Ep 012 :: ทำเลทอง
เฟิ่งปิงและสุ่ยหลิวนั่งแช่อยู่ที่โต๊ะอาหารอยู่เป็นาน จากที่ตอนแรกไม่หิวตอนนี้เฟิ่งปิงเริ่มหิวและเริ่มโมโหแล้ว อาหารอร่อยรอนานไม่แปลก แต่นานเกินไปก็น่าเบื่อนัก
ซึ่งนับว่าเคราะห์ดีที่ก่อนนางจะะเิลงเพราะโมโหหิวอาหารก็มาพอดี นางสอบถามเสี่ยวเอ้อร์ว่าอาหารมีชื่อเรียกว่าอย่างไรบ้างแต่ก็ได้รับคำตอบแบบขอไปที
“คนเช่นนี้หากทำงานที่จวนต้องถูกพ่อบ้านเฉินเฆี่ยนจนหลังลายแน่เลยเ้าค่ะ”
“ผิดแล้วพี่สุ่ยหลิว คนเช่นนี้ที่จวนไม่รับเข้าทำงานหรอก”
“จริงด้วยเ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงชิมไปอย่างละหลายคำก็วางตะเกียบ อาหารเหมือนจะอร่อยแต่รสชาติซ้ำเดิมแทบทุกจาน ประหนึ่งว่าแค่เปลี่ยนวัตถุดิบเพียงเล็กน้อย แต่ใช้เครื่องปรุงและเครื่องเทศแบบเดียวกันเกือบทั้งหมด ทำให้กินไปนาน ๆ จะรู้สึกเบื่อ ชาที่ดีที่สุดก็เป็ชาที่นางกินประจำเมื่ออยู่ที่จวน ขนมเองก็ไม่ต่างกันนัก
...ส่วนราคานั้นนับว่าแพงจนกระเป๋าเงินชาวบ้านธรรมดาแทบไม่อาจเอื้อม
นางรู้อยู่แล้วว่าอาหาร ชา และของว่างในจวนแม่ทัพทุกอย่างที่นางได้ทานล้วนเป็ของชั้นดีราคาแพง ทุกจานย่อมเป็ของที่ขึ้นขายในร้านหรูได้ทุกอย่าง แต่นางคาดหวังว่าเหลาอาหารอันดับหนึ่งจะมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้
...อย่างน้อยก็อยากให้มีความแตกต่างที่ทำให้ชนชั้นสูงรู้สึกประทับใจได้มากกว่านี้หน่อย เพราะถ้ามีแค่นี้นางให้คนครัวที่บ้านทำให้ทานก็ย่อมได้ พวกขุนนางหลาย ๆ บ้านก็คงเหมือนกัน พวกเขามาทานที่นี่เพื่อโอ้อวดว่ามีเงินในกระเป๋ามากมายเสียมากกว่า
เฟิ่งปิงตั้งใจว่าจะเรียกให้ลั่งเฟ่ยมาทานด้วยกัน แต่ก็ติดว่าตนเองกำลังทำโทษเขาอยู่ที่แอบตามมาโดยไม่บอกไม่กล่าว นางกำชับไปว่านางไม่ได้ว่าอะไรในความภักดีและเป็ห่วงที่มีให้ แต่นางไม่ชมชอบการกระทำลับ ๆ ล่อ ๆ
...เช่นนั้นก็ให้ยืนดมกลิ่นอาหารต่อไปเถิด..
ว่าไปแล้วอาหารที่ทำง่ายราคาไม่แพงแต่เลิศรสก็มีอีกมากมาย คิด ๆ แล้วเฟิ่งปิงสามารถนึกอาหารข้างทางจากชีวิตก่อนมาปรับเปลี่ยนให้เป็อาหารในภัตตาคารสุดหรูได้เยอะแยะไปหมด เช่นนี้การจะเปิดธุรกิจอาหารคงง่ายกว่าที่คิดเอาไว้แต่แรกมากโข
“คุณหนูไม่ทานแล้วหรือเ้าคะ?”
