ตอนที่ 3 หญิงสาวหลังม่านใบไม้
เมื่อมาถึงที่วิทยาลัยในเช้าวันต่อมาวราลีที่กำลังนั่งเล่นมือถือเพลิน ๆอยู่ในห้องก็ต้องใกับเสียงกระเป๋าที่วางข้าง ๆ ที่นั่งอย่างแรง
“ยัยวิว วางอะไรของเธอเสียงดังแบบนี้ใหมดเลย”
แต่สิ่งที่เพื่อนสาวคนสนิทได้รับจากคนร่างเล็กตรงหน้านั้นกลับเป็ใบหน้าที่เจือด้วยรอยยิ้มขบขัน
“แหย่แบบนี้อยู่บ่อย ๆ ยังไม่ชินหรือไง”
“ยัยวิว เดี๋ยวเถอะ ถ้าฉันใทำมือถือตกแตกขึ้นมาเธอต้องรับผิดชอบนะ”
“เอาสิ ฉันมีปัญญาเพราะบ้านฉันรวย” รินนรีกล่าวออกมาอย่างไม่ยี่หระก่อนจะรูดซิปกระเป๋า “เอ กระเป๋าปากกาไปไหนนี่ อ๊ะ เจอแล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้น จิ๊บก็ถึงกับไปไม่เป็
“จ้า ๆ รู้อยู่ เออ แล้วว่าแต่เื่ซ้อมละครที่จะแสดงบ้านเด็กกำพร้าล่ะเป็ไงบ้างจำได้หมดยัง”
“คนอย่างรินนรีซะอย่าง”
“จำได้อยู่แล้ว”
“หึ ยังจำไม่ได้เลย” ใบหน้าหวานตอบแหย ๆ
“อะไรเนี่ย พูดมาเสียดูมั่นใจ”
“แต่ว่า เมื่อวันเสาร์น่ะฉันไปซื้อของที่ห้างกับพี่ฤดีเยอะแยะเลยนะ พวกเสื้อผ้า เครื่องประดับที่เอาไว้ใช้แต่งตัว...”
“หา ทำไมต้องขนาดนั้น”วราลีพอเข้าใจว่าเพื่อนของเธอนั้นเวลาสุด ๆ กับอะไรก็สุด ๆ ไปเลยแต่แค่เื่นี้ทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ “แค่ไปแสดงละครให้เด็ก ๆ ดูสั้น ๆนั่นน่ะนะ”
“นี่ ถ้าเธอเคยไปเห็นแววตาเด็ก ๆ เวลาเขาเห็นคนไปหานะเธอจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ”
“ทำไมอ่ะ ไม่เข้าใจ”
“ฉันน่ะอยากให้พวกเขามีความสุขสุด ๆ ไปเลยพวกเขาน่ะน่าสงสารมากนะ ยิ่งพอคนไปเยี่ยมไปเล่นด้วย พวกเขาดูมีความสุขมาก ๆ เลยล่ะจิ๊บ เธอต้องลองไปกับฉันสักครั้ง”
“เธอก็เลยจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบเลยว่างั้นเถอะ”
วราลีมองเพื่อนสาวที่นั่งข้าง ๆนึกชื่นชมอยู่ลึก ๆ ไม่ได้ เพราะดูภายนอกถึงรินนรีจะดูเป็ลูกคุณหนูขี้วีนและเอาแต่ใจแถมชอบเล่นใหญ่แต่จิตใจลึก ๆ ของเธอกลับใจดีเป็อย่างมาก
“ก็ฉันทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็นี่”แถมท่าทางที่ตอบมาก็ชวนดูน่าหมั่นไส้ไม่น้อยตามเคย
“โอเคจ้า แล้วว่าแต่บทละครเธอเนี่ย จะเอาไง เดี๋ยวจะต้องไปเล่นแล้วนะเดี๋ยวเล่น ๆ อยู่เผลอลืมบทกลางคันล่ะจะทำยังไง”
“ที่บอกว่าจำไม่ได้น่ะฉันล้อเล่นฉันน่ะท่องแทบจะทุกที่ในบ้านแล้ว ท่องในสวนจนยุงกัด โดนแม่บ่นหูชาก็โดนมาแล้ว”รินนรีกล่าวขึ้นอย่างภูมิใจ แถมเมื่อนึกถึงวันที่ผ่านมา ขณะที่เธอท่องบทเพลิน ๆ อยู่นั้นแม่ก็เรียกเธอเข้าบ้านเสียงลั่น รู้ตัวอีกทีก็มืดมากแล้ว
