ร่างกายของเหล่าอันค่อนข้างผอมทำให้การมุดลอดรูสุนัที่ฐานกำแพงเป็เื่ง่าย ใช้เวลาไม่นานเด็กชายก็มายืนอยู่ในตรอกแคบๆ ด้านหนึ่งเป็กำแพงจวนสกุลหลี่ และอีกด้านหนึ่งเป็กำแพงค่ายทหารในสังกัดรองแม่ทัพ และเพราะอีกด้านของกำแพงเป็เขตทหาร ภายในตรอกแห่งนี้จึงไม่มีการเดินตรวจตรามากนัก ดังนั้นเหล่าอันจึงสามารถแอบเข้าออกจวนรองแม่ทัพได้โดยสะดวก เด็กน้อยตรวจสอบความเรียบร้อยของห่อผ้าในอกเสื้อของตนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เขาไม่อยากทำปิ่นของรักของหวงของเ้านายหายเพียงเพราะมุดลอดกำแพง หลังจากมั่นใจแล้วว่าของยังอยู่ดีเด็กชายก็ออกเดินทาง
เหล่าอันไม่มีแผนจะขายปิ่นดังนั้นเป้าหมายของเขาก็คือป่า ตระกูลหลี่เป็ตระกูลทหารดังนั้นจวนของพวกเขาจึงมิได้อยู่ติดกับค่ายทหารเท่านั้นแต่ยังอยู่ใกล้ประตูเมืองทิศตะวันตกด้วย ป่าทางทิศตะวันตกอาจไม่เป็ที่นิยมทั้งในหมู่นายพรานและนักหาของป่า แต่สำหรับเหล่าอันแล้วมันตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ว่าอย่างไรป่าก็คือป่า ถึงแม้ว่าจะมีสัตว์ป่าอยู่น้อยและพืชพรรณส่วนใหญ่ที่ขึ้นอยู่ในป่าแห่งนั้นจะเป็ต้นสนก็ตาม
การออกจากเมืองนั้นง่ายดายยิ่งสิ่งที่เหล่าอันต้องทำก็คือเดินออกไปเท่านั้น ไม่มีใครรู้สึกผิดสังเกตที่เด็กตัวเล็กๆ อย่างเขาเดินทางออกนอกเมืองเลยด้วยซ้ำ สองเท้าของเด็กชายก้าวเดินอย่างมั่นคงไปตามทาง คอยหลบเลี่ยงขบวนเกวียนเป็บางครั้งไม่นานก็มาถึงทางแยกขึ้้นสู่ซงซู่ซาน ูเาเตี้ยๆ ที่เต็มไปด้วยต้นสนจนดูเขียวขจีตลอดทั้งปี
เด็กชายค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวังไปตามทางขณะเดียวกันก็สอดส่องสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหาอาหาร เส้นทางบนเขาสนลูกนี้เกิดขึ้นจากทหารที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าระวังเหตุในหอสังเกตการณ์บนยอดเขาอยู่เสมอๆ ดังนั้นถนนดินเส้นนี้จึงแทบจะตรงดิ่งขึ้นสู่ยอดเขา มิได้แวะไปยังแหล่งน้ำหรือจุดน่าสนใจอื่นๆ เลย
เดินไปได้สักพักเหล่าอันก็จับััได้ถึงความผิดปกติขอต้นสนในบางจุด จึงเลี้ยวออกนอกเส้นทางและบ่ายหน้าไปยังสนต้นนั้นทันที เมื่อแรกเห็นมันก็เป็สนใหญ่ที่ดูปกติธรรมดา แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าใบของมันมีสีเขียวอมเหลืองแตกต่างจากต้นสนโดยรอบ เหล่าอันแผ่พลังธาตุไม้ของตนออกไปอีกครั้งเพื่อตรวจหาความผิดปกติแล้วเขาก็พบว่ารากสนบริเวณหนึ่งถูกรบกวน เด็กชายนั่งยองลงกับพื้น ขุดคุ้ยใบสนบนพื้นอยู่ครู่ก็พบสาเหตุที่ทำให้ใบสนเปลี่ยนสี