“อือ ข้าอิ่มแล้วล่ะ”
นางใช้ผ้าแพรปิดใบหน้าซีกล่างตามเดิม พอตั้งใจจะจ่ายเงิน ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งท่าทางเ้าสำอางเดินมาหยุดที่ข้างโต๊ะ ดวงตาของเขาเป็ประกายแวววาวด้วยความเ้าเล่ห์
เฟิ่งปิงเพียงเหลือบมอง แต่หาได้แสดงความสนใจ
“เช่นนั้นให้ข้าเลี้ยงอาหารคุณหนูน้อยผู้งดงามได้หรือไม่?”
“ไม่ล่ะเ้าค่ะ ขอบคุณในความหวังดี”
นางปฏิเสธโดยไม่ยั้งคิด มือเล็กวางเงินทิ้งไว้ก่อนจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป ทิ้งให้คุณชายยืนงงไม่น้อยแต่พอจะไล่ตาม ลั่งเฟ่ยก็ยืนขวางพลางยักคิ้วกวน จนเขาได้แต่ยอมแพ้ด้วยความเดือดดาล
...
“ข้าพูดความจริง!! เ้าพวกขี้โกง!!”
หลังก้าวเท้าออกจากเหลาอาหาร เสียงดังเอะอะจากด้านนอกนั้นดังกว่าปกติ แต่เห็นหลายคนทำท่าเหมือนเป็เื่ธรรมดาก็ทำให้นึกสงสัยหน่อย ๆ
สุ่ยหลิวทำท่าจะเข้าไปถามให้ หากแต่เฟิ่งปิงนั้นสะกิดคนข้างตัวเอาง่ายกว่า
“ท่านป้า มีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเ้าคะ?”
“อยากรู้หรือเด็กน้อย นั่นน่ะบุตรชายคนเล็กกิจการร้านอาหารไฉ่เซียงเหลาด้านตรงข้ามน่ะ วันนี้ก็ออกมาว่าร้ายจิ่วเจี้ยโหลวอีก มาทุกวี่ทุกวัน ประณามว่าจิ่วเจี้ยโหลวทำร้ายบิดาตนจนแขนขาหัก ไม่อาจเปิดกิจการได้ ซึ่งก็ไม่มีใครเชื่อหรอก จิ่วเจี้ยโหลวเป็โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ข่าวลือน่ะมีมากมายนัก”
“ลูกชายคนนั้นไม่ทราบว่าอายุเท่าใดแล้วหรือเ้าคะท่านป้า”
“พึ่งเจ็ดแปดขวบกระมัง”
เฟิ่งปิงเห็นว่าหญิงสาวไม่สนใจจะตอบคำถามใด ๆ ของตนอีกก็ไม่คิดรบเร้าให้มากความ ถามอันใดก็ไม่ได้มีความหมายนักเมื่อฟังดูก็รู้ว่าสตรีผู้นี้เข้าข้างฝ่ายที่มีชื่อเสียงกว่า
นางแทรกตัวผ่านกลุ่มคนที่ไม่ได้แออัดเท่าไหร่ ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่หน้าร่างเล็ก ๆ ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นโคลน หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้มีรอยช้ำทั่วตัว
“เด็กน้อยโง่เขลาที่ทำอันใดไม่ได้เช่นเ้า ทำไมจึงกระทำเื่ไร้ความหมายให้ตัวเองต้องถูกไล่ตี กระทำเช่นนี้หากจิ่วเจี้ยโหลวแจ้งทางการว่าเ้าขัดขวางกิจการของเขา เ้าอาจจะต้องโดนจำคุกนะ”
“พวกมันทำร้ายบิดาข้า ข้ามาเพื่อประณามการกระทำของพวกชั่วช้า ทวงคืนความยุติธรรมให้บิดาที่ถูกลอบทำร้าย ข้าทำเื่ไร้ความหมายอย่างไร!?”
