ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 115 บุกสังหารยามวิกาล


            หลังจากทานอาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยจนกระทั่งมู่อวิ๋นจิ่นก้าวมายืนหน้าจวนฉวี นางก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ ยิ่งได้ยินฉวีซินเหยาชี้ไปว่าคนตระกูลฉินเป็นคนชั่วแววตาของมู่อวิ๋นจิ่นมิอาจซ่อนความสาแก่ใจไว้ได้

            ทางด้านฉู่ลี่เห็นเช่นนั้นได้แต่นิ่งสงบเดินขึ้นรถม้าไป จากนั้นมู่อวิ๋นจิ่นค่อยเดินตามหลัง

            เมื่อรถม้าเคลื่อนออกจากจวนฉวีชายชุดดำหลายคนได้สะกดรอยตามคนทั้งสองไป “แน่ใจว่าไม่ผิด?”

            “แน่ใจ ลี่เหนียงกำชับกำชาแล้ว”

            …

            หลังจากกลับมาถึงโรงเตี๊ยมลวี่อินมู่อวิ๋นจิ่นได้ชำระร่างกายแล้วนอนเล่นอยู่บนเตียง นางหลับตาลงช้า ๆ แต่ภายในใจกลับรู้สึกไม่สงบอย่างบอกไม่ถูก

            หลังจากเป่าเทียนจนดับลงแล้วนางก็หลับตาเตรียมตัวเข้าสู่ห้วงนิทรา

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดจู่ ๆ มู่อวิ๋นจิ่นกลับลืมตาในห้องที่มืดสนิทขึ้น ภายในแววตามีความแหลมลึกปรากฏขึ้น

            ภายใต้ความมืดมิดมู่อวิ๋นจิ่นรับรู้ถึงชายชุดดำปรากฏที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ที่หน้าประตู ทั้งยังเดินไปมาด้วยความเงียบเชียบแม้ว่าเสียงฝีเท้าแม้จะเงียบเพียงใด ทว่านางกลับสัมผัสได้ทุกย่างก้าวของฝีเท้านั้นที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาหาไม่หยุดหย่อน

            นักฆ่า?

            นี่เป็นสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นรับรู้ด้วยสัญชาตญาณแรก

            ด้วยเหตุนี้นางจึงลุกขึ้นมานั่งก่อนจะพุ่งตัวไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นอาศัยจังหวะที่ชายชุดดำยังไม่บุกเข้ามาเปิดหน้าต่างกระโดดลงไป

            ดึกดื่มป่านนี้ยังมีคนมาทำลับๆ ล่อ ๆ อยู่นอกห้อง หากไม่ใช่นักฆ่า ก็ต้องไม่ใช่คนดีเป็นแน่

            มู่อวิ๋นจิ่นกระโดดออกจากหน้าต่างไปแล้วถึงได้รู้ว่าชายชุดดำพวกนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะหน้าห้องของนางเท่านั้น ในเวลานี้ชายชุดดำได้ล้อมโรงเตี๊ยมลวี่อินไว้เกือบทุกด้าน

            “นางหนีไปแล้ว รีบตามเร็วเข้า!!!”

            มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงจากในห้องดังขึ้นนางหรี่ตาลงมองเห็นแสงจากคมดาบสะท้อนแสงจันทรารอบทุกทิศทาง

            เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนแขกคนอื่นที่เข้ามาพักมู่อวิ๋นจิ่นตัดสินใจใช้วิชาตัวเบาบินไปอีกทางหนึ่ง

            ชายชุดดำทั้งหมดต่างไล่ตามหลังนางไปยังทิศทางที่นางโผบิน

            หลังจากโผบินมาถึงพื้นที่กว้างแห่งหนึ่งมู่อวิ๋นจิ่นจึงหยุดใช้วิชาตัวเบา ชายชุดดำด้านหลังต่างก็หยุดลงล้อมนางเป็นวงกลม

            “ใครส่งพวกเจ้ามา?” นางอยากถามให้แน่ใจในเวลานี้

            ดูท่าแล้วศัตรูของนางนั้นมีมากมายเหลือเกิน

            “ไม่ต้องพูดนอกเรื่อง ข้ารับเงินทำงาน คืนนี้เป็นวันตายของเจ้า” หัวหน้าชายชุดดำพูดจบก็จับดาบทะยานเข้าใส่มู่อวิ๋นจิ่น

            มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกเบื่อกับประโยคซ้ำซากจำเจแบบนี้เสียเหลือเกินระหว่างนั้นนางกวาดสายตาประเมินไปโดยรอบ เห็นชายชุดดำจำนวนมาก เดิมทีนางอยากจะเป่านกหวีดให้องครักษ์ลับชุดม่วงออกมาแต่ในเมื่อยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนว่าจ้าง ทั้งไม่รู้ว่ารอบด้านมีหลุมพรางอะไรอื่นอีกหรือไม่หากเรียกองครักษ์ลับชุดม่วงมาเกรงว่าอาจตกหลุมพรางได้