เห็ดหลากหลายขนาดงอกงามอยู่ใต้ชั้นใบสนที่ทับถมกันอยู่บนพื้น แน่นอนว่าบ่าวน้อยไม่รู้จักเห็ดเหล่านี้แต่การรับรู้ผ่านพลังธาตุไม้บอกกับเขาว่าสามารถกินเห็ดเหล่านี้เป็อาหารได้ ทันใดนั้นริมฝีปากของเด็กชายก็คลี่ยิ้มสดใส เขาหยิบผ้าผืนเก่าออกมาจากด้านในแขนเสื้อแล้วเปลี่ยนมันเป็ถุงด้วยการพับและมัดปมอย่างง่ายๆ จากนั้นก็เริ่มเก็บเห็ดที่พบใส่ลงไปโดยเลือกเฉพาะเห็ดดอกใหญ่ ส่วนเห็ดดอกเล็กเขาปล่อยไว้อย่างเดิมด้วยหวังว่าจะสามารถเก็บเห็ดจากที่นี่ได้อีก ในตอนสุดท้ายเหล่าอันถึงกับใช้ใบสนกลบหลุมเห็ดให้เหมือนเดิมด้วย
‘น่าจะมีเห็ดแบบนี้อีก’ เด็กชายบอกกับตัวเองแล้วออกค้นหาเห็ดต่อไปอย่างกระตือรือร้น เขาใช้พลังค้นหาเห็ดใน่แรกก่อนจะเริ่มจับทางได้ว่าตนต้องมองหาต้นสนที่มีใบสีออกเหลือง เมื่อนั้นเขาจึงไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังในการค้นหาเห็ดอีก
เหล่าอันค้นหาเห็ดอย่างเพลิดเพลินจนเผลอเดินลึกเข้าไปในป่าโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ก็เป็เพราะภูมิประเทศของป่าสนที่ยากจะจำแนกความต่างของป่าชั้นนอกกับป่าชั้นใน กว่าเด็กชายจะตระหนักว่่าเข้ามาในป่าลึกแล้วก็เป็ตอนที่กลิ่นคาวเืโชยมาแตะจมูก
มือที่กำลังจะขุดลงไปในกองใบสนชะงักไปในชั่วอึดใจนั้นเอง เซียนน้อยหันมองไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก แต่นอกจากป่าที่สงบเงียบไร้เสียงและการเคลื่อนไหวของสัตว์ใดๆ แล้วเขาก็ไม่พบอะไรอีกเลย อย่างไรก็ตามกลิ่นเืที่สยังคงรบกวนฆานประสาทอยู่ไม่คลายก็ทำให้เหล่าอันตัดสินใจแผ่พลังออกไปเพื่อนสำรวจหาความผิดปกติ และนั่นก็ทำให้เขาพบกลุ้มก้อนพลังงานที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เมื่อรู้สึกว่าก้อนพลังงานนั้นไม่เป็ภัยต่อตนเองเหล่าอันก็ออกค้นหาก้อนพลังนั้น พลังของเขาสามารถจับััตำแหน่งได้อย่างชัดเจนส่งผลให้เขาพบเป้าหมายภายในระยะเวลาไม่นาน ‘เห็ดอีกแล้วเหรอ?’ ชั่วขณะหนึ่งความคิดแปลกๆ ก็ผุดขึ้นในจิตใจของเด็กชายเพราะสภาพที่เห็นมีเพียงพื้นดินที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นใบสนเท่านั้น แต่เมื่อขุดคุ้ยลงไปข้างใต้เขาก็พบว่าต้นตอของพลังงานนั้นเกี่ยวข้องกับกลิ่นคาวเืที่ทำให้เขาหวาดระแวงก่อนหน้า
ท่ามกลางใบสนสีน้ำตาลเส้นเล็กละเอียดอันนั้นปรากฏร่างของกิ้งก่าสีดำตัวหนึ่งนอนขดอยู่อย่างน่าสงสาร ผิวกายสีหมึกองมันทำให้มองเห็นาแบนร่างกายเล็กจ้อยได้ไม่ชัดเจนนัก แต่กองเืรอบๆ ก็เป็หลักฐานอย่างดีว่ากิ้งก่าตัวนี้กำลังาเ็สาหัส