เห็นเด็กน้อยผุดลุกพรวดมาต่อปากต่อคำกับคุณหนูของตนปาว ๆ สุ่ยหลิวก็ยิ้มบางด้วยรับรู้ว่าเ้านายต้องถูกใจเด็กน้อยตรงหน้าเป็แน่ นางแสร้งก้าวมาบังด้านหน้าคุณหนูเพื่อบ่งบอกฐานะที่สูงศักดิ์กว่าให้เด็กที่คลุกฝุ่นได้รู้
“กล้าต่อปากต่อคำกับคุณหนูรึ!”
“แล้วอย่างไรเล่า! ข้าจะพูดแล้วจะทำไม! ข้าหาได้พูดสิ่งใดผิด!!”
เด็กน้อยผู้นี้...ใจกล้ามาก
เฟิ่งปิงระบายยิ้มหลังผ้าขาว เดินขึ้นไปในระนาบเดียวกับสุ่ยหลิว ยกมือเรียวขาวผ่องลูบศีรษะเล็กที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นของอีกฝ่ายด้วยท่าทีปกติ ไร้ซึ่งความรังเกียจ น้ำเสียงอ่อนลงมากจนเด็กน้อยสะอึกนิ่งไปคล้ายต้องมนตร์
“ข้าไม่ชอบคนโง่เขลา แต่ชมชอบผู้กล้าหาญ พาข้าไปพบบิดาเ้าทีสิ”
“...อะ..โอ้”
เด็กน้อยผู้โง่เขลาทว่ากล้าหาญกลับไปที่ร้านของตนด้วยสภาพที่มีาแเต็มตัว ซ้ำยังสกปรกเปรอะเปื้อนเหมือนเช่นทุกที ที่แปลกไปคือมีผู้ตามกลับมาด้วยถึงสองคน (ลั่งเฟ่ยยืนเฝ้าหน้าร้าน)
เฟิ่งปิงแจ้งความ้าคุยกับเ้าของร้านที่ตอนนี้นอนนิ่งไม่อาจขยับตัวได้ ซึ่งบุตรชายคนโตเมื่อได้ฟังก็แปลกใจแต่ก็พาไปพบบิดาให้ด้วยคิดว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็เพียงเด็ก ซ้ำยังเดินเข้ามาอย่างถูกต้อง คงไม่เป็อันตราย
ตัวบิดาที่นอนเจ็บนั้นแม้จะไม่อาจลุกยืน เขาแปลกใจที่เห็นเด็กน้อยแปลกหน้า ทว่าพอรู้เื่ที่เกิดขึ้นก็พยายามก้มหัวขอบคุณ เฟิ่งปิงคิดว่าคำพูดคำจานั้นนับว่าเข้าตา ดูแล้วเป็คนที่มีความคิดและความรู้พอควร
“เป็คุณหนูหรือที่ช่วยห้ามปากเ้าลูกชายของข้าไว้ ข้าน้อยผู้แซ่ไฉ่ขอขอบคุณ”
“ช่วยหรือ ไม่หรอก ข้าไม่ได้ทำอะไรสักนิด จะว่าไปสิ่งที่เขาพูดนั้นฟังดูน่าสนใจ ไม่ทราบว่าเป็ความจริงแค่ไหนที่ท่านาเ็เพราะลูกไม้สกปรกของจิ่วเจี้ยโหลว และหากเป็ความจริง ไยจึงไม่ไปร้องเรียนกับทางการ?”
