ตอนที่5
ฟื้นชีพราวปาฏิหาริย์
หลังจากได้รับหยดเืฟินิกซ์จากหนิงเซียนแล้วชีพจรที่เต้นอ่อนของเสวี่ยิก็เต้นแรงขึ้นพลังของไอเย็นที่ห่อหุ้มร่างสลายไปจนสิ้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ยังหลงเหลือเพียงร่องรอยาแน้ำแข็งกัดเซาะรวมถึงร่องรอยฟันของโสมเพลิงโลกันตร์ และรอยไหม้อีกเล็กน้อย
การดูดซับโลหิตแท้ของฟินิกซ์ค่อยๆ เป็ไปอย่างเชื่องช้า อาจเป็เพราะเืฟินิกซ์เป็ธาตุหยางศักดิ์สิทธิ์และมีคุณสมบัติเปลวเพลิงแห่งการฟื้นคืน ดั่งตำนานของนกเฟิ่งหวงหรือนก์เพลิงะที่สามารถคืนชีพขึ้นจากกองเพลิงที่เผาไหม้ตัวมันจนกลายเป็เถ้าถ่านและในทุกคราที่ฟื้นขึ้นล้วนแข็งแกร่งขึ้นเป็เท่าทวี
โลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาของฟินิกซ์จึงมีพลังในการรักษาที่สูงล้ำและถือเป็สมบัติล้ำค่ายิ่งกว่าโสมเพลิงโลกันตร์อย่างมิอาจเทียบแต่เป็เพราะโชคชะตาหรือสิ่งใดมิทราบได้ เด็กสาวหนิงเซียนจึงได้ยอมสละโลหิตแท้ของนางเพื่อชายแปลกหน้าเช่นเสวี่ยิหรืออาจจะเป็ดั่งคำกล่าวของอาจารย์นางที่ว่ามีบางเื่ราวหากไม่กระทำอาจต้องเสียใจไปช่วยชีวิตแม้รู้ว่าขาดทุนยังมิสู้ลงมือกระทำดีกว่าเป็ปมติดค้างไปตลอดกาล
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามาแภายนอกล้วนหายจนหมดสิ้นแล้วแต่เสวี่ยิยังคงไม่ฟื้นตื่น ซึ่งถือเป็เื่ประหลาดยิ่งหากผู้เป็อาจารย์ของหนิงเซียนได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดในตอนนี้เขาคงต้องนำตัวเสวี่ยิไปศึกษาเป็แน่
ฟู่ๆ ๆ... จู่ ๆ เสียงของเปลวเพลิงที่เผาไหม้ก็ดังขึ้นและต้นตอของเสียงก็มาจากดวงตาข้างซ้ายที่มืดบอดของเสวี่ยิ ดวงตาที่พิการมืดบอดกำลังดูดกลืนพลังของโลหิตฟินิกซ์เพื่อรักษาตัวมันเองหินสีดำสนิทที่อุดดวงตาอยู่ถูกเืเนื้อที่งอกเงยขึ้นใหม่เติมเต็มดันออกมาจนปูดโปนจนคล้ายกับมันกำลังจะหลุดออกมาจากเบ้าตาของเสวี่ยิในอีกไม่ช้าแต่ที่น่าแปลกกว่านั้น คือเ้าหินกลมสีดำกลับมีเส้นเืและเส้นประสาทมากมายเชื่อมต่ออยู่กับเบ้าตาของเสวี่ยิ แม้จะปูดโปนออก แต่ก็ค่อยๆ ยุบกลับและเชื่อมติดเข้าไปใหม่ ราวกับว่าโลหิตของฟินิกซ์กำลังทำการซ่อมประสานมันเข้ากับร่างของเสวี่ยิก็มิปาน
แต่อีกไม่กี่ลมหายใจต่อมาหินกลมสีดำก็แตกออกแต่บางส่วน เปลือกนอกสีดำที่คล้ายหินอุกกาบาตหลุดลอกออกมาเหลือเพียงดวงตาที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงของฟินิกซ์ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ก็มอดดับลงตามกันและทุกสิ่งก็กลับเป็ปกติอีกครั้ง โดยที่เสวี่ยิยังคงนอนหลับสนิทต่อไป และไม่ได้รับรู้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองแม้แต่น้อย
จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางนภาอากาศร้อนอบอ้าวเริ่มลุกลามเข้าสู่ภายในถ้ำเสวี่ยิจึงได้ฟื้นตื่นขึ้นมาในสภาพอ่อนล้าปวดเมื่อยไปทั้งตัว
"เ้าโสมเพลิงโลกันตร์ละ"เสวี่ยิสะดุ้งตัวพยายามลุกตะแคงขึ้นเห็นได้ชัดว่าร่างที่หยุดยืนไม่อาจทรงตัวได้มั่น และกำลังจะล้มลงเสวี่ยิจึงออกแรงกดลงเท้าข้างหนึ่งลงไปที่พื้นเพื่อฝืนต้านเอาไว้จนสามารถยืนหยัดอยู่ได้และเมื่อก้มลงดูรอยเท้าที่เกิดขึ้นเ้าตัวก็ต้องอุทานขึ้นคำหนึ่งด้วยความใเพราะรอยเท้าที่เขาออกแรงกดไปบนพื้นกลับจมยุบลงไปร่วมหนึ่งคืบ
