โรงทอผ้าสกุลเสิ่น เมืองจี๋เสียง
“คุณชายใหญ่ มีชายชรากับหลานสาวคู่หนึ่งมาขอพบท่านขอรับ ข้าน้อยสั่งให้พวกเขารออยู่ที่นอกโรงงานก่อน ไม่ทราบว่าคุณชายจะให้เรียกเข้ามาพบหรือไม่?” คนเฝ้าประตูโรงงานทอผ้า วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา เสิ่นอู่๋จี้ คุณชายใหญ่ของเขาที่กำลังดูการผลิตผ้าในโรงงานอยู่
“ชายชรากับหลานสาวอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นอู๋จี้ทวนคำช้าๆ เขาไม่ได้นัดหมายผู้ใดเอาไว้ แต่การที่มีหญิงสาวเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็พอจะคาดเดาได้ว่าพวกเขาอาจจะมาของานทำ
“ไม่ต้องให้พวกเขาเข้ามาหรอก พวกเราไม่ได้ขาดคนงาน” เสิ่นอู๋จี้โบกมือคราหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ
“ช้าก่อน!! เดี๋ยวข้าออกไปเองจะดีกว่า” ชายหนุ่มตัดสินใจ เพราะปกติหากจะมีคนมาสมัครงานก็แค่ถามจากยามเฝ้าประตูก็ได้แล้ว ไม่จำเป็จะต้องมาขอพบกับเขาโดยตรงก็ได้ ไม่แน่ว่าสองคนข้างนอกนั้นอาจมีธุระอื่นกับเขา
เสิ่นอู๋จี้เดินมาถึงหน้าโรงงานมองเห็นชายชราผมสีขาวโพลน นั่งอยู่เคียงข้างกับหญิงสาวอายุราว 17-18 ปี หน้าตาหมดจดสะอาดสะอ้าน แต่สีหน้าของคนทั้งสองดูกลัดกลุ้มใจเป็อันมาก
“ท่านปู่เป็พวกท่านที่มาขอพบข้า?” เสิ่นอู๋จี้ทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพแ่เบา
สองปู่หลานเงยหน้าขึ้นมองบุรุษอายุราว 20 ปี หน้าตาหล่อเหลาท่าทางภูมิฐานแว่บหนึ่งด้วยความใ จากนั้นก็รีบลุกออกจากม้านั่งลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าชายหนุ่ม
“คุณชายใหญ่ พวกเรามีเื่มาขอร้องท่านขอรับ” หลี่จงกล่าว
สองปู่หลานหลี่จงและหลี่เจินจูโขกศีรษะของตนลงบนพื้นหลายครั้ง จนเสิ่นอู๋จี้และบ่าวรับใช้ข้างกายต้องรีบไปช่วยพยุงให้พวกเขาหยุด
“ท่านปู่ ท่านมีเื่อันใดก็พูดกันดีๆ ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนี้ ผู้อื่นเห็นเข้าจะคิดว่าคุณชายของข้ารังแกท่านสองปู่หลาน" บ่าวรับใช้ตำหนิเสียงดัง
ที่ตั้งโรงงานทอผ้าแห่งนี้อย่างไรก็อยู่ในตลาด มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย เมื่อเห็นชายชราและหญิงสาวโขกศีรษะคำนับคุณชายใหญ่เสิ่น อาจมีคนปากพล่อยคิดว่าคุณชายของเขาไปรังแกหญิงสาวบ้านใดมาก็เป็ได้
หลี่จงได้ยินคำตักเตือนก็นึกขึ้นได้ รีบลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพร่างกายที่แก่ชราลงแล้ว เมื่อยืนได้มั่นคงจึงได้กล่าวต่อ
“เมื่อเดือนก่อน บุตรชายและบุตรสะใภ้ของข้าเข้าไปเป็บ่าวรับใช้ในจวนสกุลเสิ่นของท่านผ่านนายหน้าผู้หนึ่งในเมืองจี๋เสียง แต่พวกเขาเคราะห์ร้ายเจ็บป่วยอยู่ก่อนล่วงหน้าเข้าไปทำงานได้เพียงวันเดียวก็ล้มป่วยหนักถูกส่งตัวออกนอกจวน แต่สุดท้ายก็สิ้นใจที่โรงหมอกันทั้งคู่ขอรับ” ชายชราเล่าไปก็ปาดน้ำตาทิ้งไปด้วยความโศกเศร้า
