ในท้องพระโรงที่มืดมิดกว้างใหญ่และโอ่อ่า มีเสาหินดูเก่าแก่เรียงรายเป็ระเบียบ บรรยากาศในห้องนี้สงบและเยือกเย็น
ณใจกลางห้อง มีบัลลังก์อยู่ บัลลังก์ว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้ใดนั่ง
แต่แล้วก็พลันมีไฟลุกขึ้นบนคบเพลิงทั้งบนเสาหิน และเื้ับัลลังก์ เปลวไฟทั้งหมดนั้นเป็สีฟ้า
และเช่นเดียวกันที่บนบัลลังก์ก็มีไฟลุกขึ้นด้วย แต่ก็เพียงชั่วครู่เดียวเมื่อไฟมอดดับลงก็ปรากฏร่างๆหนึ่งขึ้นมา
ผู้ที่ปรากฏตัวออกมานั่งเอนกาย จ้องมองด้วยดวงตาสีแดง ไปยังผู้ที่กำลังโค้งคำนับอยู่ ณ เบื้องหน้าของเ้าตัว
“สถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง...”ผู้ที่นั่งบนบัลลังก์เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ แต่ดังก้องไปทั่วห้อง
“เริ่มมีผลลัพธ์ที่น่าคาดหวังให้เห็นแล้ว”ผู้ที่โค้งคำนับกล่าวโดยไม่เงยหน้ามอง
“มั่นใจหรือเปล่า...”
“...บางที”
“...”
เกิดความเงียบอยู่พักหนึ่ง
แล้วชายบนบัลลังก์ก็เอ่ยปาก
“สังเกตการณ์ต่อไป...เอาให้แน่ชัด...”
“รับทราบ...ท่านจอมมาร”
แล้วไฟทุกดวงก็ดับลงพลันกลับสู่ความมืดมิด...
...
พระอาทิตย์ยามเช้าฉายแสงสดใสผืนฟ้ามีเมฆเล็กคล้ายปุยนุ่นเป็หย่อมๆ
อากาศวันนี้อบอุ่นกำลังดีไม่ร้อนเกินและไม่หนาวเกิน สายลมเย็นๆพัดเข้ามา ผมสูดลมหายใจ รับเอาอากาศสดชื่นมีกลิ่นเกลือเจือปนมาตามสายลมเล็กน้อย
ใต้ร่มไม้ของต้นสนซีดาร์ตัวผม โยฮัน คาร์ริส ไลท์แมน กำลังนั่งพิงต้นไม้นั้น พร้อมกับจิบชาเอิร์ลเกรย์จากกระติกน้ำร้อนที่เฟรอร์เป็ผู้เตรียมให้เมื่อเช้า
“ฮ่า...”ผมพ่นลมหายใจ หลังจากจิบชาร้อนๆ เพื่อปรับความอบอุ่นให้ร่างกาย
ทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตอนนี้คือ...
ทะเลสีครามในอ่าวผิวน้ำทะเลกำลังทอแสงระยิบระยับ
เื้ัผมได้ยินเสียงนกป่ากำลังส่งเสียงร้องแข่งกันจิ๊บ จิ๊บ
เบื้องหน้าก็เห็นฝูงนกนางนวลกำลังบินอยู่เหนือทะเลส่งเสียงร้อง มิ้ว มิ้ว
...หลังจากนั้นไม่นานทางเบื้องขวาของฝูงนก ก็มีไวเวิร์นสีดำตัวหนึ่งบินเข้าไปหานกเ่าั้ทั้งฝูงแตกกระจายในบัดดล
นกหลายตัวโชคร้ายเป็อาหารอันโอชะของไวเวิร์นแต่เป็โชคดีของเ้าัที่ได้กินอิ่มท้อง
ผมจ้องมองภาพสารคดีสัตว์โลกนี้แล้วจิบชาอีกหนึ่งอึก
“ฮ่า...”น่าจะมีของว่างด้วย พรุ่งนี้เตรียมมาด้วยดีกว่า
วันใหม่สำหรับการเรียนการสอนที่โรงเรียนเด็กกิฟท์เริ่มต้นด้วยประการฉะนี้
ผมเพิ่งพูดถึง‘ั’ ไป
โลกนี้มีัสัตว์ในเทพนิยาย นิสัยดุร้าย ตัวใหญ่ มีปีก พ่นไฟได้...นั่นแหละครับ
เท่าที่อ่านจากสารานุกรมของพ่อัสายพันธุ์ส่วนใหญ่ของโลกนี้จะเป็ ไวเวิร์น ัสายพันธุ์เล็ก 2 ขา 2 ปีกหางเป็หนามแหลมคมใช้เป็อาวุธป้องกันตัว พ่นไฟไม่ได้และจักรวรรดิแห่งนี้ที่ผมเติบโตมาก็มีการเลี้ยงไวเวิร์นเป็พาหนะไว้ใช้ในการา ที่เรียกว่า อัศวินขี่ไวเวิร์น
ถามว่ามีัอื่นอีกไหม
รู้สึกจะมีอีกหนึ่งสายพันธุ์เรียกว่า เดรก เป็ัตัวใหญ่กว่าไวเวิร์น เกือบ 4 เท่า เดิน 4 ขา บินได้ พ่นไฟได้พวกนี้มีน้อยกว่าไวเวิร์นมากและมักเป็พาหนะของอัศวินระดับสูงสุดในจักรวรรดิเท่านั้น