...แรงกดที่ส่งไปต้องเกินกว่าแปดร้อยจินเป็อย่างน้อยถึงจะกดพื้นแข็งให้ยุบลงไปได้ขนาดนี้
แม้จะตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เสวี่ยิยังคงไม่ลืมเื่ของโสมเพลิงโลกันตร์ และเด็กสาวหนิงเซียน เขาเก็บผ้าคลุมผมที่หนิงเซียนทิ้งเอาไว้ให้ขึ้นมาัักลิ่นกายหอมจรุงของเด็กสาวยังคงอบอวลอยู่ในเนื้อผ้าทำให้เสวี่ยิมั่นใจว่าผ้าผืนนี้ต้องเป็ของหนิงเซียนอย่ามิต้องสงสัย แต่แล้วเหตุใดหล่อนจึงไม่อยู่ที่นี่และเมื่อมองออกไปก็ไม่พบโสมเพลิงโลกันตร์ แต่กลับมีซากศพของชายไร้ศีรษะคนหนึ่งแทน
แต่เมื่อมองสำรวจลงไปที่พื้นเสวี่ยิก็คลายใจเื่ของหนิงเซียนเพราะเด็กสาวเขียนข้อความสั้นทิ้งเอาไว้บนพื้น
"หากมีวาสนาคงได้พบกันอีก เมื่อถึงเวลานั้นท่านอย่าลืมนำของวิเศษแปลกตามาให้ข้าได้ชมอีกละ"
เมื่ออ่านข้อความจบเสวี่ยิก็ยกมุมปากบางขึ้นฉีกยิ้มกว้างด้วยความอิ่มเอมแม้จะรู้จักกันได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามแต่เขารู้สึกต้องชะตากับเด็กสาวหนิงเซียนอย่างยิ่ง แต่แล้วจู่ ๆเสวี่ยิก็ต้องอุทานดังอีกครั้งเมื่อพบว่าดวงตาที่เคยมืดบอดกลับมามองเห็นอีกครั้งและแน่นอนว่าเ้าหินอุกกาบาตนั่นก็หายไปด้วยเช่นกัน
เสวี่ยิไม่รอช้านั่งขัดสมาธิทดสอบเดินลมปราณในทันทีเมื่อพบว่าเส้นชีพจรยิ่งมายิ่งแข็งแกร่งร่างกายสามารถดูดซับลมปราณธรรมชาติได้ว่องไวกว่าก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อนถึงสองเท่าความยินดีจู่โจมเข้าใส่เสวี่ยิอย่างต่อเนื่องความตั้งใจที่จะละทิ้งเส้นทางฝึกตนล้วนมลายไปสิ้นตอนนี้เสวี่ยิเด็กหนุ่มอัจฉริยะเมื่อสามปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งความอัดอั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาจะกลายเป็แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เสวี่ยิทนทานต่อความยากลำบากในการฝึกฝนรวมถึงมุมานะอดทนต่อความเ็ปได้มากกว่าเมื่อก่อนอย่างมิอาจเทียบ
เมื่อตั้งสติกลับมาได้ในใจก็คิดถึงเด็กสาวหนิงเซียน จนมีเสี่ยงหนึ่งของความคิดมองว่าหล่อนอาจจะเป็นางฟ้าวิเศษจำแลงลงมาเพื่อมาชุบชีวิตที่กำลังจะสิ้นหวังของเขาให้ฟื้นชีพขึ้นอีกครั้งแต่นั่นก็เป็เพียงความคิดเพ้อเจ้อของเสวี่ยิเพียงผู้เดียว แต่เพราะเหตุนี้เสวี่ยิจึงเก็บผ้าคลุมหน้าสีดำผืนนั้นของหนิงเซียนเอาไว้เป็อย่างดีและถือเป็สิ่งของนำโชคล้ำค่าของตัวเองในกาลต่อมาอีกด้วย
หลังจากนั่งสมาธิดูดซับลมปราณธรรมชาติชนิดลืมตัวลืมตนภายในถ้ำอยู่หนึ่งวันเต็มๆ เสวี่ยิก็สามารถทะลวงผ่านขั้นพื้นฐานลมปราณระดับหนึ่งไปสู่ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับสองได้ในที่สุดแต่ระหว่างที่ทะลวงผ่านกลับสู่ขั้นพื้นฐานลมปราณระดับสองเสวี่ยิรู้สึกว่ามีพลังงานร้อนลวกสายหนึ่งผสานอยู่ในร่างกายของตนเองแต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร และเขาก็ทำได้เพียงแค่รู้สึกถึงมันเท่านั้นแต่ยังไม่อาจจับต้อง หรือบังคับควบคุมมันได้
เสวี่ยิจึงได้ลืมเลือนเื่นี้ไปชั่วคราวก่อนที่เขาจะตัดสินใจมุ่งหน้าสู่เมืองหยกม่วงต่อไปแต่จุดหมายปลายทางมิใช่เพื่อหางานทำ แต่ครานี้เขาตั้งใจจะเข้าร่วมทดสอบเพื่อเข้าสำนักยุทธ์ให้ได้และแน่นอนว่าสำนักนั้นต้องเป็สำนักอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยกม่วง...สำนักัฟ้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น