“เ้าคิดว่าคนในจวนสกุลเสิ่นทำร้ายพวกเขาเช่นนั้นหรือ?” เสิ่นอู๋จี้หน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย เขาย่อมรู้ดีว่าสกุลเสิ่นทุกคนล้วนแต่มีเมตตาธรรม ไม่แน่ใจว่าสองปู่หลานคู่นี้มีจุดหมายอันใดกันแน่
“มิได้ มิได้ขอรับ พวกเขารู้ตัวว่าป่วยอยู่แต่ไม่อยากจะเสียงานเลยไม่ยอมอยู่รักษาตัว รีบร้อนเข้าไปทำงานกันเอง เื่นี้ข้าสองคนรู้ดี” หลี่จงรีบโบกไม้โบกมือ เกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจตนผิด
“เช่นนั้นพวกท่านมีปัญหาอันใดก็เอ่ยออกมาเถิด หากข้าช่วยได้ข้าก็จะช่วย”
“ที่ต้องไปเป็บ่าวรับใช้ให้ผู้อื่นก็เพราะครอบครัวเราติดหนี้นายหน้าผู้นั้นอยู่ ค่าตัวที่สกุลเสิ่นจ่ายออกมาก็เป็การหักล้างหนี้สินไปจนสิ้น แต่พอพวกเขาตายนายหน้าต้องส่งคนใหม่ไปแทนพวกเขาทั้งสอง นายหน้าผู้นั้นเลยมาทวงเงินค่าตัวบ่าวคนใหม่ที่พวกเขาชดใช้ให้สกุลเสิ่นไปจากพวกเราแทน” ชายชราร่ำไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนาไปอีกครั้ง
“พวกเขาคิดจะขายข้าเข้าไปในหอคณิกา แต่ท่านปู่ไม่ยินยอม แล้วตกลงแลกที่นากับทรัพย์สินทั้งหมดพวกเรามีชดใช้หนี้สินไปแทน เวลานี้พวกเราสองคนจึงมีแต่ตัว พวกเราไปขอพบฮูหยินที่จวนสกุลเสิ่นมาแล้ว ข้าคิดจะขอขายตนเองเข้าไปเป็บ่าวรับใช้ในสกุลเสิ่น แต่บ่าวรับใช้หน้าประตูไม่ยินยอมให้เราเข้าไปจึงจำต้องเดินมาขอร้องท่านที่โรงทอผ้าแห่งนี้เ้าค่ะ” หลี่เจินจูอธิบาย
บิดามารดาของนาง ยอมขายตัวเองชดใช้หนี้ด้วยหวังว่าจะเหลือที่นาและบ้านให้สองปู่หลานได้อาศัยอยู่ เวลานี้บิดามารดาก็ตายจาก บ้านและที่นาก็ถูกขายชดใช้หนี้ไปอีก หลี่เจินจูรู้สึกอดสูและท้อใจเป็อย่างยิ่ง
ท่านปู่ของนางกล่าวว่าสกุลเสิ่นเป็ผู้ที่มีจิตใจดี จึงแนะนำให้นางมาขอร้องพวกเขา ไม่นึกว่าพอไปถึงหน้าจวนก็ถูกขับไล่ออกมาเสียแล้วโดยพวกเขาอ้างว่าไม่้าบ่าวรับใช้ที่เป็สตรี นางเข้าใจว่าพวกเขาคงไม่้าคนเพิ่มจึงชวนท่านปู่มาสมัครงานที่โรงทอผ้าสกุลเสิ่นแห่งนี้แทน
เสิ่นอู๋จี้ฟังเื่ราวทั้งหมดด้วยความสงสาร แต่เขารู้ดีว่าที่บ่าวรับใช้หน้าจวนไม่เต็มใจต้อนรับสองปู่หลานคู่นี้ ก็เพราะนางเป็หญิงสาวหน้าตาดี มารดาของเขาใจดีทุกเื่เว้นอยู่เื่เดียวคือเื่อิสตรีที่จะมาข้องเกี่ยวกับเขาไม่ว่าทางใดก็ตาม จวนสกุลเสิ่นรวมทั้งร้านค้าต่าง ๆ ที่เป็ของสกุลเสิ่นจึงไม่มีหญิงสาวโสดที่อยู่ในวัยที่เหมาะสมจะออกเรือนเลยสักคน จะมีก็เป็เด็กหญิงเล็กๆ และเมื่อเติบโตหากยังไม่แต่งงานออกเรือนไปเสีย มารดาก็มักจะส่งสตรีเ่าั้ออกจากจวนไปที่อื่นด้วยความเมตตา