“...เหอะ ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์และไม่มีหลักฐานเอาผิดที่แน่นอน มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังมีเส้นสาย ต่อให้ข้าแบกร่างที่ปวกเปียกนี้ไปลั่นกลองร้องทุกข์ ก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก”
ชายวัยกลางคนว่าด้วยสีหน้าคับแค้น แต่ว่าก็สิ้นไร้หนทาง ทั้งแขนขาของเขานั้นไม่อาจขยับจนได้แต่นอนอยู่บนเตียงมานานนับเดือน มิหนำซ้ำยังรู้ดีว่าไม่อาจทวงคืนความเป็ธรรมให้ตัวเองได้
แม้ลูกชายเขาจะพยายามป่าวประกาศความจริงแค่ไหน ก็มีแต่จะถูกทุบตีเพราะไปสร้างความรบกวนให้ชาวบ้านและถูกลงโทษเนื่องจากขัดขวางกิจการของคนอื่นเท่านั้น เขาห้ามลูกชายแล้ว แต่ว่าเ้าเด็กบ้านั่นช่างไร้ความเกรงกลัวจนห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่ฟัง
เฟิ่งปิงลอบมองเขาอย่างประเมิน ในใจมั่นใจไปแล้วกว่าหกส่วนว่าเขาคงไม่โกหก การตัดคู่แข่งในสายงานเดียวกันมีให้เห็นจนกระทั่งยุคปัจจุบัน ในยุคโบราณเช่นนี้การจะจับมือใครดมก็ยิ่งยาก จะยื่นมือเข้าไปช่วยก็ใช่ว่าจะมีหลักฐานหลงเหลืออยู่
“แล้วที่คุณหนูเข้ามาหาข้าเพียงเพราะอยากรู้เื่นี้หรือ?”
“ไม่หรอก อันที่จริงข้าถูกใจทำเลร้านนี้นะ ดังนั้นข้าจึงมีข้อเสนออะไรสักเล็กน้อยจะคุยกับท่านจึงได้ขอเข้ามาพบ”
“ข้าไม่ใคร่เข้าใจความหมายแต่ยินดีรับฟัง”
“ข้าอยากจะสร้างร้านนี้ขึ้นมาใหม่ ไฉ่เซียงเหลาของท่านภายใต้การดูแลของข้า รับรองได้ว่าจะต้องโด่งดังยิ่งกว่าจิ่วเจี้ยโหลวเสียอีก”
ชายคนเจ็บนิ่งงันไป มองไปยังดรุณีที่พูดเื่การค้าหน้าตาเฉย ดูเปี่ยมความมั่นใจยิ่งกว่าตัวเขาที่อยู่ในวงการอาหารทั้งยังทำการค้ามาหลายสิบปีเสียอีก
“...ยากเย็นยิ่ง จิ่วเจี้ยโหลวมีชื่อเสียงมาก เพียงทำเลนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามร้านนั่นก็หมายความว่ายากที่จะกอบโกย ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนไปหาจิ่วเจี้ยโหลวมากกว่า อีกทั้งต่อให้ชนะได้ อีกฝ่ายก็จะเล่นไม่ซื่อ...”
“ผิดแล้ว คู่แข่งเช่นจิ่วเจี้ยโหลวจะช่วยกอบโกยเงินให้เราต่างหากเล่า ชื่อเสียงดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะตกต่ำไม่ได้นะ ยิ่งการบริการแย่ราคาแพงคิดหรือว่าชาวบ้านจะทนใช้บริการได้ตลอด แล้วข้าหาได้กลัวอีกฝ่ายเล่นไม่ซื่อไม่ ถ้ากล้ากระทำสิดี ข้าจะได้มีหลักฐานเอาผิดพวกนั้นได้”
เ้าของร้านไฉ่เซียงเหลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกหน
“ที่นี่ทรุดโทรมแล้ว”
“ข้าปรับปรุงได้ จะให้หรูหรากว่านี้นับสิบเท่าก็ยังไหว”
“ไร้คนงาน”
“ข้าจัดเตรียมได้ จะหาคนงานสักกี่คนก็หาได้ลำบากไม่”
“...ความจริงไม่ง่ายดายดังปากพูดนะคุณหนูน้อย”
“แต่ข้ากระทำได้จริงตามที่ข้าพูด ถ้าท่านสนใจเราจะเป็หุ้นส่วน กำไรจะถูกจัดแบ่งอย่างเหมาะสมในขณะที่ความเสี่ยงทั้งหมดข้าจะรับไว้เอง ในขณะที่ถึงแม้ท่านจะไม่สนใจเป็หุ้นส่วน ข้าก็จะซื้อร้านนี้ต่อจากท่านอยู่ดี”
“...”
