ตอนที่37 ชายผู้ต้องสงสัย
ด้านเดฟเวิลที่ฟื้นตัวตื่นขึ้นมาในวันอาทิตย์ตอนกลางดึกเขาลุกขึ้นยืนกลางห้องนอน ก่อนที่จะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนำหินสกัดก้อนกลมสีดำออกมาอาบแสงจันทร์ในพื้นที่โล่งด้านหลังร้าน
เขาใช้มีดกรีดปลายนิ้วมือเพื่อปล่อยให้เลือดหยดลงบนหินสีดำก้อนนั้นแล้วรอเวลาสักพัก เมื่อมองเห็นหินสีดำเปล่งประกายสีแดงออกมา
“ได้เวลาเสียทีฉันจะต้องค้นหาเป้าหมายให้ได้” เขาพึมพำอย่างมีความหวัง
เขาใช้ฝ่ามือสองข้างวางทาบเข้ากับก้อนหินประหลาดนั่นโดยมั่นใจแล้วว่าร่างของหยวนมี่ไม่คู่ควรที่เขาจะใช้ตามหาเพื่อกำจัดใครบางคนได้จึงต้องการให้พลังทมิฬช่วยตามหาร่างเป้าหมายที่แท้จริง
เขารู้ตัวดีว่าตนเพิ่งฟื้นความแข็งแกร่งกลับคืนมาได้ไม่นานทว่าเขาไม่สามารถทนรอได้อีกต่อไปเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับปีศาจนั่นทำให้เขาต้องเร่งทำภารกิจให้ทันก่อนที่วิญญาณตนจะหายสาบสูญไปตลอดกาล
“อยู่ที่ไหน? ทำไมหาไม่เจอเสียที? เกิดอะไรขึ้น?”
เหงื่อออกท่วมตัวเดฟเวิลพร้อมกับที่เขารู้สึกอ่อนแรงขึ้นกะทันหัน ในจังหวะที่เขากำลังปลดพลังเพื่อยกเลิกการให้พลังทมิฬเข้าช่วยค้นหาในขอบเขตระยะไกลอยู่นั้นเขาพบเข้ากับภาพร่างสลัวของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีอายุเท่ากับหยวนมี่แต่มีใบหน้าคล้ายกับเสิ่นลี่อิงที่กำลังนั่งอ่านข้อความทางคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องส่วนตัว
ทันใดนั้นภาพของเสิ่นลี่อิงตัดไปพร้อมกับที่เดฟเวิลทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงเขาพึมพำเสียงแผ่วเบาอย่างมีความหวังว่า
“ใกล้แล้วฉันเกือบจะเห็นใบหน้าเธอชัดแล้ว เป็นเด็กสาวที่สวยมากดูท่าทางแข็งแกร่งกว่าหยวนมี่เสียอีก แต่เธออยู่ที่ไหนกัน?ฉันจะไปตามหาเธอได้ที่ไหน?”
เดฟเวิลพบว่ามีบางอย่างปิดกั้นการมองเห็นสภาพแวดล้อมที่จะช่วยให้เขาสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเด็กสาวคนนั้นอยู่ที่ใดเขาหมดสติไปก่อนที่จะคิดประมวลสิ่งใดได้อีก
..........
เสิ่นลี่อิงหยุดชะงักมือที่กำลังพิมพ์ค้นหาข้อมูลเพื่อศึกษาภาษาสเปนเธอเหลียวมองรอบตัวด้วยความแปลกใจ พลางพูดออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า
“เอ๋! เหมือนมีใครจ้องมองฉันอยู่เลยเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เสิ่นลี่อิงมั่นใจว่าตนไม่ได้รู้สึกไปเองทว่าเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตนถูกเฝ้ามองจากใครบางคนจากระยะไกลทำให้เธออยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่ามีใครกำลังคิดร้ายกับตนอยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตามเธอไม่สามารถสืบค้นเพื่อตรวจสอบเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้จึงได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ไว้ก่อนเพราะยังมีเรื่องเร่งด่วนตรงหน้าที่เธอจะต้องจัดการหลายอย่างให้เรียบร้อย
“เอาไว้ก่อนแล้วกันเพราะถึงยังไงฉันก็ไม่รู้จะค้นหาคำตอบเรื่องนี้ด้วยวิธีไหน?ไว้ฉันเก่งกาจเรื่องเหนือธรรมชาติได้เมื่อไหร่?ฉันคงค้นพบว่าใครกำลังเฝ้าดูฉันอยู่?”
เสิ่นลี่อิงเหลียวมองรอบตัวอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัวเธอคิดว่าหากตนมีโอกาสได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้เรื่องเหนือธรรมชาติเหมือนอย่างในละครหรือภาพยนตร์ซึ่งเธอมั่นใจว่าตนสามารถเรียนรู้ได้จากพรที่ได้รับมาจากชายชราแน่นอน
สุดท้ายเด็กสาวปล่อยวางความรู้สึกกังวลนั้นแล้วเรียนรู้ภาษาสเปนจนถึงเวลายี่สิบสามนาฬิกาก่อนเข้านอน
..........
