สายฝนสาดซัดกระหน่ำลงมาราวกับ์กำลังคลุ้มคลั่งหยาดพิรุณเย็นเยียบดั่งน้ำตาแห่งปรโลกทะลวงผ่านความมืดมิดกลืนกินหมู่บ้านอีกาดำให้จมดิ่งลงสู่ห้วงอนธการ เสียงอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงกึกก้องรอยแยกสีเงินยวงกรีดร้องข้ามขอบฟ้า สาดแสงสว่างวาบเผยให้เห็นเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน
ที่แห่งนั้นคือ ‘โรงเรือนพักศพ’กลิ่นธูปเก่าเก็บผสมผสานกับกลิ่นดินโคลนและคาวเืจางๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ
ภายในเรือนแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ไหววูบไปมาตามแรงลมที่ลอดผ่านซอกกระดานเงาของเด็กหนุ่มทาบทับลงบนผนังไม้ บิดเบี้ยวและวูบวาบราวกับภูตผี หลินจิ่วเซิงในวัยสิบหกปี นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์นิ้วมือเรียวยาวซึ่งเต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับพลั่ว กำลังบดแท่งหมึกสีชาดลงบนจานฝนหมึกอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ทุกจังหวะการบดหมึกของเขาสอดคล้องกับจังหวะเสียงสายฝนที่กระทบหลังคาราวกับเขากำลังหลอมรวมลมหายใจเข้ากับความตายที่รายล้อม
เสียงฝีเท้าหนักๆย่ำลงบนโคลนตมดังแว่วมาจากลานกว้างหน้าเรือน ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนผู้เดียวทว่าพร้อมเพรียงกันจนน่าขนลุก
หลินจิ่วเซิงหยุดมือเขาช้อนสายตาสงบนิ่งขึ้นมองผ่านบานประตูที่แง้มเปิดเงามืดสามสายยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุฝน ร่างทั้งสามสวมเสื้อกันฝนสานจากฟางข้าวสวมหมวกสานปีกกว้างที่กดต่ำจนปิดบังใบหน้า พวกเขายืนนิ่งงันราวกับหินผาไม่สะทกสะท้านต่อสายฝนที่สาดซัด
บนบ่าของคนทั้งสามแบกโลงศพไม้เนื้อเย็นเยียบสีดำสนิทเอาไว้
"ผู้ส่งศพยามวิกาล..."ผู้ช่วยสัปเหร่อเฒ่าที่นั่งขดตัวอยู่มุมห้องสั่นสะท้าน เสียงฟันกระทบกันดังกึกกัก"์... พวกเขาไม่มีรอยเท้า!"
หลินจิ่วเซิงลุกขึ้นยืนชายเสื้อสีเทาหม่นของเขาสะบัดพลิ้วตามแรงลม เด็กหนุ่มก้าวเดินออกไปที่หน้าประตูสายตาของเขากวาดมองไปยังพื้นโคลนเบื้องล่างร่างของชายทั้งสามเป็ดั่งที่ผู้ช่วยเฒ่ากล่าว โคลนตมที่ควรจะยุบตัวลงตามน้ำหนักของคนและโลงศพกลับเรียบเนียนไร้รอยประทับใดๆ ราวกับร่างเ่าั้ไร้ซึ่งน้ำหนักเป็เพียงภาพลวงตาที่ก่อตัวขึ้นจากไอหมอกแห่งความตาย
ผู้ส่งศพทั้งสามไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดพวกเขาลดโลงศพลงวางบนแท่นไม้หน้าเรือนอย่างพร้อมเพรียง ไร้ซึ่งเสียงกระแทกไร้ซึ่งเสียงหอบหายใจก่อนจะหันหลังกลับและกลืนหายไปในม่านฝนอย่างรวดเร็วราวกับหมอกควันทิ้งไว้เพียงโลงไม้ที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบะเืจนจับขั้วหัวใจ
หลินจิ่วเซิงเดินเข้าไปใกล้โลงศพเขาวางมือลงบนฝาโลงไม้ ััได้ถึงความชื้นและอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติอย่างประหลาดราวกับมีก้อนน้ำแข็งขนาดั์ซ่อนอยู่ภายใน เขาออกแรงผลักเบาๆฝาโลงที่ไม่ได้ตอกหมุดเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นร่างที่ทอดกายอยู่เบื้องใน
แสงตะเกียงสาดส่องลงบนใบหน้าของผู้ตายทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับทำให้ผู้ช่วยเฒ่าที่ชะโงกหน้ามาดูต้องกรีดร้องสุดเสียงและล้มหงายหลังไป
ร่างนั้นคืออิสตรีในชุดกระโปรงสีขาวซีดทว่าบนศีรษะของนาง... ไร้ซึ่งใบหน้า!