ภาพกิ้งก่าน้อยที่หายใจรวยรินอย่างน่าเวทนาทำให้เหล่าอันลืมนึกสงสัยไปเสียสนิทว่าเหตุใดเ้ากิ้งก่าตัวนี้จึงได้มีพลังงานที่คล้ายกันกับตน “ไม่เป็ไรนะข้าจะช่วยเ้าเอง” เด็กชายก้มลงไปบอกกับสัตว์ตัวเล็กที่แม้จะอ่อนแรงแต่ั์ตาสีอำพันคู่นั้นก็จับจ้องมองมาที่เขาอย่างระแวดระวัง หลังจากพูดจบ เหล่าอันก็ยื่นมือออกไปหมายจะประคองเ้าสัตว์น้อยขึ้นมา ทว่าทันทีที่แตะโดนผิวลื่นๆ ของมันเ้ากิ้งก่าน้อยก็กระตุกเกร็งไปทั้งตัว นั่นทำให้เขาไม่กล้าอุ้มกิ้งก่าน้อยขึ้นมา
“ทำอย่างไรดี?” คิ้วเล็กๆ ของเหล่าอันขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ากุศลที่เปลี่ยนเป็พลังทิพย์สามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายของตนได้ ไม่แน่ว่าบางทีเขาอาจใช้พลังทิพย์รักษากิ้งก่าตัวนี้ได้เช่นกัน
ไวเท่าความคิดมือเล็กๆ ก็ยื่นออกไปอีกครั้ง คราวนี้เ้ากิ้งก่าไม่เพียงแต่จ้องเขม็งอย่างหวาดระแวงแต่ยังส่งเสียงขู่อีกด้วย แต่นั่นก็มิได้ทำให้เด็กน้อยล้มเลิกความตั้งใจ เหล่าอันส่งยิ้มให้เ้ากิ้งก่าด้วยหวังว่าจะทำให้มันผ่อนคลายลง พร้อมกันนั้นก็พูดปลอบเ้าสัตว์ตัวจ้อยไปด้วย “ไม่ต้องกลัวนะ ข้าแค่จะรักษาแผลให้เ้า” กล่าวไปแล้วก็แตะปลายน้ิวลงบนิัอันปกคลุมไปด้วยเกล็ดและาแของกิ้งก่าน้อย กระแสพลังทิพย์ที่มีอยู่น้อยนิดในร่างเซียนฝึกหัดถูกส่งผ่านไปยังร่างเล็กจ้อยของกิ้งก่าผ่านปลายนิ้วนั้น
พลันกิ้งก่าที่ทำท่าขัดขืนและหวาดระแวงมาแต่แรกก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน สายตาที่จ้องมองเหล่าอันก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เด็กชายรู้สึกดีขึ้นมากที่เ้าตัวน้อยเลิกขัดขืนและตั้งใจส่งพลังทิพย์ไปให้อย่างไร้ซึ่งความตระหนี่หรือลังเลใจ อย่างไรก็ตามพลังทิพย์ของเหล่าอันดูะไม่ส่งผลใดๆ กับาแของเ้ากิ้งก่าเลยจนเด็กชายได้แต่นึกสงสัยว่าข้อสันนิษฐานของตนผิดมาั้แ่ต้น หรือการส่งมอบพลังของตนมีปัญหา ทว่าเขายังไม่ทันคิดหาคำตอบหรือลองใช้วิธีส่งพลังแบบอื่นก็มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นและดึงความสนใจของเหล่าอันไปเสียก่อน
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ มันเจิดจ้าเสียจนทำให้ผู้คนตาพร่า และเมื่อแสงนั้นจางหายไปก็ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งมาแทนที่ รูปโฉมของนางทำให้เหล่าอันตะลึงงันไปั้แ่แรกเห็น ทั้งงดงาม ทั้งอ่อนโยน และเปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างที่รูปปั้นเซียนหญิงใดๆ ก็ไม่อาจเทียบได้