“ในสภาพเช่นนี้อย่างไรท่านก็เปิดร้านไม่ได้ รายได้ไม่มี หากแต่รายจ่ายยังมีทุกวัน แม้จะเปิดร้านได้แต่ชื่อเสียงก็ตกต่ำจนอาจจะไร้ลูกค้า หรือไม่ก็ถูกเล่นงานลับหลังอีก แล้วสักวันเงินเก็บก็ต้องหมดไปเป็แน่ แต่ข้ามีทรัพย์สินและอำนาจ...เชื่อเถอะข้ากระทำได้ทุกอย่าง”
“...”
“ทางเลือกสองทางนี้ จะอยากรับเงินระยะยาวหรือรับเงินเพียงก้อนเดียวแล้วไปทำกิจการที่อื่น ท่านน่าจะรู้ว่าทางไหนดีกว่าใช่หรือไม่?”
เฟิ่งปิงว่าพลางส่งยิ้มละไมใต้ผ้าขาวบาง นางรู้ว่าตอนนี้นางมีอำนาจในการเจรจามากกว่าอีกฝ่ายเป็ไหนๆ
“ท่านช่างเป็คุณหนูที่โหดร้ายนัก เมื่อกล่าวเช่นนั้นข้าจะมีตัวเลือกอื่นได้อย่างไร”
ตัวชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ มุมปากมีรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่แทบมองไม่เห็น
นับว่าเป็โชคดีในโชคร้ายกระมังที่อยู่ ๆ ก็มีโอกาสหยิบยื่นมาให้ หากพลาดเขาก็คงไม่แคล้วเป็คนโง่ปล่อยให้ตัวเองและครอบครัวล่มจมพากันอดตาย อีกทั้งเพียงมองดูก็รู้ว่าการตัดสินคนจากอายุไม่ใช่เื่ดีแน่ ยิ่งฝีปากเก่งเปี่ยมด้วยความมั่นใจ พูดดีมีเหตุผล ยิ่งนางมั่นใจว่ามีทุนทรัพย์เพียงพอเช่นนี้ ก็คงต้องลองดูสักที
...ต่อให้ไปไม่รอดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรแล้วรอวันต้องขายร้านทิ้งไปเฉย ๆ
“งั้นเพื่อเป็นิมิตหมายอันดี ข้าจะหาคนมารักษาแขนและขาให้ท่านจะได้หายเร็ว ๆ” เด็กสาวยิ้มบาง “ข้าชมชอบผู้ที่มีวิสัยทัศน์เช่นท่านนัก”
เชื่อคำคนพึ่งเคยพบก็จริง แต่เื้ัใบหน้าเหนื่อยล้านั่นมองนางได้ขาดไม่เลว...
แต่ว่านางก็หาใช่ลูกหงส์ที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายกอบโกยจากนางไปเพียงฝ่ายเดียวหรอกนะ นางไม่ใช่พวกใจบุญขนาดช่วยใครโดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วก็ใช่ว่าจะเชื่ออีกฝ่ายทันทีโดยไม่ตรวจสอบอันใดด้วย ขอเพียงอีกฝ่ายเป็คนไม่ดีแม้เพียงนิด ข้อเสนอจากนางจะหายไปทันที
...ที่ยังยื่นข้อเสนอให้แต่ต้นก็เพราะนางยังอยากได้คนเก่า ๆ ที่รู้งานดีอยู่แล้วไว้ทำงานให้หรอก การปั้นคนใหม่ทั้งหมดน่ะมันเสียเวลาและเสียเงินมากเกินจำเป็น่ะสิ
“คำชมจากท่านข้าน้อยมิกล้ารับ”
“ท่านสมควรได้รับ ถึงจะช้าไปเสียหน่อย แต่ถ้าอย่างไรข้าขอทราบนาม”
“ข้าไฉ่ไท้ แล้วท่าน?”
“หยางเฟิ่งปิง”
“คุณหนูจากจวนแม่ทัพ?”
คำพูดราวกับรำพึงอย่างไม่มั่นใจเรียกรอยยิ้มบางจากเด็กน้อย ไฉ่ไท้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้มั่นใจนัก ทั้งเงินทุนและอำนาจที่นางมีนั้นมีมากเกินพอ และหากมีจวนแม่ทัพอยู่เื้ั ต่อให้จิ่วเจี้ยโหลวอยากเล่นไม่ซื่อก็คงไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น
“ท่านทำอันใดบิดาข้า?”
“เพียงแค่ตกลงอะไรบางอย่าง ไฉ่จือเด็กโง่สนใจหรือ?” เฟิ่งปิงลูบหัวเด็กชายที่ทำหน้าขู่ใส่นางด้วยรอยยิ้มยกมือสองข้างขึ้นเมื่อเห็นท่าทางไม่ยินยอม “หากปิดกิจการเ้าและครอบครัวก็จะแย่ ข้าก็แค่มีข้อเสนอไปเสนอให้เขาและเขายินยอมตอบตกลง วันนี้เมื่อเ้ากลับบ้านค่อยถามบิดาเ้าอีกทีแล้วกันนะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบครุมเครือ เด็กชายน้อยนามไฉ่จือก็มุ่ยปาก แต่ก็เก็บท่าทางตนเองทำหน้าที่ไกด์ทัวร์ให้ดรุณีทั้งสองต่อตามที่บิดาสั่งมา
“เช่นนั้นวันนี้ท่านอยากจะไปที่ใด”
“ทำเลดี ๆ สำหรับตั้งกิจการ”
คำตอบกว้างขวางของเฟิ่งปิงทำเอาไฉ่จืองุนงงไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ตีความเป็สถานที่ที่สามารถตั้งร้านค้าได้ทุกที่ ไม่ว่าจะใจกลางตลาดหรือนอกเมือง เรียกได้ว่าเดินกันขาลากเลยทีเดียว นับว่ายังดีที่ลั่งเฟ่ยที่ทำตัวเป็อากาศธาตุตลอดมารีบจัดเตรียมรถม้าให้
…
“ร้านที่ปิดไปนั่นคือ?”
“ร้านผ้าไหมผู่ฝู เห็นว่าโดนขโมยสินค้าที่ส่งมาจากต่างเมือง อีกทั้งลายปักยังซ้ำเดิมไม่เป็ที่นิยม สุดท้ายก็ขาดทุนจนต้องปิดกิจการ ย้ายออกไปบ้านนอกแล้ว”
“ที่ดินว่างแถบนี้ล่ะ?”
“ของจวนสกุลหลิว แบ่งขายอยู่ หากแต่ราคานั้นแพงมากเพราะมันติดกับเขตขุนนาง คนรวยเต็มไปหมด ถ้าอยากได้ต้องติดต่อกับพ่อบ้านของเ้าของจวน เงินไม่ถึงอย่าได้คิดสนใจ”
“แล้ว...?”
“บางทีคุณหนูน้อยเช่นท่านก็ควรหยุดถามข้าสักชั่วน้ำเดือดก็ยังดีนะขอรับ!”
เฟิ่งปิงไปทั่วเท่าที่เวลาที่มีจะอำนวย เด็กน้อยรอบรู้มากจนนางทึ่งไปนิดหน่อย เขาเหมือนคลังข่าวสารในเมืองหลวงเดินได้ ซ้ำยังฉลาดกล้าหาญและพร้อมพุ่งชนความยากลำบาก อยากเห็นนักว่าโตมาจะเป็เช่นไร ถ้านางสอนเขาดี ๆ เขาอาจจะโตมาเป็เหมือนเฟยเฟิ่งปิงคนที่สองก็ได้
...คิดไปแล้วก็น่าลองจริง ๆ
“คุณหนูคิดว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ?”
“ก็ดีนะ มีหลายที่ที่น่าสนใจ”
“คุณหนูลองบอกข้าหน่อยได้ไหมเ้าคะ?”
“พี่อย่าพึ่งรู้เลย เดี๋ยวจะใเสียเปล่า ๆ”
“โธ่”
สุ่ยหลิวต้องใอยู่แล้วถ้ารู้ว่าเฟิ่งปิงคิดจะลองไปหมดเสียทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ร้านอาหารเมื่อเช้าเท่านั้น ขอเพียงน่าสนใจและโอกาสอำนวยนางจะทำทุกอย่างที่นางคิดว่ารุ่ง
“ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ๆ พรุ่งนี้ช่วยเรียกป้าฉิงฉิง ลุงฟงผิน แล้วก็พี่ตี้ถู่มาหาข้าหน่อย”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
นางพบเจอทำเลดี ๆ หลายที่ที่เหมาะแก่การเปิดร้านค้าหลายแบบ เพียงแต่ตัวนางยังไม่สามารถเข้าไปสอบถามใด ๆ ได้ เพราะอายุนับว่าไม่เหมาะสม นางจึงได้แต่คิดไว้แล้วรอให้ป้าฉิงฉิง ลุงฟงผิน สองสามีภรรยาที่คอยดูแลบ้านเด็กกำพร้าอยู่มาจัดการให้ แล้วก็หนุ่มน้อยผู้ติดตามตี้ถู่ที่ฉลาดเกินวัยรวมถึงได้รับคำสั่งสอนจากนางไปเป็ผู้ช่วยอีกที
นางจะไม่ออกหน้า แต่จะคอยควบคุมดูแลจากเื้ั ผู้ที่รู้ขอเพียงคนไว้ใจได้ หรือถ้าเจอพวกปลาเน่าในเข่งก็แค่ตัดทิ้งก่อนจะเน่าทั้งเข่ง
“เงินเบี้ยหวัดของข้าตอนนี้ตกเดือนละเท่าไหร่?”
“มากขึ้นทุกเดือนจนคุณหนูเลิกสนใจไปสักพักแล้วเ้าค่ะ”
นางมีหลายสิ่งที่คิดจะทำดังนั้นปัญหาก็มีมากมาย ในการทำธุรกิจแรกสุดคือปัญหาต้นทุน หรือจะบอกว่าไม่นับเป็ปัญหาสำหรับนางดี เพราะที่ตัวนางมีสินทรัพย์มากพอติดตัวมาใช้แลกเป็เงินในชาตินี้แบบเหลือแหล่ ครอบครัวเองก็มีเงินให้ถลุงเล่นไม่รู้หมด
...ต่อให้ล้มเหลวเสียหน่อยก็หาได้กระทบคลังจวนแม่ทัพไม่ แต่นางก็ไม่คิดทำกิจการโดยคิดว่าตัวเองจะล้มเหลวอยู่แล้วล่ะนะ
...เอาไว้พอมีกำไรนางค่อยมาคืนพร้อมดอกเบี้ยก็ยังได้
ปัญหาคนงานก็ไม่ยากที่จะจัดการเลย เพราะเมื่อมีคนรวยก็ย่อมมีคนจน ซ้ำยังมีเป็จำนวนมากเมื่อเทียบกับคนรวย ดีเสียอีก คนด้อยโอกาสมักไม่เกี่ยงงาน หนักเอาเบาสู้
“เด็ก ๆ ที่บ้าน...เวลานี้...”
“มากร่วมสามร้อยคนเ้าค่ะ เกือบร้อยห้าสิบคนในนั้นอายุเกินสิบห้าแล้วเ้าค่ะ”
“แล้วที่ไม่เด็ก?”
“ลุงป้าที่ไร้บ้านไร้ลูกหลานไร้ญาติขาดมิตร พูดคุยสื่อสารได้ มีความรู้ ไม่ถึงกับแก่ชรา ทำงานไหว อยู่ที่ประมาณห้าสิบคนเ้าค่ะ”
“อืม... เท่าที่วันนี้ไปดูความสามารถก็นับว่าเข้าขั้นแล้ว ...เพียงแต่พี่มั่นใจแค่ไหนว่าพวกเขาเ่าั้จะภักดีต่อข้า?”