ไม่มีดวงตา ไม่มีจมูก ไม่มีริมฝีปากมีเพียงิัเรียบเนียนสีขาวซีดราวกับกระดาษศพที่ขึงตึงอยู่บนโครงหน้าราวกับว่าตัวตนของนางถูกลบเลือนไปจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์แบบิับริเวณลำคอมีรอยเย็บด้วยด้ายสีแดงเข้มรอยเย็บนั้นประณีตทว่าแฝงไว้ด้วยความวิปริต
หลินจิ่วเซิงหรี่ตาลงเนตรของเขายังไร้ซึ่งพลังปราณทว่าประสบการณ์สิบหกปีในฐานะคนขุดหลุมแห่งหมู่บ้านอีกาดำทำให้ััของเขาเฉียบคมยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์บางคน เขาสังเกตเห็นรอยนูนเล็กๆใต้ิับริเวณที่ควรจะเป็ริมฝีปากของร่างไร้หน้า
เขาหยิบมีดทองเหลืองขนาดเล็กออกมากรีดลงบนิัที่ปิดผนึกอยู่นั้นอย่างระมัดระวัง ิัขาดออกจากกันไร้ซึ่งหยาดโลหิตทว่ากลับมีกระดาษสีเหลืองหม่นแผ่นหนึ่งถูกพับซ่อนอยู่ใต้ตำแหน่งที่ควรจะเป็ลิ้น
หลินจิ่วเซิงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกสายตาของเขากวาดมองตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีชาด กลิ่นของหมึกยังคงใหม่สดเป็กลิ่นเดียวกับหมึกที่เขาเพิ่งบดเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยนทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ไม่ใช่กลิ่นหมึกแต่เป็ลายมือ...
ลายมือนั้นคือลายมือของเขาเอง!ตัวอักษรตวัดโค้งอย่างดุดันและเป็เอกลักษณ์ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าปลอมแปลงได้แเีถึงเพียงนี้
ข้อความบนกระดาษระบุว่า:'อย่าฝังนางก่อนระฆังใบที่เก้าหยุดดัง'
"นายท่านน้อย!รีบปิดฝาโลงเถิดขอรับ! ศพไร้หน้านี้เป็ลางอัปมงคลยิ่งนักหากปล่อยไว้ความฉิบหายจะมาเยือนเรือนของเรา!" ผู้ช่วยเฒ่าละล่ำละลักร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว เขาพยายามจะเอื้อมมือมาดึงฝาโลงให้ปิดลง
หลินจิ่วเซิงยกมือขึ้นขวางน้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดดั่งคมกระบี่"คนตายยังส่งคำมาไม่ครบ ข้าจะไม่กลบดินแทนนาง"
"แต่ว่า...แต่ว่าศพนี้มันผิดปกติ!"
"ในหมู่บ้านอีกาดำมีสิ่งใดปกติบ้างเล่า?" หลินจิ่วเซิงตอบกลับแ่เบาเขายืนจ้องมองใบหน้าที่ว่างเปล่านั้นราวกับกำลังรอคอยคำตอบ
ทันใดนั้นเองบรรยากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งราวกับูเาถล่มทับ แสงตะเกียงดับวูบลงพร้อมกันทุกดวงในความมืดมิด มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำซัด และเสียงแปลกประหลาดที่ดังแทรกขึ้นมา...
เสียงกระซิบแ่เบาแหบพร่าและเย็นเยียบ ดังลอดออกมาจากรอยกรีดบนใบหน้าของศพ
'ถ้าได้ยินข้าเรียกชื่อเ้า...จงหนี...'
ปัง! ปัง! ปัง!