“ดีนะที่แม่เธอเรียกเธอเสียก่อนไม่งั้นล่ะได้โดนยุงหามก่อนได้มาเล่นละครแน่ ๆ ยัยวิว”
“เออน่ะสิ”หญิงสาวว่าพลางนึกถึงตอนที่โดนพี่ฤดีบ่นเื่รอยแดงตามแขนขาที่โดนยุงกัดของเธอ “แต่ดีนะที่ฉันน้ำหนักเกิน ยุงหามไปไม่ไหว”
“ยังจะตลกอีกแหนะ”
ในขณะที่ขับรถจะเลี้ยวเข้าไปในโรงแรมนั้นเองเลขาฯคนสนิทอย่างอติพจน์ก็ได้แอบสังเกตเ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหลังด้วยความรู้สึกสงสัยถึงท่าทีแปลกๆ ที่แสดงออกมาั้แ่เมื่อเย็นวานที่ไปทานข้าวกับคุณพลระพี ที่บางครั้งก็เหม่อ ๆเหมือนคิดอะไรอยู่ บางทีก็ยิ้มออกมาคนเดียว
“เมื่อคืนอาหารที่คุณพีพาไปกินไม่อร่อยหรือครับเห็นคุณเรย์กินไปนิดเดียวเอง”
“อร่อยแหละ แต่ว่าตอนนั้นฉันยังไม่หิวเท่าไหร่”
ทว่าด้วยความสนิทสนม ในระดับหนึ่ง เลขาฯหนุ่มจึงได้ตัดสินใจถามขึ้น
“เห็นท่าทางของคุณเรย์ดูเหม่อ ๆมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ก็หิวแล้วน่ะสิ ตอนนี้ฉันหิวมากคิดอยู่ว่าจะกินอะไรดี”ชายหนุ่มรีบตอบกลบเกลื่อนแต่อาการนั้นหาได้หลุดรอดจากสายตาแหลมคมของพลขับหนุ่มไม่
“ครับ ๆ ไม่มีก็ไม่มี” เลขาฯหนุ่มคิดในใจว่าต้องมีอะไรแน่ๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ยังไม่อยากพูดนั้น เขาเลยไม่คิดเซ้าซี้อีก
หลังจากจอดรถเข้าซองเรียบร้อยทั้งคู่ก็ได้เดินเข้ามาก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องอาหารของโรงแรมโดยในระหว่างที่เดินผ่านล็อบบี้เพื่อเลี้ยวไปยังห้องอาหารนั้น จู่ ๆก็ได้มีเสียงหนึ่งแว่วขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“คุณเรย์คะ ทางนี้ค่ะ”
เมื่อชายหนุ่มหันไปตามเสียงเรียกเขาก็ต้องชะงักเล็กน้อยด้วยความที่คาดไม่ถึงว่าได้เจอเธออีกครั้ง ทั้งยังสงสัยไม่น้อยว่าเธอมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าแบบนี้
“คุณรุ้ง มาไงครับเนี่ย”
ดวงตาคมมองหญิงสาวในชุดกระโปรงเรียบร้อยตรงหน้าใบหน้างามตกแต่งเครื่องสำอางบาง ๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่เปล่งประกายออกมา ส่วนในมือนั้นถือปิ่นโตอยู่
“นึกว่าจะมาไม่ทันเจอคุณเรย์เสียแล้ว”
“ว่าแต่คุณรุ้งมานี่แต่เช้าเลยมีอะไรหรือเปล่าครับ”
ปานรุ้งยื่นปิ่นโตสามชั้นเล็ก ๆ มาให้เขา
“ฉันทำอาหารมาขอบคุณคุณเรย์ที่ช่วยเหลือฉันเมื่อวานนี้ค่ะ”
ในขณะเดียวอติพจน์ก็ได้แต่มองสาวสวยตรงหน้าด้วยความสงสัย
‘เอ คุณเรย์กับผู้หญิงที่ชื่อรุ้งนี่ สนิทถึงขั้นไหนกันแล้วเนี่ย’
----------------------------------------------------------------------------------------------
บรรยากาศในยามเช้าของไร่ครูสะอาดในยามนี้นั้นได้มีรถบรรทุกคันหนึ่งกำลังจอดรับของจำพวกพืชผลต่าง ๆ โดยมีบรรดาคนงานช่วยกันคุมและขนส่งขึ้นรถกันอย่างแข็งขันนอกจากนี้ ขนาดของรถและผู้คนนั้นช่างดูเล็กจ้อยเมื่ออยู่ท่ามกลางพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้
คุณสุรชัยที่ยืนคุมงานอยู่นั้น เขาก็ได้มองไปรอบ ๆ หาคน ๆ หนึ่งอยู่สักพักก่อนจะหันไปถามคนงานคนหนึ่งที่กำลังแบกถุงผักผ่านไปพอดี
“เห็นเ้าเจษไหม เนือง”
“ไม่เห็นเลยครับ”
“เอ ป่านนี้ต้องมายืนรอคิดเงินแล้วสิ”หลังจากมองหาอยู่สักพักก็ไม่เจอ ชายสูงวัยจึงหันไปนับถุงใส่ผักตรงหน้า
ในขณะที่คนงานคนหนึ่งของพ่อค้าคนกลางกำลังแบกถุงผักขึ้นส่วนท้ายของรถปิกอัพอยู่นั้นเองจู่ ๆ ก็ได้มีชายคนหนึ่งคว้าถุงผักที่เขาถือขึ้นมา
“เดี๋ยวฉันถือเอง” ชายคนนั้นกล่าวขึ้นในขณะที่ตนได้แต่มองอย่างงงๆ จนเมื่อชายตรงหน้าวางถุงผักลงก็ได้กล่าวขึ้นต่อ “มีอีกไหม”
คนถูกถามนั้นมองคนถามด้วยความไม่คุ้นหน้า ชายคนนั้นนุ่งแต่กางเกงขาสั้น เปลือยท่อนบนทำให้เห็นมัดกล้ามที่ดูแล้วน่าจะใช้แรงมาตลอดอีกทั้งใบหน้านั้นถึงจะมีหนวดเคราขึ้นประปรายแต่ก็ยังดูเด็กอยู่เลย
“แกมาใหม่หรือ ไม่เคยเห็นเลย”
ชายคนนั้นแค่มองหน้าแต่ไม่ตอบอะไรด้วยเหตุนั้นเขาจึงตัดสินใจเล่าเื่ของตัวเองในขณะที่หยิบถุงผักขึ้นมาใส่หลังรถ
“ฉันเองก็เพิ่งเข้ามาทำงานได้ 1 เดือน เป็เด็กใหม่เลยล่ะ นี่ถ้าแกเพิ่งมา เราก็หัวอกเดียวกันนั่นล่ะ”
จนกระทั่งเมื่อขนส่งเสร็จเรียบร้อยทางเ้าของร้านที่จะนำผักไปขายก็รอคนมาคิดเงิน สุรชัยหันมองซ้ายขวาสงสัยว่าบุตรชายตนไปไหนเสียนี่สัญญาไว้ดิบดีว่าถ้าเรียนจบกลับมาจากเมืองนอกจะมาช่วยงาน นี่มาทำงานวันแรกกลับหายหัวไปไหนกัน
จนกระทั่งคนงานคนหนึ่งของทางไร่ก็ได้มองไปเห็นคนงานคนหนึ่งที่กำลังขนของกำลังะโลงมาจากรถกระบะของพ่อค้าคนกลางเข้า
“คุณเจษ อยู่นี่นี่เอง”
สุรชัยเองเมื่อได้ยินคนงานของตนกล่าวเช่นนั้นจึงได้หันไปมองตามทิศที่คนงานมองอยู่ จึงได้เห็นบุตรชายของตนในสภาพมอมแมมไม่ใส่เสื้อ นุ่งกางเกงสีดำท่าทางไม่ต่างจากแรงงานที่ขนผักพวกนี้จนแทบจะเป็เนื้อเดียวกันเลย และนั่นทำเอาเขาอดฉงนไม่ได้ว่าทำไมจู่ๆ ลูกของตนถึงไปทำอะไรแบบนั้น
หลังจากคิดเงินเสร็จแล้วพ่อของเขาก็มองเขาั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“นี่ลูกทำอะไรของลูก ทำไมไม่มาคุมคนงานช่วยพ่อคิดเงิน”
แต่ผู้เป็ลูกกลับนิ่ง ไม่ตอบคำถามนั้นแต่เปลี่ยนไปตอบไม่ตรงคำถามแทน
“ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ”
ทิ้งให้ผู้เป็บิดามองตามร่างลูกที่เดินจากไปด้วยความงุนงง
‘มันเป็อะไรของมันเนี่ย’
จนเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วคนงานคนหนึ่งก็ได้กล่าวกับผู้เป็นายด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“คุณเจษแกแปลก ๆ ั้แ่เมื่อวานเย็นแล้วครับนาย กลับมาถึงไร่ก็หน้างอเป็ปลาทูแม่กลองเลยครับตอนตั้งวงกินเหล้าที่บ้านพักคนงานเมื่อวาน หน้านี่หงิก ไม่เบิกบานเหมือนทุกทีแถมกินแค่ไม่กี่แก้วก็ลุกออกไปเงียบ ๆ ครับ”
“อะไรกัน เ้าลูกคนนี้”
“คุณเจษดูเครียด ๆ เหมือนคิดอะไรอยู่เลยครับ”
“ถ้านายมีเวลามานินทาฉันล่ะก็ก็ไปเตรียมรถได้แล้วไป เดี๋ยวเราต้องไปส่งของให้อีกหลายที่นะ” ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเหลืองซีดเดินมาพร้อมกับกางเกงยีนส์ที่ดูขาดน้อยที่สุดเอ่ยสั่งเสียงเข้มงวด“เอ้า มัวยืนงงอะไรล่ะ มารับกุญแจรถไปนี่”
ในขณะเดียวกันลูกน้องที่เพิ่งพูดถึงเขาก็อุดปากเบา ๆ พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่โดนอะไรก่อนจะยื่นมือไปรับกุญแจรถและเดินไปเตรียมรถให้กับผู้เป็นาย
ที่ห้องอาหารในโรงแรม
“คุณรุ้งไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ ผมยินดีช่วย”เรวัตรเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ
“คุณเรย์คงจะรังเกียจอาหารธรรมดา ๆ ที่รุ้งทำให้ใช่ไหมคะ”
เมื่อเห็นท่าทางดูหงอย ๆ ของคนตรงหน้าชายหนุ่มก็นึกเห็นใจ
“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ไม่เลย แต่ผมเกรงใจแล้วนี่คุณทำอาหารมาให้ผมแต่เช้าแบบนี้ คุณกินอะไรมาหรือยัง” เขาเอ่ยถามด้วยความรู้สึกเกรงใจอย่างมากถ้าเอาแต่ปิ่นโตเธอมาแล้วให้เธอไปหาอะไรกินเอง เขาก็รู้สึกว่ามันน่าเกลียด “ถ้ายังไม่ได้กินอะไรมากินข้าวเช้าที่โรงแรมที่นี่ก่อนไหมครับ ผมเลี้ยง”
“จะใจดีเกินไปแล้ว เกรงใจจังเลยค่ะ”
“ผมยินดีครับ คุณอุตส่าห์ทำอาหารมาให้ผม”เขาตอบเป็มารยาทอีกเช่นเคย
“นี่ถ้ารุ้งรู้ว่าคุณเรย์มีเลขาฯด้วยรุ้งจะได้ทำเผื่อมาให้นะคะ”
“ไม่เป็ไรครับ เกรงใจครับผม”อติพจน์ว่าขึ้นก่อนจะตักข้าวต้มเข้าปาก
หญิงสาวมองชายหนุ่มที่กินอาหารจากในปิ่นโตที่เธอตื่นแต่เช้ามาทำให้เขาด้วยใจที่เบิกบานพลางคิดว่าตนจะใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์กับเขาให้จงได้
ในขณะเดียวกัน คนจากไร่ครูสะอาดที่นำผักผลไม้มาส่งก็กำลังจะกลับไปแต่ในตอนนั้นเองสายตาอันแหลมคมของเจษฎาก็หันไปเห็นว่าปานรุ้งกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับเรวัตรตรงโต๊ะติดใกล้ๆ กับทางเข้าห้องอาหาร เขากำหมัดแน่น
‘วันก่อนก็ไปกับผู้ชายคนหนึ่ง วันนี้ก็อีกคนนึง แถมมาโรงแรมแต่เช้าแบบนี้สงสัยเมื่อคืนจะไม่ได้นอนอยู่บ้าน’
“คุณปานรุ้งครับ เดี๋ยวก่อนครับ”
หญิงสาวในชุดเดรสสีชมพูอ่อนหันมาหาเขา
“คะ คุณเรย์”
“รอผมไปล้างปิ่นโตให้คุณแป๊บนึงนะครับ”
“พอดีรุ้งนึกขึ้นมาได้ว่ามีธุระด่วนไว้วันไหนรุ้งค่อยมาเอาคืนนะคะ”
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไรต่อ ร่างเล็กของปานรุ้งก็ผลุนผลันออกไปจากตรงนั้นเสียแล้ว
อติพจน์มองตามแล้วได้แต่ครุ่นคิดว่าเธอคนนี้มาเข้าหาเ้านายเขาด้วยเื่อะไรกันแน่
“คุณเรย์ไปรู้จักผู้หญิงคนนี้ั้แ่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”
“คราวก่อนฉันช่วยเธอไว้น่ะเธอก็เลยทำอาหารมาขอบคุณฉันล่ะมัง”
เลขาฯหนุ่มจึงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ “เอ้อพอดีว่าพ่อผมบอกว่าเย็นนี้พ่อผมไม่ว่างนะครับ จะต้องไปช่วยงานศพคนข้างบ้านไว้เสาร์นี้ได้ไหมครับ คุณเรย์”
“ก็ได้ เอาที่อาชูแกสะดวกเลย”
เนื่องจากเขากับอาชูนั้นไม่ได้เจอกันนานแล้วั้แ่เขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยทั้งปริญญาตรีจนถึงปริญญาโทเกือบสิบกว่าปีแล้วที่ไม่ได้เจอกันตัวเป็ ๆแถมตอนนี้ยังโชคดีได้ย้ายมาประจำสาขาที่เพชรบุรีเป็การชั่วคราวอีกจะได้ใช้เวลาย้อนความทรงจำกับแกสักหน่อย
หลังจากเลิกเรียนกลับมาบ้าน รินนรีก็หันไปเห็นชายวัยกลางคนผิวเข้มเหมือนคนกรำแดดหน้าไม่คุ้นเคยกำลังเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านของเธอ ดวงตาหวานมองคน ๆ นั้นั้แ่หัวจรดเท้าอยู่สักครู่ด้วยความแปลกใจปนใ
“นี่ใคร มาเดินอะไรในบ้านฉัน”น้ำเสียงถือตัวนั้นเปล่งดังออกมาจนลุงยงค์ที่เพิ่งเดินออกมาจากรถต้องรีบวิ่งเข้ามา
“นี่เป็ลูกของพี่ชายลุงเองครับ คุณหนูเพิ่งตกงานมา แล้วลุงเห็นว่าที่บ้านคุณนายขาดคนสวน ก็เลยชวนมาทำที่นี่ครับเื่นี้คุณนายสร้อยรับทราบแล้วล่ะครับ” ชายชราชี้แจง
“คุณหนูคะ คนนี้ชื่อนายชมค่ะเป็คนสวนคนใหม่ที่บ้านเรา” ฤดีที่เดินตามหลังมาเสริมขึ้นอีก
“แล้วทำไมพี่ไม่เห็นบอกฉัน”
“เอ่อ โทษทีค่ะ คุณหนู พี่ลืมบอกไป มัวแต่ยุ่งๆ”
“ฉันเกือบโทรเรียกตำรวจแล้วไหมล่ะ”