“เสี่ยวเทียนเ้ามาอยู่นี่เอง” สตรีผู้นั้นพึมพำกับตัวเองขณะกุมมือไว้กลางอกก่อนจะทอดถอนหายใจยาวอย่างโล่งใจเมื่อเห็นว่าอาการาเ็ของร่างน้อยไม่แย่อย่างที่คิด ร่างบางถลาเข้ามาทรุดนั่งลงข้างเหล่าอัน สองมือยื่นออกไปประคองเ้ากิ้งก่าน้อยจากนั้นแสงสีขาวก็ส่องสว่างออกมาจากมือทั้งสองข้างของนาง เหล่าอันเห็นดังนั้นก็ล่าถอยออกมา เขาอาจไม่ทราบว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร แต่แค่มองด้วยตาก็พอจะรู้แล้วว่าสตรีผู้นี้ต้องรู้จักกับกิ้งก่าน้อย เด็กชายเดาว่าเ้ากิ่งก่าน้อยคงเป็สัตว์เลี้ยงของเซียนหญิงผู้นี้เป็แน่
เซียนหญิงถ่ายพลังปราณให้กิ้งก่าน้อยอยู่ครู่หนึ่งก็อุ้มร่างเล็กจ้อยขึ้นมาประคองไว้แนบอก ตอนนั้นเองที่นางหันมาสนใจเหล่าอัน
“เสี่ยวเซียนจื่อมีน้ำใจช่วยเหลือเสี่ยวเทียนของข้า ต้องขอบคุณจริงๆ” พร้อมกับพูดดวงแสงสีทองและขาวหลายสิบดวงก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของเซียนหญิงผู้นั้น และทั้งหมดลอยเข้าไปในปานรูปดอกบัวของเหล่าอัน อย่างไรก็ตามการตอบแทนของนางก็ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น “เสี่ยวเซียนจื่อเอ๋ย เ้ามีสิ่งใดที่ปรารถนาหรือไม่?”
“ผู้น้อยมิบังอาจ เพียงกุศลที่ท่านมอบให้ก็มากพอแล้วขอรับ”
“ได้อย่างไรกัน? เ้าช่วยชีวิตเสี่ยวเทียนเอาไว้ทั้งๆ ที่พลังทิพย์ก็มีอยู่น้อยนิด เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเ้าเกือบแตกดับไปแล้ว”
แน่นอนว่าเหล่าอันไม่รู้ว่าเพิ่งกระทำสิ่งที่เป็อันตรายต่อการคงอยู่ของตน และสีหน้ากับแววตาอันว่างเปล่าของเด็กชายก็แทนคำตอบได้เป็อย่างดีว่าเขาไม่ทันคิดถึงเื่นี้ เด็กชายจำได้เพียงว่าหากเขาไม่หมั่นสร้างกุศลสุดท้ายแล้วจิตก็จะแตกดับไป ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการใช้พลังทิพย์ที่ได้จากกุศลจะสามารถทำให้เขาแตกดับไปได้เช่นกัน
เซียนหญิงยิ้มอ่อนให้กับความไร้เดียงสาของเด็กชายก่อนเอ่ย “เด็กเอ๋ย เ้าควรจำให้ขึ้นใจว่าเซียนอย่างเราอยู่ได้ด้วยพลังทิพย์ คราวหน้าจงระวังให้มากกว่านี้ อย่าได้ใช้พลังทิพย์จนเกือบหมดเช่นนี้อีก”
แต่หากจะให้เขาละทิ้งชีวิตหนึ่งให้ตายไปต่อหน้าทั้งๆ ที่ยังมิได้ลงมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เหล่าอันก็รู้สึกไม่สบายใจที่จะทำเช่นนั้น
“หากเ้าอยากช่วยเหลือผู้คนแทนที่จะยืนมองเฉยหรือหันหลังให้ก็จงสั่งสมกุศลให้มากเข้าไว้ หรือไม่ก็กลั่นโอสถเตรียมไว้ให้มากหน่อย” เซียนหญิงคล้ายอ่านความคิดของเด็กชายได้จึงแนะนำอย่าใจกว้าง แล้วนางก็ทำท่าคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิเ้าเรียนรู้วิธีปรุงโอสถแล้วหรือยัง? แล้วเซียนซานของเ้าเล่า? มีผู้มอบให้เ้าแล้วใช่หรือไม่?”