“ข้ามีเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถรับเ้าเอาไว้ได้” เสิ่นอู๋จี้กล่าวตามตรง
หลี่จงและหลี่เจินจูแม้จะผิดหวัง แต่ก็ไม่กล้าว่ากล่าวอันใด เื่นี้เป็เื่เวรกรรมของครอบครัวตน ไม่ได้มีผู้ใดเจตนาจะทำร้ายพวกเขารุนแรง บุตรชายและบุตรสะใภ้รู้ตัวว่าป่วยแต่ก็ปิดบังไม่ยอมรักษาตัวให้ดีก่อน เข้าไปทำงานให้สกุลเสิ่นวันเดียวจะให้สกุลเสิ่นรับผิดชอบก็ไม่ได้ นายหน้าผู้นั้นพวกเขาก็ติดหนี้อยู่จริง สกุลเสิ่นจ่ายเงินแต่ไม่ได้คนงานย่อมเรียกทวงจากนายหน้า นี่เป็ชะตากรรมที่พวกเขาต้องยอมรับ
“ท่านปู่ หลานสาวของท่านอยู่ในวัยที่สามารถทำงานได้นั้นจริงอยู่ นางเดินหางานไม่นานก็ต้องมีสักสกุลที่รับตัวนางไว้ แต่ข้าอยากทราบว่าหากนางเข้าจวนใดไปแล้ว ตัวท่านจะอยู่ที่ใดจะทำเช่นไรต่อ” เสิ่นอู๋จี้ซักถาม หลี่จงอายุมากแล้วย่อมไม่มีผู้ใดรับคนชราเข้าไปเลี้ยงดูให้เปลืองข้าวสุกพวกเขาเป็แน่
“ท่านปู่!!” หลี่เจินจูยกมือขึ้นปิดปากอย่างตกตะลึง นางก็เพิ่งจะนึกข้อนี้ได้เช่นกัน นางและท่านปู่ไม่มีที่พักอาศัย ใจจึงมุ่งแต่จะหางานเพื่อจะได้มีที่พัก แต่ลืมคิดไปว่าผู้ใดจะจ้างคนชราอย่างท่านปู่กันเล่า!!
“เ้าไม่ต้องคิดมาก ถึงข้าจะชราแต่ข้าก็เป็บุรุษ อาศัยวัดอาศัยร่มไม้นอนสักคืนสองคืนจะเป็ไรไป แต่เ้าเป็สตรีจะมาตะลอนอยู่ข้างนอกกับปู่ไม่ได้” หลี่จงปลอบใจหลานสาว
“พวกเราไม่รบกวนท่านแล้วคุณชายใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านย่อมมีเหตุผลของท่าน แค่ทำให้ท่านต้องเสียเวลาออกมาพูดคุยกับเราสองปู่หลานอยู่นานสองนานข้าก็เกรงใจมากพอแล้วขอรับ ข้าลาล่ะ” หลี่จงค้อมศีรษะให้ผู้อ่อนาุโอย่างสุภาพ
“ช้าก่อนท่านปู่” เสิ่นอู๋จี้รั้งคนเอาไว้อย่างอดสงสารไม่ได้
เขาไม่อาจช่วยเหลือสองปู่หลานได้โดยตรง ยิ่งหลี่เจินจูผู้นั้นเป็อิสตรีด้วยยิ่งแล้วใหญ่ การจะรับเข้าไปทำงานในจวน หรือแม้แต่ช่วยหาที่อยู่อาศัยให้สองปู่หลานไว้นอกจวน ก็ไม่ต่างอันใดกับเขาลอบเลี้ยงดูสตรีเอาไว้นอกบ้าน ไม่ว่าจะทางใดก็ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น
เขามองสายตาที่ปลดปลงของชายชราแซ่หลี่ผู้นี้ออก หากหลานสาวได้งานทำและปลอดภัยเมื่อใด ไม่แน่ว่าชายชราอาจจะตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพื่อไม่ให้หลานสาวต้องมีห่วง จะส่งหลี่เจินจูไปเป็บ่าวรับใช้สกุลใดก็ยังไม่สมควรทำในเวลานี้ สิ่งที่ต้องช่วยเหลือก่อนเป็อันดับแรกก็คือต้องให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยผ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าตรงนี้ไปก่อนจะได้มีเวลาคิดหาหนทางภายหน้า
“หากพวกท่านไว้ใจข้า ก็ตามข้ามาเถิด” เสิ่นอู๋จี้ผายมือเชิญชวนคนทั้งสองให้เดินตามเขาเข้าไปในโรงทอผ้า