ณ ย่านค้าขายในพื้นที่ชุมชนแถววัดพลุกพล่านไปด้วยพ่อแม่ค้า มีทั้งขายและผู้จับจ่ายซื้อของเฉกเช่นทุกวัน ชาวเมืองที่นี่มีรอยยิ้มและคำทักทายถามไถ่ให้กันอย่างเป็นมิตรเสมอในทุกวันเท่าที่พวกเขาสังเกตได้ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อเทียบกับในรั้ววังที่เคยอาศัยแล้ว ชนบทเช่นนี้กลับให้ความสุขที่แท้จริงมากกว่า
ชาวบ้านที่นี่ต่างแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายพื้นเมือง สวมเสื้อม่อฮ่อมสีพื้น ผู้หญิงสวมเสื้อฝ้ายนุ่งซิ่นหลายแบบ เกล้ามวยผมแซมดอกไม้ตามฉบับสาวล้านนา นายด้าวและคนรักเองก็แต่งกายอย่างเจ้าถิ่นเช่นกัน จึงดูกลมกลืนกับพวกเขาได้ แม้จะติดใบหน้าคมสันอย่างตะวันตกอยู่ก็ตาม
ที่ตลาดวันนี้คึกครื้นนัก ของซื้อของขายก็มากมี ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นเมือง ผ้าแพร เครื่องจักสาน เครื่องปั้น และอีกสัพเพเหระ ส่วนที่ทั้งสองนำมาค้าขายวันนี้ก็ได้แก่ผักผลไม้ที่ปลูกเต็มสวนท้ายเรือน แลกเปลี่ยนสิ้นค้ากันกับร้านใกล้เคียงพร้อมพูดจาปราศรัยกันอย่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน
“นี่น่ะก๋า ตี้อ้ายหมอเปิ้นว่ามีคนจากเมืองใต้ย้ายมาอยู่เฮือนข้าง ๆ เปิ้น ฮูปงามขนาด คนหนึ่งก่อหล่อคมเข้ม แฮ๋มคนก่อเป๋นฝาหรั่งผิวขาวปานหยวกกล้วย” เสียงแม่ค้าสาวหน้าสวยร้านใกล้เอ่ยขึ้นกับกลุ่มเพื่อนของเธอ หากแต่จงใจให้บุคคลที่กล่าวถึงได้ยินด้วย
“เปิ้นเป๋นฝาหรั่ง จื้อมิสเตอร์… อะหยังนี่เลาะ คิงว่าเปิ้นจะอู้กับหมู่เฮาฮู้เรื่องก่อ บัวคำ” สาวร้านเคียงอีกนางกล่าวสมทบ ไม่ว่าเปล่ายังมีหยิบสินค้าร้านตนเองมายื่นให้ชายหนุ่มทั้งสองด้วย “ข้าเจ้าเป๋นสาวเจียงใหม่ ยินดีตี้ได้ฮู้จักเจ้า นี่เป๋นข้าวซอย อ้ายลองซิมผ่อเน้อ”
เสียงของแสงหล้าผิดปกติไปเนื่องจากการดัดให้นุ่มขึ้น จนทำให้เพื่อนสาวหมั่นไส้เล็กน้อย “เสียงเป๋นอะหยังน่ะแสงหล้า เจ็บคอก๋า เปิ้นบ่ใจ้คนเมือง เปิ้นฟังบ่ออกเลาะ จะไปสลิดดกใส่เปิ้น”
“โค๊ะ อีนี่ อู้ภาษาเมืองใต้ภาษาฝาหรั่ง ฮาก่ออู้บ่จ้างเน้อ”
สองเพื่อนสาวพูดจากันในขณะที่คนมาอยู่ใหม่ได้แต่ยิ้มขำขันไปด้วย เพราะฟังจับใจความไม่ถนัดหูนัก แต่สัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจและเป็นกันเองของคนที่นี่
“เอ่อ อย่างไรก็ขอบคุณมาก ๆ นะขอรับแม่หญิง นี่เป็นมะเฟืองขอรับ ให้แม่หญิงเช่นกันขอรับ” ถ้อยเสียงหวานหูจากมิสเตอร์โรเบิร์ตส่งกลับไปยังพวกเธอพร้อมรอยยิ้มเป็นการตอบแทน ทำเอาพวกเธอบิดตัวเขินเป็นเกลียว
“อุ๊ย อ้ายฝาหรั่งอู้แบบคนสยามจ้างตวยก่อเจ้า ยินดีจ๊าดนักเน้อ ถ้าอ้ายใคร่ไปแอ่วตี้ใด บอกข้าเจ้าได้เน้อ ข้าเจ้ายินดีปาไปเจ้า” บัวคำกล่าวเสียงหวานในขณะที่เรียวมือนั้นยื่นไปรับมะเฟืองสุกจากชายลูกครึ่ง แต่ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังลูบไล้เกลี่ยนิ้ววนไปมาบนฝ่ามืออีกคน เป็นการโปรยเสน่ห์เล็กน้อยตามแนวทางของเธอ
สุดท้ายเธอยอมปล่อยออกก็เมื่อตอนโดนเพื่อนสาวบ่นให้ “อีบัวคำ ปอได้ละ สุมาเต๊อะแทนอีบัวคำมันตวยเน้อเจ้า”
“ไม่เป็นอะไรขอรับ”
“หันก่อ อีแสงหล้า อ้ายฝาหรั่งเปิ้นบ่ได้ว่าอะหยังฮาสักน้อย แม่นก่อเจ้า อ้ายคนน่าฮัก” แสงหล้าพูดจาเย้าแหย่แง่งอน ส่งตาส้มตาหวานใส่ชายหนุ่มปริบ ๆ ทำเอาคนแถวนั้นส่ายหัวให้กับนิสัยชอบเข้าหาผู้ชายก่อนเสมอของเธอจนเริ่มชินชากันแล้ว
“สูเขาบ่ขายของกันแล้วแม่นก่อ ตึงมีเวลาไปรบกวนเปิ้นน่ะหา”
“แม่อุ้ยนี่เนาะ ข้าเจ้าก่อแค่อู้กับเปิ้นบ่าดาย หันเปิ้นมาอยู่ใหม่เจ้า”
บัวคำโดนแม่อุ้ยลากตัวออกไปแล้ว ทว่าคนที่ยืนข้าง ๆ นายฝาหรั่งกับมีอาการผิดปรกติ สีหน้าไม่ยิ้มแย้มรับลูกค้าดังก่อนหน้านี้
“ด้าวเป็นอะไรหรือ”
เขาไม่ได้ให้คำตอบแก่คนถาม พูดห้วน ๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า “กระผมขอตัวล่ะ เชิญพ่อเดียวรูปหล่อขายของไปเถิด”
“อ้าว ด้าวจะไปไหนหรือ รอฉันด้วยซี”
อีกฝ่ายไม่รีรอ ก้าวฉับ ๆ หนีไปราวกับละอ่อนงอนพ่อแม่ที่ไม่ตามใจตน
คราแรกคนแก่กว่าคิดว่าจะวิ่งตามเจ้าตัวไป ทว่าอีกใจก็ห่วงร้านที่ไม่มีใครเฝ้า แต่ก็ยังดีที่ตอนนี้ของขายใกล้หมดแล้ว เหลือมะเฟืองสักลูกสองลูกก็ยกให้คนแถวนั้นไปเปล่า ๆ จะได้เก็บข้าวของแล้วตามพ่อคนนั้นไป อะไรกัน ตัวสูงใหญ่แต่ใจกับเล็กขี้ปะติ๋วเดียว แสดงอาการเช่นนี้ เห็นทีหากไม่ใช่หึงคงจะไม่ได้
เขารู้หรอกว่าที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ก็เพราะรัก แทนที่จะโกรธกลับชอบเสียยิ่งกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาอยากเป็นที่หนึ่งในใจของมิสเตอร์โรเบิร์ตคนนี้เสมอ ทุกเวลาเช้าค่ำ
เสียงน้ำกระเพื่อมมาพร้อมกับหัวเรือที่ล่องมาตามลำน้ำปิง เข้าเทียบท่าอีกฝั่งที่ติดกับเขตเรือนที่อาศัยอยู่ ก่อนหน้านั้นฟ้าครึ้มฝนปรอยตลอดทาง โชคดีที่เริ่มลงเม็ดก็ตอนที่เขาถึงที่พักแล้ว เขารีบเข้าไปหลบฝน ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มทวีปริมาณมากขึ้น ไม่รู้ว่าคนขี้น้อยใจที่หนีมาจากตลาดหายไปซ่อนตัวที่ไหนกัน
“ด้าว ฉันกลับมาแล้ว เธออยู่ที่ไหน”
ไร้เสียงตอบรับ คงเป็นเพราะเสียงรบกวนจากหยาดฝนกระทบหลังคาจึงทำให้ไม่ดังพอที่อีกคนจะได้ยิน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าไม่มีใครอยู่ด้านใน แต่พอหันหลังกลับมาอีกครั้ง ถึงได้เห็นพ่อคนน้อยใจตรงหน้านี้