            ในตอนนี้นางได้กำแส้หางหงส์ไว้แนบแน่นก่อนจะฟาดตวัดออกไปยังชายชุดดำที่ทะยานเข้ามา

            ขณะเดียวกันข้อมือของนางกลับเจ็บแปลบขึ้น รูปขนหงส์สีทองเรืองแสงขึ้นมาแล้ว

            ด้วยเหตุนี้นางจึงใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง

            เดิมทีหัวหน้าชายชุดดำหมายทะยานเข้าแทงมู่อวิ๋นจิ่นให้ถึงแก่ความตายแต่พอเห็นนางถือแส้หางหงส์ สีหน้าหัวหน้าชายชุดดำก็เปลี่ยนสีเล็กน้อย จากนั้นจึงตะโกนสั่งคนที่เหลือว่า“เร็ว ฆ่านางซะ!”

            “เหมี๊ยว…”

            เสียงร้องของแมวเหมียวดังขึ้นตามด้วยลำแสงสีชมพูและลำแสงสีทองสว่างไปทั่ว หลังจากนั้นมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งปรากฏกายยืนอยู่ข้างมู่อวิ๋นจิ่น

            ชายหญิงคู่นั้นมีเสื้อคลุมสีดำผืนใหญ่ปิดร่างกายรอบตัวมีแสงเรืองรอง เมื่อชายชุดดำเหล่านั้นเห็นก็พลันเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา

            “นางนี่มันมีคนช่วย แต่แค่สองคนเท่านั้น ไม่ต้องกลัวไป!” หลังจากหัวหน้าชายชุดดำตะโกนจบลงคนที่เหลือควักกริชพุ่งเข้ามาจู่โจมมู่อวิ๋นจิ่นจากรอบทิศ

            เหตุการณ์เบื้องหน้าในเวลานี้ต่างวุ่นวายไปหมด

            มู่อวิ๋นจิ่นสะบัดแส้หางหงส์ฟาดไปมารอบตัวจนชายชุดดำต่างไม่กล้าเข้าใกล้

            ในใจของนางตอนนี้ใคร่รู้เหลือเกินว่าใครที่ยอมลงทุนเป็นคนจ้างคนเหล่านี้มาเอาชีวิตของนาง

            ด้านพวกคนที่อยู่เมืองเตี๋ยฮวาน่าจะคิดว่านางพักฟื้นตัวอยู่ในจวนองค์ชายหก แต่น่าคิดว่านางเดินทางมาไกลถึงที่นี่ทำไมยังมีคนว่าจ้างชายชุดดำมาทำร้ายนาง รวมทั้งรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของนางอีกด้วย

            สรุปแล้วเป็นใครกันแน่…

            คิดไปคิดมามู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกหมดความอดทน จึงสะบัดแส้ไปรัดคอชายชุดดำมา

            ชายชุดดำถูกแส้รัดจนมิอาจขยับเขยื้อนตัวได้อีก

            มู่อวิ๋นจิ่นค่อยๆ บีบเพิ่มแรงทีละนิด พร้อมกับแสยะยิ้ม “บอกมา ใครใช้ให้พวกเจ้ามาทำร้ายข้า?”

            “หึ จะฆ่าก็รีบฆ่าได้เลย!” หัวหน้าชายชุดดำหลับตาลงเพื่อเตรียมตัวตาย

            มู่อวิ๋นจิ่นเยาะเย้ยขึ้นแววตาของนางเต็มไปด้วยความอำมหิต นางควักกริชออกมา หมายสังหารชายชุดดำให้ถึงแก่ชีวิตได้ทุกเมื่อ

            “ในใต้หล้าแห่งนี้ ยังมีเรื่องอื่นที่ทรมานมากกว่าความตายเสียอีก นั่นก็คือการตายทั้งเป็นยังไงเล่า!”มู่อวิ๋นจิ่นใช้กริชกรีดตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือข้อเท้าของชายชุดดำจนขาดสะบั้น

            จากนั้นนางจึงเก็บแส้หางหงส์ชายชุดดำคลานอยู่บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง แววตาเบิกโพลง นอนบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

            ทางด้านฉีฉี่กับซิวเม่ยที่จับชายชุดดำได้ต่างเลียนแบบมู่อวิ๋นจิ่นตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือข้อเท้าจนขาดสะบั้นไปตามกัน ทว่ายังไม่ถึงแก่ชีวิต