สิ้นเสียงกระซิบโลงศพสีดำพลันสั่นะเือย่างรุนแรงราวกับมีอสูรกายกำลังดิ้นรนอยู่ภายในหมุดเหล็กที่ตอกยึดข้อต่อของโลงกระเด็นหลุดออกทีละตัวเสียงเสียดสีของไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุกิัของหญิงไร้หน้าเริ่มปูดนูนและเคลื่อนไหว ราวกับมีหนอนแมลงนับหมื่นตัวกำลังไชชอนอยู่ใต้ร่มผ้า
แรงกดดันไร้รูปแผ่ซ่านออกมาบดขยี้มิติรอบด้านจนสั่นไหว ผู้ช่วยเฒ่ากระอักเืออกมาคำโตและสลบเหมือดไปในทันที
ทว่าหลินจิ่วเซิงไม่ถอยหนีแม้ไร้ซึ่งพลังปราณคุ้มกายแต่จิตใจของเขาถูกหล่อหลอมมาท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความตาย เขาคว้า 'พลั่วตักดิน'ที่ทำจากเหล็กกล้าสีดำสนิท อาวุธคู่กายของคนขุดหลุมสับลงไปตรงรอยต่อของฝาโลงอย่างแม่นยำ ใช้ด้ามพลั่วค้ำยันไม่ให้ฝาโลงะเิออก
จากนั้น เขาล้วงเอา'ด้ายขาวนำทางิญญา' ออกมาจากแขนเสื้อ สะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียวด้ายขาวก็พุ่งออกไปรัดรอบโลงศพ เกิดเป็ข่ายมนตร์สกัดศพเขตแดนห้ามผ่านแม้จะเป็เพียงทักษะพื้นฐาน แต่มันคือการประกาศอาณาเขตของผู้ความตาย
"เ้าจะหนีไปที่ใดในเมื่อหลุมของเ้ายังไม่ได้ขุด" หลินจิ่วเซิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบสองมือจับด้ามพลั่วแน่น หยาดเหงื่อผสมหยาดฝนไหลอาบใบหน้า
เขาหลับตาลง ไม่พึ่งพาสายตาแต่ใช้โสตประสาทััถึงความสั่นะเืที่ส่งผ่านด้ามพลั่วเขาอ่านจังหวะการดิ้นรนของสิ่งที่อยู่ใต้ิัศพมันไม่ใช่การดิ้นรนอย่างสะเปะสะปะแต่มันกำลังพยายามทะลวงจุดชีพจรเพื่อปลุกร่างนี้ให้ลุกขึ้นทว่าเมื่อปะทะกับด้ายขาว มันกลับถูกสะท้อนกลับไป
ท่ามกลางเสียงพายุและเสียงสั่นของโลงความเงียบงันอันน่าสยดสยองพลันก่อตัวขึ้น ร่างที่ไร้ชีพจรหยุดการดิ้นรน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อกยาว...
เสียงเคาะดังขึ้นจากด้านในฝาโลง!เป็การเคาะอย่างจงใจและมีจังหวะตายตัว... สั้น สั้น ยาว
ดวงตาของหลินจิ่วเซิงเบิกกว้างรูม่านตาหดตัวลงอย่างรุนแรง จังหวะนี้... มันคือรหัสของสัปเหร่อ!เป็รหัสที่คนทำศพใช้เคาะฝาโลงเพื่อขออนุญาตเปิดโลงเมื่อมีเหตุจำเป็ศพที่ไร้ชีวิต ไร้ใบหน้า ไร้ลมหายใจกลับกำลังใช้รหัสของคนเป็เพื่อขอให้เขาเปิดทางให้!
"เ้าเป็ใครกันแน่..."หลินจิ่วเซิงพึมพำ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ตัดสินใจดึงพลั่วออกความวิปริตระลอกใหม่ก็ปะทุขึ้น
เหง่ง... หง่าง...
เสียงระฆังดังแว่วมาจากส่วนลึกของหมู่บ้านเป็เสียงระฆังงานศพที่แขวนอยู่ตามหอสังเกตการณ์ทั้งเก้าทิศระฆังที่ทำจากสัมฤทธิ์หนักอึ้ง ซึ่งปกติแล้วต้องใช้แรงคนนับสิบจึงจะสั่นไหวทว่าบัดนี้ ระฆังใบที่หนึ่งเริ่มส่งเสียงคำราม ท่ามกลางสายฝนที่ไร้ลมกระโชกแรง
เหง่ง... หง่าง...ระฆังใบที่สองดังขึ้นรับ
ตามด้วยใบที่สาม... ใบที่สี่...เสียงระฆังดังกึกก้องสะท้อนไปมาในหุบเขาราวกับบทสวดส่งิญญาที่กำลังเร่งเร้าให้ยมทูตมารับตัว
ใบที่เจ็ด... ใบที่แปด...
หลินจิ่วเซิงกำพลั่วแน่นข้อนิ้วขาวซีด เขาก้มมองกระดาษในมือ 'อย่าฝังนางก่อนระฆังใบที่เก้าหยุดดัง'
เหง่งงงงงงง!
ระฆังใบที่เก้าใบสุดท้ายที่แขวนอยู่หน้าศาลเ้าผีกลางหมู่บ้านแผดเสียงกึกก้องที่สุดเสียงของมันทำลายความเงียบงัน ทำลายม่านฝน และแทรกซึมเข้าไปในกระดูกดำ
แต่สิ่งที่ทำให้หลินจิ่วเซิงแทบหยุดหายใจไม่ใช่เสียงระฆังทั้งเก้าใบที่ดังขึ้นพร้อมกันอย่างเป็ปริศนา
ทว่าเมื่อเสียงระฆังใบที่เก้าค่อยๆจางหายไปตามข้อความบนกระดาษ... เสียงระฆังอีกใบหนึ่ง... ใบที่สิบซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงในแผนผังของหมู่บ้านอีกาดำ กลับดังขึ้น
และเสียงนั้น...ไม่ได้มาจากหอระฆังใดๆ
มันดังก้องขึ้นมาจากใต้แผ่นกระดานไม้...ตรงจุดที่เขากำลังยืนอยู่พอดี!