หยวนมี่มีอาการดีขึ้นตามลำดับแต่เป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะอวัยวะทั้งหลายจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานพอสมควรทำให้เธอไม่ได้ไปเรียนนานเป็นสัปดาห์
ระหว่างที่หยวนมี่นอนหมดสติอยู่นั้นมีพ่อแม่และพี่ชายแวะเวียนมาเยี่ยมเธอเป็นประจำ
ในขณะที่หยวนหนิงหลงแวะไปพูดคุยกับแพทย์ชายวัยกลางคนชื่อซุนหวาง เป็นแพทย์ที่หยางจุ้นแนะนำให้ปรึกษาเชิงลึกได้โดยเฉพาะการรักษาหยวนมี่ที่บางข้อมูลอาจไม่ได้เป็นที่เปิดเผยเท่าใดนัก
“คุณหมอครับน้องสาวผมป่วยเพราะออกกำลังกายหนักหรือครับ?ไม่น่าเป็นไปได้เลย”
หยวนหนิงหลงสอบถามหมอซุนหวางด้วยความแปลกใจเขาเพิ่งพบหมอเป็นครั้งแรกหลังจากที่เพื่อนแนะนำไว้จึงสอบถามโดยตรงด้วยความอยากรู้
“เห็นแก่ที่ว่าคุณชายหยางเป็นคนติดต่อมาให้ผมจะบอกเท่าที่เป็นข้อมูลจริง และทีมแพทย์วิเคราะห์มาแล้วนะครับน้องสาวคุณอาจไม่ได้ป่วยด้วยโรคธรรมดาทั่วไป แต่เกิดจากการถูกพลังสลายไปเพื่อใช้ทำงานบางอย่างผมไม่สามารถบอกคุณได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ไม่สามารถค้นพบหรือให้คำตอบในบางอย่างได้แต่พวกเรากำลังพยายามหาคำตอบกันอย่างเต็มที่ หวังว่าคุณจะเข้าใจเราด้วย”
หมอซุนหวางอธิบายให้หยวนหนิงหลงฟังตามจริงซึ่งเขายังไม่สามารถบอกกล่าวได้ทั้งหมดจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วพบคำตอบที่ชัดเจนจึงทำได้เพียงวิเคราะห์ในสิ่งที่ทีมแพทย์สรุปผลออกมาร่วมกัน
หยวนหนิงหลงขมวดคิ้วแน่นทันทีเมื่อได้ยินคำตอบจากหมอเขาเชื่อว่าหมอพูดความจริงโดยไม่ปิดบัง ทว่าเขารู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเรื่องพลังลึกลับที่กล่าวมาจึงคิดที่จะกลับไปสอบถามเพื่อนผู้เก่งกาจเกินมนุษย์ให้ได้รู้ความจริงในภายหลัง
“ขอบคุณมากครับคุณหมอถึงยังไงพวกผมก็คงต้องพึ่งคุณหมอ ให้ช่วยรักษามี่เอ๋อร์อยู่แล้วหวังว่าเธอจะฟื้นในเร็ววัน”
หยวนหนิงหลงกล่าวอย่างมีความหวังเขาอยากให้น้องสาวฟื้นขึ้นมาเสียทีเพื่อที่เขาจะได้สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอโดยเฉพาะเหตุการณ์ก่อนที่น้องจะมีอาการผิดปกติร้ายแรงเช่นนี้
……….
ในตอนนี้หยางจุ้นพบข้อมูลที่น่าสนใจจากหลีอี้เฉินซึ่งเขาส่งลูกน้องให้ไปสืบข่าวเกี่ยวกับชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเจ้าลัทธิปีศาจโดยมีข่าวสำคัญหลายเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกสนใจชายคนดังกล่าวมากขึ้นทันที
หลีอี้เฉินเร่งรุดเข้ามารายงานให้หัวหน้าฟังในห้องทำงานของหยางจุ้นที่บริษัทสตาร์เทคโนโลยีอย่างกระตือรือร้น
“รายงานครับ!”
“ว่าไง.....ได้เรื่องอะไรบ้าง?”หยางจุ้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาหลีอี้เฉินพลางถามอย่างใส่ใจ
หลีอี้เฉินนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับหยางจุ้นแล้วดื่มน้ำเย็นที่มีเลขานุการชายหนุ่มนำมาเสิร์ฟก่อนออกไปจากห้องอย่างรู้งาน
เขาหยิบแก้วน้ำเย็นขึ้นมาดื่มอย่างกระหายก่อนเริ่มสาธยายเรื่องการทำหน้าที่ของตนเองว่า
“ได้หลายเรื่องทีเดียวครับอย่างแรกผู้ชายคนนั้นมาจากอเมริกาใต้ แต่ผมคิดว่าไม่น่าใช่หรอกครับเขาใช้ชื่อว่าคริสโตเฟอร์ในการสมัครเข้าไปสอนเป็นอาจารย์ที่ชิงหวาเรียนจบวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาลัยดังอย่างออกซฟอร์ดด้วยครับ”
“เขาเก่งกาจเรื่องคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์มากทีเดียวแต่ผมลองตรวจสอบประวัติการเรียนสมัยเด็กแล้วมันไม่มีในระบบ
ครับ.....แปลกเกินไปแล้ว”
หลีอี้เฉินหยุดพูดชั่วขณะเขาชะโงกหน้าเข้าไปใกล้หยางจุ้นพลางบอกข้อมูลสำคัญบางอย่างที่เขารู้สึกแปลกใจมากยิ่งกว่าข้อมูลที่เอ่ยไปก่อนหน้าว่า
“แต่สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุดผมเคยได้ยินนักศึกษาของคณะวิศวกรรมเครื่องกลพูดคุยกันลับ ๆ ว่าเจ้าคริสโตเฟอร์สามารถช่วยนักศึกษาคนหนึ่งให้หายจากอาการซึมเศร้าได้ชะงัดเลยมันจะเป็นไปได้อยู่หรือครับ?ขนาดทำให้คนป่วยหายได้ปลิดทิ้งแบบนั้น ระดับจิตแพทย์เก่ง ๆ ยังต้องใช้เวลาเลย”
หยางจุ้นขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำกล่าวของลูกน้องเขาทวนข้อความสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษว่า
“เรียนจบจากสถาบันดังที่มาไม่ชัดเจน เก่งเกินเหตุ น่าสนใจจริง ๆ”
“ยังมีอีกหัวหน้ามันเหมือนนกรู้เลยนะครับ หากผมจะเข้าไปใกล้เพื่อดักฟังหรือเก็บข้อมูลของมันสักหน่อย มันหนีไปก่อนทุกทียังกะมีตาทิพย์รู้ว่าผมจะทำอะไรกับมัน แถมมันไม่บันทึกอะไรที่น่าสงสัยในระบบเลยผมตรวจสอบมันยากจริง ๆ”
สุดท้ายหลีอี้เฉินบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังเขาไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ว่าศัตรูตามทันเกมที่เขากำลังดำเนินอยู่จึงคิดหาวิธีอื่นเพื่อสืบค้นข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากขึ้น
“พยายามต่อไปมันต้องมีสักวันที่พลาดบ้างแหละ ยิ่งมันระวังตัวเองแบบนี้ ยิ่งต้องใส่ใจให้มากมันอาจเป็นคนสำคัญที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้”
หยางจุ้นสั่งการลูกน้องเสียงเข้มเขาไม่เชื่อว่าศัตรูจะไม่มีวันพลั้งเผลอแต่คิดว่าฝ่ายตนอาจต้องเพิ่มความเข้มงวดเพื่อให้มีโอกาสล้วงข้อมูลอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนเขาไม่ต้องการสังหารคนผิดพลาดจนปล่อยให้ศัตรูตัวจริงลอยนวลไปได้
“เข้าใจแล้วครับ!” หลีอี้เฉินพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเข้าใจ
เขารู้สึกเหมือนได้พบกับศัตรูที่น่าท้าทายเป็นอย่างยิ่งจึงคิดที่จะหาวิธีพิเศษในการเข้าใกล้อีกฝ่ายเพราะถึงอย่างไรเขากับผู้ต้องสงสัยอยู่ในสถานะเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชิงหวาเหมือนกัน
จากนั้นสองหนุ่มพูดคุยกันเรื่องทั่วไปโดยมีเรื่องของหยวนมี่เข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากหยางจุ้นต้องการให้หลีอี้เฉินสืบค้นเรื่องหยวนมี่ต่อในขณะที่เขาเตรียมตัวเดินทางไปสืบเรื่องของหญิงสาวต้องสงสัยในประเทศสเปน
“หัวหน้าจะไปสเปนหรือครับ?ผมกำลังสงสัยเรื่องแพลตฟอร์มออลไทม์เหมือนกันพอดีเลยที่หัวหน้าจะได้พบกับผู้หญิงคนนั้น เธอดูแปลก ๆ นะครับ”
หลีอี้เฉินแสดงความคิดเห็นอย่างยินดีที่หัวหน้าจะไปติดตามและสืบค้นข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสาวสวยชื่อโอเกรสซึ่งแค่ชื่อก็มีความหมายในทำนองเกี่ยวข้องกับปีศาจอยู่แล้วยิ่งแววตาและท่าทางแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ของเธอ ทำให้เขาสงสัยในตัวหญิงสาวมากขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ใช่.....เธอน่าสงสัยเกินไปสวยแต่ไม่เป็นธรรมชาติ” หยางจุ้นพยักหน้ารับพลางพูดเสริมอย่างเข้าใจ