            หลังจากนั้นหัวหน้าชายชุดดำที่ยกดาบออกคำสั่งอย่างอำนาจล้นเหลือ ล้วนล้มพับลงกับพื้น ร้องครวญครางกันระงม

            “จะจัดการคนพวกนี้อย่างไรเจ้าคะ นายหญิง?” ฉีฉี่หันมาถามมู่อวิ๋นจิ่นแล้วมองไปที่คนพวกนั้น

            “พวกเจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ว่าจะไม่ปริปากบอกคนว่าใครเป็นคนว่าจ้าง?” มู่อวิ๋นจิ่นยืนเอามือพาดหลัง จ้องมองชายชุดดำ

            ทุกคนต่างไม่มีใครตอบกลับแม้แต่เสียงเดียว

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้…” มู่อวิ๋นจิ่นหันไปสั่งให้ฉีฉี่กับซิวเม่ย “ดูพวกมันให้ดีอย่าให้ตายไปก่อน พรุ่งนี้เช้าถอดเสื้อผ้าพวกมันทุกคน จากนั้นเอาไปโยนที่ถนนในเมืองเซินเย้า”

            “ข้าคิดว่าจะต้องภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง!!!”

            ฉีฉี่กับซิวเม่ยสบตากันแล้วพากันหันหลังกลับก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน

            ชายชุดดำพวกนั้นที่ล้มพับกับพื้นเมื่อได้ยินที่มู่อวิ๋นจิ่นสั่งการเช่นนั้น ต่างก็พากันมองนางด้วยสายตาที่หวาดหวั่นที่แท้นางช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมไม่เบา

            แต่เกียรตินั้นฆ่าได้หยามไม่ได้ในเมื่อต้องอัปยศอดสูเช่นนั้น สู้ปลิดชีพตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

            คิดได้ดังนั้นพวกมันต่างเลือกที่กัดลิ้นฆ่าตัวตาย

            ฉีฉี่กับซิงเม่ยต่างเตรียมแผนรับมือเป็นที่เรียบร้อยทั้งสองได้ใช้พลังควบคุมมิให้ชายชุดดำทุกคนอ้าปากได้

            “เอาล่ะ ดึกมากเกินไปแล้ว ข้าต้องกลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้รอฟังข่าวดีจากพวกเจ้าทั้งสอง”

            “คนบางคนจะเป็นนักฆ่าช่างไม่สมราคา ทำไมไม่เลือกเป็นคนฉลาดไหวพริบไว จะได้ไม่ต้องมาตายอย่างเปล่าประโยชน์”

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินไปพูดไปผ่านร่างชายชุดดำในระหว่างทางกลับ นางแสร้งทำเป็นเผลอเตะไปโดนเหล่าชายชุดดำที่นอนกองอยู่

            ชายชุดดำที่โดนเตะร้องอย่างโอดครวญเมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นตั้งใจเดินกลับไปจริง ๆ ในที่สุดก็ตะโกนขึ้นมา “ข้ายอมบอกแล้ว…”

            อีกด้านหนึ่งในมุมมืดมีร่างของชายสองคนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากระยะไกล ด้วยสายตาที่แปลกใจ

            “องค์ชาย สองคนนั้นเป็นจิตวิญญาณแมวกับนกกระเรียน เหตุใดถึงเรียกพระชายาว่านายหญิงได้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”

            “กลับกันเถอะ”

            “พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”

            …

            ระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นใช้วิชาตัวเบากลับนางเอื้อมมือม้วนปลายผมไปมา ภายในหัวคิดเรื่องที่ชายชุดดำคนนั้นบอก จนอดมิได้ที่จะหัวเราะเยาะเย้ย

            ดูท่าแล้วเป็นนางที่หาเรื่องเข้าตัวโดยแท้!

            ฉู่ชิงเฉียงเจ้าช่างไร้ความอดทนอดกลั้นเสียจริง ยังไม่ทันไรก็เลือกลงมือก่อนแล้ว!

            พอกลับมาถึงลวี่อินมู่อวิ๋นจิ่นก็เอนตัวนอนบนเตียงลงอีกครั้ง แต่ไร้ความง่วงใด ๆ จนกระทั่งฟ้าสางของอีกวันมาถึง

            เมื่อท้องฟ้าสว่างไสวด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้นางไปร่ำเรียนวิชาที่

            มู่อวิ๋นจิ่นรีบพยุงตัวลุกขึ้นมายืนเดินไปเกล้าผมและเปลี่ยนอาภรณ์

            หลังจากออกเดินทางแล้วมู่อวิ๋นจิ่นเดินลงไปชั้นที่สอง เห็นอาหารเช้าจัดเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ

            มู่อวิ๋นจิ่นยกโจ๊กขึ้นมาทานอย่างมีความสุข

            ในตอนนั้นเองฉู่ลี่เดินเข้ามาในห้อง ด้วยชุดคลุมสีดำ ดูแล้วให้ความรู้สึกเย็นชา และแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต

            “อรุณสวัสดิ์” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยทักทาย

            “อืม” ฉู่ลี่พยักหน้ารับ และมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด

            หลังจากทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยทั้งสองก็ไม่ได้สนทนากันแม้แต่ประโยคเดียว

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินออกมานอกโรงเตี๊ยมแอบชำเลืองมองทางหอบุหลัน แม้จะเปิดประตูเอาไว้ แต่กลับยังไม่มีแขกเข้ามา

            “พระชายา” ติงเสี่ยนเรียกมู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนนิ่งใจลอย

            มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะเย้ยแล้วหันมาสั่งติงเสี่ยนว่า“ไปร้านเสื้อผ้าก่อน”

            “ได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายา”

            ไม่นานนักรถม้ามาหยุดที่หน้าร้านเสื้อผ้ามู่อวิ๋นจิ่นกระโดดจากรถม้าวิ่งและเข้าไปด้านใน

            เจ้าของร้านเป็นสตรีวัยกลางคนเห็นมู่อวิ๋นจิ่นเดินเข้ามาจึงนางมองเพื่อประเมิน “แม่นาง ที่นี่มีชุดกระโปรงใหม่เพิ่งมาถึงอยากชมหรือไม่?”

            มู่อวิ๋นจิ่นส่ายหน้าปฏิเสธ“มีชุดของบุรุษหรือเปล่า?”

            พอได้ยินว่านางจะซื้อชุดบุรุษเจ้าของร้านจึงตอบนางด้วยรอยยิ้มว่า “มีแน่นอน อยากจะซื้อไปให้สามีใช่หรือไม่?”

            มู่อวิ๋นจิ่นยังคงส่ายหน้าปฏิเสธและไม่สนใจเจ้าของร้าน นางเดินเลือกเสื้อผ้าดูด้วยตนเอง

            ในที่สุดมู่อวิ๋นจิ่นก็เลือกดูชุดที่แขวนอยู่ โดยเลือกชุดสีเข้มสองสามชุด พลางหางตานางเหลือบเห็นรองเท้า

            “เอารองเท้าคู่นี้ด้วย”

            หลังจากที่เลือกเสื้อผ้ารองเท้า และห่อผ้าเป็นที่เรียบร้อย มู่อวิ๋นจิ่นก็ถือขึ้นรถม้าไป

            จากนั้นครึ่งชั่วยามรถม้าก็จอดลง

            มู่อวิ๋นจิ่นกระโดดลงก่อนหันไปบอกกับติงเสี่ยน “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”

            ติงเสี่ยนรับคำแล้วพารถม้าเดินทางกลับไป

            มู่อวิ๋นจิ่นถือข้าวของเดินเข้าไปในเรือนหลังคาจากเห็นอาจารย์เฟิงเสวียนนั่งรออยู่แล้ว

            พอเห็นมู่อวิ๋นจิ่นอาจารย์เฟิงเสวียนถลึงตาโตใส่ พลางต่อว่าต่อขาน “เจ้านี่มัน แค่วันที่สองยังกล้ามาสายขนาดนี้ไม่เคารพไม่เห็นหัวอาจารย์คนนี้อยู่ในสายตา…”

            อาจารย์เฟิงเสวียนยังไม่ทันต่อว่านางจนจบด้านหน้ากลับมีห่อผ้าลอยเข้ามาในอ้อมอกเขา

            เมื่อเปิดห่อผ้าออกเห็นเสื้อผ้าชุดใหม่หลายชุดกับรองเท้าหลายคู่ อาจารย์เฟิงเสวียนจึงก้มมองสารรูปตัวเองที่เสื้อผ้าขาดหลายแห่งทั้งรองเท้าเป็นรูใหญ่กว้าง

            “เหตุใดไม่ต่อว่าต่อขานไปเรื่อย ๆ แล้วเล่า?” มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วเห็นสายตาของอาจารย์เฟิงเสวียนอ่อนโยนขึ้น

            “ว่าสิ! ทำไมข้าจะไม่ต่อว่าเจ้าต่อ! อย่าคิดว่าซื้อของพวกนี้มาติดสินบนข้า ข้าจะยอมใจอ่อนอีกอย่างเสื้อผ้าและรองเท้าของข้ายังดี ๆ อยู่ เจ้าซื้อของใหม่มา เพื่อตั้งใจดูแคลนข้าใช่หรือไม่?”

            “ถ้าอย่างนั้นก็คืนศิษย์มา ศิษย์เตรียมรอเอาไปทิ้งอยู่!”

            “ข้าไม่คืน…”

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน