Chapter 1.2
เื่เหลือเชื่อเกิดขึ้นได้ทุกวัน
หญิงสาวเอื้อมหยิบผ้าห่มผืนหนาก่อนคลุมทับลงไปบนตัว ท่าทางนุ่มนวลแฝงไปด้วยความใส่ใจ "อากาศข้างนอกหนาว ระวังเป็หวัดนะคะ"
เฉินชิงกำลังปล่อยใจล่องลอยไปกับความคิดมากมายหันมอง ก่อนใบหน้าซีดเซียวไร้สีเืจะแสดงอาการใระคนยินดีออกมา "เสี่ยวอีอี มาได้ยังไงจ๊ะ"
"หนูได้ข่าวเลยรีบบินมาค่ะ"
"ลำบากเธอแล้ว"
จิ้งอีคลี่ยิ้ม โอบประคองร่างผอมเข้าด้านใน "อย่าพูดแบบนั้นสิคะ"
เฉินชิงเหลือบมองกระเป๋าเดินทางกลางห้อง "เสี่ยวอีอี เดินทางมาเหนื่อยๆ รีบไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก"
"วันนี้หนูจะนอนเป็เพื่อนค่ะ" จิ้งอีบอกความตั้งใจ
"ไม่ต้องๆ ที่นี่มีพยาบาลคอยดูแลใกล้ชิด ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก" เฉินชิงโบกมือปฏิเสธ
จิ้งอีลากกระเป๋าไปแอบข้างตู้เสื้อผ้า หาเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจ "ข้างนอกอากาศหนาวมาก หนูไม่อยากออกไปหาที่พักตอนนี้ ขอนอนด้วยสักคืนนะคะ"
"เด็กคนนี้นี่" เฉินชิงบ่นพึมพำ มุมปากโค้งขึ้น ท่าทางทั้งอ่อนใจทั้งเอ็นดู
เฉินชิงไม่พูดอะไรอีก แม้ในใจกังวลอยู่บ้างกลัวจิ้งอีจะนอนไม่หลับ เพราะมีพยาบาลเดินเข้าออกคอยดูอาการเกือบทั้งคืน แต่จนใจห้ามปรามนิสัยดื้อรั้นของหญิงสาว ลองได้ตั้งใจทำอะไรเป็ต้องลงมืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็เื่เล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม นี่เป็เสน่ห์อย่างหนึ่งของจิ้งอี ทำให้เด็กสาวไม่ประสาในวันวานเติบโตเป็ผู้ใหญ่ทีละก้าวอย่างมั่นคง
จิ้งอีทำทีเป็ไม่รู้ความคิดอีกฝ่าย หันไปหยิบแอปเปิลมาปอกเปลือก หั่นเป็ชิ้นพอดีคำป้อนให้
เฉินชิงถอนหายใจ สีหน้าคล้ายมีบางอย่าง สุดท้ายไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงอ้าปากกินแอปเปิลเงียบๆ
กว่าสองปีแล้วที่จิ้งอีไม่ได้กลับมาเยือนบ้านเกิด หลังจากตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหญ่ นี่จึงเป็การกลับมาครั้งแรก ถ้าไม่เพราะได้ข่าวการป่วยของเฉินชิง หญิงสาวคงไม่คิดกลับมาเหยียบที่นี่อีก เดิมจิ้งอีอยู่ระหว่างเกลี้ยกล่อมให้เฉินชิงย้ายไปอยู่ด้วย ส่วนบ้านทางนี้จะขายหรือปล่อยเช่าค่อยว่ากัน
จิ้งอีอยู่เฝ้าที่โรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน ทนเสียงรบเร้าแกมบังคับของเฉินชิงไม่ไหว วันนี้จึงโทรบอกให้เพื่อนสนิทอย่างหลูเว่ยมารับ
"ว่าไงคุณเพื่อน สบายดีไหม ลมอะไรหอบมาเนี่ย ฉันนึกว่าหลงผู้ชายที่โน่นไปแล้วซะอีก" คำทักทายแรกหลังจากรู้ว่าเพื่อนสนิทกลับบ้านเกิดมาได้สองสามวันแล้ว
มือจิ้งอีกระตุก รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจ "แหม..คำทักทายของเพื่อนไม่เป็มงคลเอาเสียเลย"
"อะไรยะ อย่าเฉไฉ กลับมาตั้งหลายวันค่อยนึกได้เหรอว่ามีเพื่อนคนนี้กับเขาด้วย ไม่กลับไปแล้วค่อยโทรบอกล่ะ" หลูเว่ยพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
"จริงด้วย งั้นวางก่อนนะ ไว้ค่อยโทรหาตอนกลับถึงที่โน่นแล้ว" จิ้งอีใช้น้ำเสียงยียวน
ปลายสายเงียบไป ก่อนตอบเสียงห้วน "แค่นี้นะ"
หลังพอใจที่ได้หยอก น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลง พูดกลั้วหัวเราะ "โธ่ ไม่เอาน่าที่รัก คนสวย เพื่อนที่แสนดี ไม่น้อยใจสิ มาจุ๊บที"
"ไปไกลๆ เลย" ปลายสายทำน้ำเสียงรังเกียจ
"เอาไงแน่ ไปไกลก็บ่น พอมาใกล้ดันไล่อีก เอาใจยากจริง" จิ้งอีบ่นเหมือนเป็ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกรังแก แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย วางตัวไม่ถูกแล้วนะ
หลูเว่ยหมดคำพูดโดยสิ้นเชิง ได้แต่ถอนหายใจ "สรุปที่หายไปคือหลงผู้ชาย"
จิ้งอีทำท่าสยองขวัญ อุตส่าห์เปลี่ยนเื่ทำไมยังวนกลับมาได้อีก "ขนลุกอ่ะ เลิกพูดเื่นี้เหอะ"
"อย่าบอกนะว่าไม่มีผู้ชายที่ไหนมาสนใจคุณเพื่อนคนสวยเลย" น้ำเสียงหลูเว่ยแสดงออกถึงความแปลกใจ
ถ้าพูดถึงหน้าตา แม้จิ้งอีไม่สวยจัดเหมือนนางฟ้า ก็เรียกว่าสวยติดอันดับดาวคณะได้สบาย บวกกับรูปร่างเพรียวแต่ไม่ผอมบางจนปลิวลม ส่วนที่ควรมีก็มีเต็มที่ ส่วนที่ควรโค้งเว้าก็เห็นชัดเจน ผิวเรียบเนียนขาวใส ตั้งไว้กลางลานหน้าหนาวยังนึกว่าตุ๊กตาหิมะใส่เสื้อผ้า ขนาดคนหน้าตาไม่โดดเด่นมากน้อยยังมีผู้ชายแวะเวียนเข้ามาทำความรู้จักบ้าง นับประสาอะไรกับสาวสวยอย่างจิ้งอี
"ไม่เอาหรอก น่ารำคาญจะตาย" จิ้งอีง่วนกับการกดตู้อัตโนมัติตรงหน้าไม่ได้สนใจด้านหลังสักนิด อาจเพราะใส่หูฟังเลยไม่ทันได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ตอนที่หันไปเลยชนเข้าอย่างจัง
"อ๊ะ! ขอโทษค่ะ"
ว่ากันว่าจังหวะนรกมักมาในเวลาไม่คาดฝัน แก้วกาแฟในมือหกราดใส่คนที่ต่อแถวรอ จิ้งอีเหม่อมองคราบสีเข้มวงกว้างตัดกับเสื้อยืดสีอ่อน ท่าทางเหมือนหมดอาลัย
"เสียดายวิปครีมจัง" ปากเผลอพึมพำสิ่งที่ใจคิด
"อะไรนะครับ"
"หา! เปล่าค่ะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันจะชดใช้ค่าเสื้อให้" ไล่สายตาจากคราบเปื้อนสีน้ำตาลของกาแฟขึ้นไป้า ทำให้พบว่าอีกฝ่ายตัวสูงมาก หัวของเธออยู่แค่ระดับไหปลาร้าเท่านั้น
"คุณ" จิ้งอีประหลาดใจไม่น้อย ไม่นึกว่าจะได้เจอกันอีก
"บังเอิญจังนะครับ"
"ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ เพราะฉันไม่ทันระวัง ทำคุณเสียเวลา"
"ไม่เป็ไรครับ เื่เล็ก ผมต่างหากที่ทำให้คุณอดกินวิปปิ้งครีม" ชายหนุ่มกระตุกมุมปากโค้งขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยแววหยอกเย้า
จิ้งอีเม้มปาก รู้สึกขายหน้านิดหน่อย "ได้ยินด้วยเหรอคะ"
อีกฝ่ายตีหน้าซื่อ "เสียงคุณออกจะดังขนาดนั้น"
"ฉันคิดในใจแล้วนะคะ" จิ้งอีทำเสียงขึ้นจมูก
"จริงเหรอครับ สงสัยผมคงหูดีเกินไปหน่อย"
"ช่างเถอะ" หญิงสาวโบกมือ ไม่อยากเถียงต่อ "ที่นี่มีร้านขายเสื้อไหมคะ"
"มีครับ"
"ดีเลยค่ะ ไปกันเถอะ"
"รอเดี๋ยวครับ" ชายหนุ่มรีบรั้งไว้
อีกฝ่ายหันไปกดกาแฟก่อนยื่นให้จิ้งอี "ผมเพิ่มวิปครีมให้แล้ว"
...จะไม่จบใช่ไหม
ตีกันเลยไหมล่ะ ยกที่หนึ่ง เริ่ม!
หากชอบ อย่าลืม กดหัวใจ ❤️ กด ติดตาม
เพื่อเป็กำลังใจให้นักเขียนด้วยน้า (^_