ตั้งแต่เส้นผมจนถึงส่วนอกของด้าวเปียกปอนด้วยหยาดน้ำฝน ตัวสั่นริก ๆ ประหนึ่งลูกเจี๊ยบตกน้ำ ยืนหอบเสื้อผ้าด้วยใบหน้าแสนงอนอยู่ไม่เอ่ยไม่จาใด ๆ เขาน่าจะตัวเปียกเพราะออกไปเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้แน่ แต่ดูแล้วก็น่าเอ็นดูดี ทำให้คนสูงวัยกว่าอดที่จะยิ้มขำออกมาไม่ได้
“หัวเราะ? กระผมมีอะไรให้ขำหรือขอรับ”
“เปล่านี่ ไม่มีอะไรน่าขำ มีแต่น่ารัก”
“เหอะ ทำเป็นพูดไปเถิดขอรับ ถึงอย่างไรอ้ายด้าวผู้นี้มันก็ไม่น่ารักเท่ากับแม่หญิงเชียงใหม่หรอก ไหนจะพวกผู้ชายเหล่านั้นด้วย” เขาพูดออกแนวประชดประชัน แต่ฟังแล้วน่ารักออก ไม่ได้ทำให้รู้สึกโกรธแต่อย่างใด ซ้ำยังพาลไปถึงเรื่องที่มีหนุ่มช่างฟ้อนดาบฟ้อนเจิงส่งสายตาให้คนรักวันก่อนนั้นด้วย ถึงเขาจะไม่เคยพูด ใช่ว่าเขาจะไม่รับรู้
“อะไรกัน เขาแค่ยิ้มให้ตามประสา ชาวบ้านที่นี่เป็นมิตรจะตายด้าวไม่รู้หรือ”
“รู้หรือไม่รู้ ก็ช่างหัวอ้ายด้าวมันเถิดขอรับ”
หนุ่มฝรั่งเอ่ยประโลมขวัญเขาอย่างนุ่มนวล พลางใช้มือบีบแก้มอีกฝ่ายอย่างมันเขี้ยว “หืมม อย่าน้อยใจฉันเลยน่า เธอจ๋า ฉันน่ะจะมีใครได้อีก ยอมหนีมาด้วยขนาดนี้แล้ว”
“ไม่รู้ซีขอรับ ก็กระผมมีพ่อเดียวคนเดียว เป็นธรรมดาที่ไม่อยากเสียให้ใคร” เขาว่าก่อนจะแกะมือออก แล้วเดินหนีหน้าไปวางผ้าผ่อนไว้ จากนั้นจึงขึ้นไปชั้นสองภายในห้องนอน พ่อคนนี้เล่ห์เหลี่ยมเขาใช่ย่อยเสียที่ไหน แสร้งเป็นงอนงอแงเดินหน้างอไปนั่งคอตกอยู่บนเตียงนอน หวังจะให้เหยื่อตามเข้ามา แล้วจับกินเสียตรงนั้น
เจ้าแผนการจริงเชียว พ่อคนแสนงอน
ดูท่าว่าแผนการของคนมากเล่ห์จะได้ผลดี มิสเตอร์โรเบิร์ตยอมตามเข้ามาในห้องนอนจริง ก็เพื่อหวังง้อเขา โดยที่ไม่ได้สัณนิษฐานไว้ล่วงหน้าเลยว่าตนเองอาจจะโดนเสือจับขย้ำเมื่อไหร่
“เธอจ๋า ยังไม่หายให้ฉันอีกหรือ บอกฉันทีต้องทำอย่างไร”
“ก็ทำอย่างนี้สิขอรับ” เขาตอบแล้วยื่นแก้มไปให้
ด้วยความอยากง้อ อีกคนจึงไม่รอช้า เข้าไปหอมแก้มสุดหล่อดังฟอด แต่แล้วเขาก็เสียท่าให้โดยไม่คาดคิด เมื่อทั้งตัวถูกกอดกุมไว้จนแน่นราวกับงูรัด เห็นอยู่รำไรแล้วว่าวันนี้ไม่รอดแน่
“นี่ด้าว! เธอ… ฉันเสียรู้เธออีกแล้ว” ว่าพลางทางดิ้นให้หลุด แต่ยากเหลือเกิน
พ่อคนมากเล่ห์ทำหน้าไม่เดือดร้อน “จะหนีไปไหนขอรับ หืม ยอมเป็นลูกไก่ในกำมือกระผมดีกว่านะขอรับ ฝ่าบาท”
“ปล่อย! ปล่อยฉันนะ”
“จะร้องให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะขอรับ ฝนตกบรรยากาศดีเช่นนี้ มาเถิดมา เราสองคนมา….”
