล้าน”“เพราะแมวป่าที่ทำให้นายบาดเจ็บใช่ไหม?”“20 ล้าน”“ฉันบอกแล้วว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา...”“50 ล้าน”“ตกลง”ลานเซลอตลุกขึ้นยืน “พรุ่งนี้ฉันจะให้ลูกน้องเอาเช็กมาให้”หลินฉ่าวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะเอ่ยตอบ“โอเค นายจะส่งใครมาก็ได้ แต่ฉันขอร้องว่าต้องไม่ใช่เจ้าหมอนั่น ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันอยู่ที่นี่”“ได้” ลานเซลอตพูดจบก็เตรียมจะเดินออกไปทันที“ลาน” หลินฉ่าวเจ๋อเอ่ยเรียกลานเซลอตเท้าที่กำลังก้าวออกไปหยุดชะงักลง“มีอะไร?”หลินฉ่าวเจ๋อจ้องไปทางเท้าข้างขวาของลานเซลอตก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสับสน“เท้านายก็บาดเจ็บเหมือนกันนี่?”