“เอาหัวเป็ประกันเ้าค่ะ ทุกคนต่างสำนึกในบุญคุณที่คุณหนูหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขามีชีวิตใหม่กันทั้งนั้น”
พนักงานชั้นเลิศก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกล เด็ก ๆ กำพร้าที่นางปั้นมาเองกับมือ รวมถึงคนที่นางช่วยเหลือไว้ในบ้านหลังนั้นอย่างไรเล่า ถึงจะยังไม่เก่งที่สุด แต่ประสบการณ์จริงก็ต้องหาจากการทำงานจริงทั้งนั้น จะให้คอยเลี้ยงไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลยไม่ได้หรอก
...ถ้าปริมาณคนงานไม่เพียงพอจริง ๆ นางค่อยไปหาจากเมืองอื่นมาเพิ่มก็ได้
“พี่สุ่ยหลิวว่าข้าฉลาดหรือไม่?”
“ถ้าคุณหนูไม่ฉลาด ก็อย่าได้หาผู้มีปัญญาเลยเ้าค่ะ”
ความฉลาด กลโกง กลยุทธ์แท็กติกการค้าขาย นางมีเทคนิคั้แ่ของอดีตไปจนถึงยุคปัจจุบันที่ห่างไกลจากเวลานี้นับสองพันปี
...สู้ผู้อื่นไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป!
เหมือนแทบจะไร้ปัญหาในเส้นทางสู่กองเงินกองทองของหยางเฟิ่งปิงในชาตินี้ เมื่อลองคำนวณดูคร่าว ๆ ถ้าทั้งหมดเป็ไปตามที่นางคิดทุกอย่าง นางจะเป็มหาเศรษฐีที่อายุเยาว์ที่สุดในแคว้นฉินภายในเวลาเพียงแค่สองสามปี!
และใน่เวลานั้นนางคงปั้นคนมาเป็กองกำลังคุ้มกันตัวเองที่มีฝีมือได้พอสมควร หากเป็เช่นนั้นนักฆ่ากระจอกก็ไม่น่าหวาดกลัวอีกต่อไปเช่นกัน!
...นี่ล่ะสกิลพาสซีพเฉพาะตัวของตัวเอกล่ะ!
…
“อ๋อ ท่านไห่ช่วยตรวจสอบเื่เ้าของร้านไฉ่เซียงเหลาให้หน่อยนะเ้าคะ แล้วก็ท่านเถิง ท่าเปียว กรุณาเก็บเื่นี้เป็ความลับด้วย ถึงเวลาอันสมควรข้าจะบอกท่านพ่อท่านแม่เอง”
นางกล่าวลอย ๆ แม้จะไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเหล่าเงา แต่นางก็รับรู้ว่าเขาเข้าใจและพร้อมจะปฏิบัติตาม
คล้ายว่าในแผนการของเฟิ่งปิงนั้นจะมีแต่เื่ดี ๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าพายุฝนที่ตั้งเค้าได้ซัดสาดเข้ามาแล้ว...
ในเช้าวันหนึ่ง... ที่จุดเริ่มต้นเป็เพียงจดหมายด่วนฉบับหนึ่งของหยางเอ่อคังที่เร่งรีบควบขี่อาชาออกไปเมื่ออาทิตย์ก่อน โดยให้เหตุผลว่างานตรวจเขตปกครองทหารเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการให้เสร็จ
“...ท่าน..พี่”
หงเหลียนฮวาใบหน้าซีดขาว นางกำแผ่นกระดาษจดหมายแน่นจดยับยู่ยี่ รำพึงด้วยความเ็ปใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดลงกับพื้น ภาพเบื้องหน้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด เสียงสุดท้ายที่นางได้ยินนั้นคือเสียงร้องะโของธิดารักของนาง
“ท่านแม่!!!”