“ช่วยด้วย! ด้าวจ๋าปล่อยฉันไปเถอะ ช่ว-”
วาจายังไม่สิ้น ก็ถูกริมฝีปากหนาบดขยี้ล่วงล้ำลิ้นเข้าไปในโพรงปากเสียก่อน คนโตกว่าไม่มีแม้เวลาได้ตั้งตัว ได้แต่เบิกตากว้างคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เขาทำต่อตน ลิ้นร้อนซ้อนตวัดกวัดแกว่งไขว้กันไปมาจนน้ำลายเลอะปาก เขาถอนออกมา แล้วกระซิบเข้าที่ข้างหูว่า
“พ่อเดียว กระผมขอเถิดครั้งนี้ ขอให้กระผมได้มีความสุขกับพ่อเดียวเถิดนะขอรับ”
ผู้ถูกขออึกอัก จะปฏิเสธหัวใจตนเองได้อย่างไรในเมื่อก็คิดแบบนี้เช่นกัน ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทำเรื่องอย่าว่ากับใครทั้งสิ้น พอได้มาเจอเขา เขาก็ร้อนแรงเสียเหลือเกิน ยามปรกติดูเรียบร้อย แต่ยามอยู่บนเตียงช่างกระเหี้ยนกระหือรือ
“…อืม ฉันจะยอมเป็นของด้าวคนเดียวเท่านั้นนะ”
“ขอรับ” จบคำ ชายหนุุ่มก็ผลักร่างเล็กกว่าตนให้นอนราบไปกับฟูก ไล่ปลดกระดุมทีละเม็ดออกอย่างอ่อนโยน เขาจะไม่ใจร้อนทำรุนแรงกับยอดดวงใจของตนเองเด็ดขาด ในเมื่อร่างกายนี้เป็นอาณานิคมของเขาคนเดียว เขาก็จะรักษามันให้ดีที่สุด
เรือนร่างขาวกระจ่างเผยให้เห็นเต็มสองจักษุ นวลเนียนตาฉบับผิวชาวตะวันตก เข้ากันกับตุ่มสีชมพูบนยอดออกที่ทำให้ความกำหนัดในตัวของเขาพุ่งขึ้นสูง เรื่อย ๆ จนต้องการระบายมันออกมา
“ร่างกายของพ่อเดียวช่างงดงามเหลือเกิน” เสียงกระเซ่าเอ่ยเอื้อนขณะที่มือสองข้างลูบไล้ไปตามลำตัว
“เชิญชื่นชมมันให้ชื่นใจเสียสิ พ่อด้าวของฉัน”
ปลายลิ้นร้อนแทรกซอนลิ้มรสสุขสวาทอีกครั้ง สัมผัสอุ่นเร้าร้อนของสองเรือนร่างที่แนบเสียดกันด้วยความใคร่กระสันในเมถุนจนไม่อาจหักห้ามใจไหวท่ามกลางเสียงฝนโปรยปรายทั่วท้องฟ้า
หอมสุวคนธ์ มนต์สุรรักษ์
โหนตุประจักษ์ ด้วยสุเขษม
ฉนวรองค์ ทรงเสาวเอม
รื่นปิติเปรม ดุษฎินนท์
กลางพระพิรุณ หนุนหฤดี
เปรม เราทวิยล
ด้วยปฏิพัทธ์ หัทยะดล
ซึ่งลุกมล ราคะประสิทธิ์
แรงภวะรัก มักประทุเกิด
สุดมธุเลิศ เปิดรติจิต
พึงปิติรมย์ จมกะมะฤทธิ์
รักสุจริต นิตยสัตย์
แนบอุระร้อน ซ้อนชิวะหา
เนตรพินิศ์มา นาสิก์ตวัด
แนบวรกาย ชายปะทะฟัด
เปลื้องสละพัตร มาณพะกานต์
โลมพนิตา หาพิเราะรส
หวานบมิหมด สุดจะตระอาล
เล่นสุสวาท พาทย์พิสดาร
ดั่งลุพิมาน ซ่านรมณีย์