“โอสถ? เซียนซาน?” เหล่าอันฟังแล้วก็ได้แต่ทวนคำพร้อมกับเอียงคออย่างฉงน “มิใช่ว่าเซียนฝึกหัดอย่างผู้น้อยต้องหมั่นสร้างกุศลเพื่อจะได้บรรลุเป็เซียนที่แท้จริงหรอกหรือขอรับ?”
“จริงอยู่ว่าการสร้างกุศลเป็สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเซียนอย่างพวกเรา แต่วิชาความรู้ต่างๆ เช่นการกลั่นโอสถนั้นก็มิอาจละเลยได้ ส่วนเซียนซานคือบ้านของเซียนอย่างเรา แม้จะเป็เพียงเซียนฝึกหัดก็ต้องไดู้เาเซียนอย่างน้อยสักลูกหนึ่ง” เซียนหญิงอธิบายพลางถอนหายใจ พักหลังมานี้เซียนผู้รับหน้าที่แนะนำเซียนฝึกหัดชักจะละเลยรายละเอียดต่างๆ ไปมากเหลือเกิน
“เช่นนั้นถือว่าข้าตอบแทนที่เ้าช่วยเหลือเสี่ยวเทียนด้วยสิ่งเหล่านี้ก็แล้วกัน” เซียนหญิงกล่าวพร้อมกันนั้นวัตถุหลายอย่างก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ของชิ้นแรกเป็ถุงผ้าไหมสีขาวปักลายดอกเหมยสีแดงเข้ม มันค่อยๆ ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าเหล่าอัน และเมื่อเด็กชายรับไปเซียนหญิงก็อธิบาย “นั่นคือถุงแสนกล มันสามารถจุสิ่งของได้มากกว่าขนาดที่เห็น ของที่ถูกเก็บไว้ในถุงนี้จะเก่าช้าลงกว่าปกติ หากเ้าเก็บน้ำเดือดเข้าไปภายในมันจะเริ่มเย็นลงภายในหนึ่งชั่วยาม มันสามารถเก็บอาหารได้ แต่เก็บสิ่งมีชีวิตไม่ได้ เ้าต้องจำกฎข้อนี้เอาไว้ให้ดี สำหรับตอนนี้ภายในถุงบรรจุไปด้วยตำราบันทึกศาสตร์การกลั่นโอสถและอุปกรณ์การปรุงยาต่างๆ ยังมีสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่งด้วยขอให้เ้าใช้พวกมันอย่างคุ้มค่า”
จากนั้นของชิ้นที่สองก็ลอยตามถุงแสนกลมา เหล่าอันจ้องมองสิ่งที่ดูเหมือนหยกสลักรูปูเาจำลองขนาดเท่านิ้วโป้งอย่างสนใจ และอีกฝ่ายก็ไม่ปล่อยให้เขาสงสัยอยู่นานนัก “นี่คือเซียนซาน ส่งพลังทิพย์เข้าไปเพื่อให้มันผูกกับจิติญญาแล้วมันจะกลายเป็ของเ้า เมื่ออยากเข้าออกก็ให้กำหนดจิตมั่นแล้วเ้าจะสามารถเข้าออกเซียนซานได้ดั่งใจ เวลาภายในเซียนซานลูกนี้เท่ากันกับโลกมนุษย์ อย่างไรก็ตามเมื่อเ้าเติมพลังทิพย์ให้กับมัน อัตราการเจริญเติบโตของพืช สัตว์ ตลอดจนการก่อตัวของแร่ต่างๆ จะเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเร็วกว่ากี่มากน้อยเ้าต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”
“ขอบคุณท่านมากขอรับ” เหล่าอันรีบประสานมือคำนับเซียนาุโ อีกฝ่ายเห็นท่าทีว่านอนสอนง่ายเช่นนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกเอ็นดู
“ข้ายังมอบของไม่ครบเลย เ้าจะรีบขอบคุณไปไย? อีกอย่างนี่เป็ของกำนัลแทนคำขอบคุณของข้าที่มีต่อเ้าต่างหาก” กล่าวแล้วก็ส่งป้ายไม้สองชิ้นให้เด็กชาย “ป้ายสองชิ้นนี้ใช้เดินทางสู่เทียนซื่อและโลกมนุษย์ เ้าจะได้ไม่ต้องนั่งเขียนอาคมเองให้เสียเวลา แล้วก็นี่ข้าให้เ้าเป็พิเศษกำไลผนึกภูต หากเจอภูตที่ถูกชะตาก็จงผนึกเขาไว้ด้วยกำไลนี้ แล้วภูตตนนั้นจะติดตามปกป้องเ้าไปได้ทุกหนแห่ง”
ของอย่างสุดท้ายคือกำไลลูกปัดไม้เรียบง่ายเส้นหนึ่ง เหล่าอันถูกใจในความเรียบง่ายของมันมากเพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็บ่าวคนหนึ่ง จะใช้ของหรูหราก็คงไม่เหมาะนัก
“ข้าต้องไปแล้ว เ้าจงใช้ของเ่าั้ให้เกิดประโยชน์ และดูแลตัวเองให้ดีด้วย” หลังจากมอบของตอบแทนความมีน้ำใจของเด็กชายครบตามที่ตั้งใจ้แล้วเซียนหญิงผู้นั้นก็เตรียมกลับสู่สรวง์ เหล่าอันเห็นเช่นนั้นก็รีบกล่าวขอบคุณและบอกลา เซียนาุโทำท่าจะย้ำอีกรอบว่าของเ่าั้คือของแทนคำขอบคุณ แต่เพราะนางได้ใช้งานอาคมไปแล้วจึงไม่มีเวลาเอ่ยอะไรอีก และเพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งเซียนหญิงท่านนั้นกับกิ้งก่าน้อยก็กลายเป็แสงหายไปจากสายตา
เหล่าอันยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก็ดึงสติกลับคืนมาได้ เขาบอกตัวเองว่าเื่ราวที่ได้พบเจอในวันนี้ช่างเป็ประสบการณ์ที่ยากจะพบเจอ และเด็กชายจะจดจำเอาไว้ในใจตลอดไป เพราะถึงอย่างไรก็ตามโอกาสที่เขาจะได้พบเซียนหญิงท่านนั้นหรือแม้กระทั่งกิ้งก่าน้อยของนางอีกก็น้อยเหลือเกิน
“ข้าควรรีบหาเสบียงให้ครบก่อนมืด” เหล่าอันบอกกับตัวเองแล้วก็รีบออกเดินทางตามหาเห็ดและวัตถุดิบอื่นๆ ที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้ต่อไป
ในตอนนั้นเด็กน้อยมิได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่เขาได้รับมาจากเซียนหญิงปริศนาผู้นั้นเป็ของล้ำค่าเพียงใด ตำราและอุปกรณ์การปรุงโอสถล้วนได้มาจากเซียนโอสถโดยตรง ต่อให้เรียกว่าเป็ของชั้นดีก็ยังเป็การิ่เกียรติเ้าของเดิม เซียนซานที่สามารถพัฒนาได้ตามระดับพลังทิพย์เองก็มิใช่ของที่จะหาได้ง่าย ธรรมดาแล้วหากเซียนผู้ใด้าเซียนซานที่ดีกว่าก็ต้องหาเซียนซานชิ้นใหม่ และไม่ต้องพูดถึงป้ายผ่านทางเลย ธรรมดาแล้วคงมีเพียงเซียนาุโหรือเซียนแต่กำเนิดเท่านั้นที่จะสามารถมีไว้ในได้
๐๐๐