เมื่อเห็นแบบนั้นลุงยงค์จึงรีบไปคว้าตัวชายคนนั้นมา
“เฮ้ย แล้วเอ็งมาทำอะไรในบ้านคุณเขา ออกมานี่”
จนเมื่อจัดการธุระกับคนสวนคนใหม่เสร็จแล้วฤดีก็ได้กล่าวขึ้นกับรินนรีที่กำลังจะเดินขึ้นบันได
“ช่างแต่งหน้าจะมาแล้วนะคะ คุณหนูไปอาบน้ำเถอะค่ะ”
“เสื้อแขวนไว้ที่เดิมใช่ไหม พี่ฤดี”
“ค่ะ”
เนื่องจากใกล้เทศกาลสงกรานต์เต็มที ทำให้กว่าการประชุมจะเลิกก็กินเวลาไปค่ำมากแล้ว ร่างสูงใหญ่ของเรวัตรเดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมกับเลขาฯคนสนิทของตนโดยทั้งนี้พลระพีก็ได้เดินออกมาด้วย
“ไปกินข้าวกันไหม พี่เรย์”
“ได้สิ ที่ไหนดีล่ะวันนี้”
แต่แล้วในตอนนั้นเองมือถือของน้องชายก็ได้ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ลูกปลาโทรมา”
“รับสายที่รักนายก่อนเลย”
หลังจากคุยอยู่สักพัก พลระพีก็ได้เอ่ยชวนผู้เป็พี่ชาย
“พอดีว่าปลาเพิ่งมาถึงที่นี่และอยากจะกินอาหารที่ห้องอาหารน่ะครับแล้วเห็นว่าจะคืนนี้มีดนตรีไทยมาบรรเลงในงานด้วย เธอเลยอยากดู พี่เรย์สนใจจะไปกินกับพวกเราด้วยไหมครับ”
“ไว้เที่ยวหน้าก็ได้ พี” ด้วยความไม่อยากขัดในการใช้่เวลาหวานของทั้งสองคนเขาจึงตัดสินใจกล่าวออกไปแบบนั้น
“ไม่เป็ไรครับ คุณเรย์ ร้านข้าวต้มแถว ๆถนนใหญ่กินก็ได้ เอาร้านประจำไหมครับ”
“นายพูดมาแบบนี้แล้ว ฉันจะพลาดได้ไงล่ะไปกันเถอะ อ่อ เดี๋ยวฉันไปล้างมือก่อน”
“งั้นผมจะไปเตรียมรถแล้วกันครับ” ว่าจบร่างสูงของอติพจน์ก็พุ่งฉิวออกไปอย่างไวด้วยความหิว
ขณะที่เรวัตรกำลังเดินผ่านห้องอาหารไปนั้น เสียงบรรเลงขิมก็แว่วดังขึ้นมาสายตาคมสังเกตเห็นว่าคืนนี้ที่ห้องอาหารดูจะมีแเื่โดยเฉพาะชาวต่างชาติมากเป็พิเศษบ้างก็ยืนดูอยู่ข้างนอก บ้างก็ยืนดูอยู่ข้างในนี่นับว่าเ้าพีเองก็เก่งไม่เบาที่จ้างคนมาเล่นดนตรีไทยใน่นี้ได้ผลดีมากเลยทีเดียว
ยิ่งเมื่อเดินใกล้เสียงบรรเลงขิมนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็เพลงอะไรรู้แต่ว่าเพราะจับใจเหลือเกิน จนสุดท้ายก็ได้ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องอาหารของโรงแรมก็เห็นว่ามีแขกหลายคนในนั้นโดยเฉพาะชาวต่างชาติต่างมองหญิงสาวในชุดไทยที่ทำการแสดงอยู่เป็ตาเดียวด้วยความชื่นชม
ส่วนเขาเองเมื่อได้เห็นหญิงสาวชุดไทยคนดังกล่าวนั่นถึงแม้วันนี้เธอจะแต่งหน้า แต่เขากลับจำได้ ว่าเธอคือนางฟ้าคนนั้นที่เขาเห็นในสวนหลังบ้านของเธอนั่นเอง
------------------------------------------------------------------------------------------