ันั้นชอบอากาศหนาวจักรวรรดิเองก็ตั้งอยู่ในเขตหนาว
จึงทำให้จักรวรรดิแทบจะผูกขาดการเลี้ยงัเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวนี่จึงเป็เหตุผลที่ทำให้จักรวรรดิโดดเด่นเื่การทหารและการาที่สุดในทวีป
-จบการบรรยายสารานุกรมสัตว์โลกแต่เพียงเท่านี้-
อาจจะสงสัยว่าผมมานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้ตอนเช้าแบบนี้ ไม่ไปเรียนเหรอ
คาบแรกของการเรียนเป็วิชาพื้นฐานเกี่ยวกับ การอ่าน การเขียน การนับเลข
ซึ่งผมไม่จำเป็ต้องเรียนอยู่แล้วและเหล่าคุณครูต่างก็รู้ดีผมจึงขออนุญาตครูใหญ่ออกมานั่งเล่นชมวิวข้างนอก...อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้
เพราะผมทำในสิ่งที่เด็กคนอื่นซึ่งทำไม่ได้มันจึงทำให้ผมกลายเป็เด็กที่โดยรวมแล้ว มีเวลาว่างเยอะที่สุดก็ได้ ที่แน่ๆคาบแรกของทุกวันผมไม่จำเป็ต้องเข้าเรียนเลยก็ได้ส่วนคาบอื่นๆก็คงต้องดูอีกที แต่ถึงแบบนั้นการเรียนของเด็ก 5 ขวบมันก็ไม่มีอะไรมากอยู่แล้ว แค่ เล่น กิน นอน แล้วก็เล่นอีก ส่วนใหญ่จะเป็การเน้นสร้างสังคมและสานสัมพันธ์ระหว่างเด็กมากกว่า
ในระหว่างที่ผมกำลังจมดิ่งอยู่กับโลกส่วนตัวนั้นเอง
“...โยฮันเข้ามาได้แล้วล่ะ” ครูใหญ่ก็ยื่นหน้าออกมานอกหน้าต่าง ส่งเสียงเรียกผมทางด้านหลัง
[อะไรกัน!? ผ่านไปยังไม่ถึง 30 นาทีเลย]
ผมคิดว่าเวลาหย่อนใจของผมช่างจบลงเร็วกว่าที่คาดไว้
หลังจากเก็บกระติกน้ำร้อนแล้วเดินเข้ามาในอาคาร ไปนั่งรวมกับเหล่าเพื่อนๆ ครูใหญ่ก็อธิบายเหตุผลที่เรียกผมเข้ามา
“เวลาที่เหลืออยู่ครูอยากให้พวกเธอทุกคนวาดภาพที่คิดว่า นี่แหละคือ ‘ครอบครัวของฉัน’ ออกมาคนละ 1 แผ่น”
อย่างนี้นี่เองใช้การวาดภาพ เพื่อเก็บข้อมูลครอบครัวของนักเรียนสินะ
นี่คือไอเดียที่ได้จากการแนะนำของเราไปนี่เองโดยการให้เด็กวาดภาพครอบครัวของตัวเองออกมาก็จะสามารถสังเกตลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กคนนั้นได้เป็แบบทดสอบสำหรับเด็กที่นักจิตวิทยาชอบใช้กัน...ไม่รู้หรอกว่าโลกนี้จะมีอาชีพนักจิตวิทยาไหมแต่ก็ขอชมเชยที่ครูใหญ่ทำการบ้านมาดี
สำหรับเราที่รู้เื่นี้ดีอยู่แล้วเลยสามารถวาดภาพที่เด็กปกติทั่วไปจะวาดกันได้
แค่วาดบ้านของฉันไว้ตรงกลางรายล้อมด้วยูเา ต้นไม้ ใบหญ้า มีพระอาทิตย์ดวงโตอยู่ระหว่างูเา 2 ลูกพ่อกับแม่ยืนใกล้กัน ใบหน้ายิ้มแย้ม และมีเรายืนระหว่างกลางทั้งคู่ ใส่เมดรับใช้เฟรอร์ ลงไปด้วยละกัน ให้ยืนตัวเล็กๆอยู่ทางด้านหลัง ที่เหลือก็แค่เลือกสีโทนสว่างสดใส ดูเป็ธรรมชาติ เท่านี้ก็เสร็จสมบูรณ์
...ดูเหมือนผมจะเสร็จคนแรก
เพราะแบบนั้นเมื่อเด็กคนอื่นๆวาดกันเสร็จแล้ว เราจึงอาสาเดินไปเก็บภาพของทุกคนมาส่งให้ครูใหญ่
อันที่จริงคือจะดูภาพของเด็กทุกคนไปด้วยเพราะ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ของเราจึงทำให้จดจำภาพของทุกคนได้แม่นยำไม่ตกหล่น...เราเองก็อยากเก็บข้อมูลครอบครัวของทุกคนไว้เหมือนกัน
เพราะอยากจะยืนยันสมมติฐาน‘ประสบการณ์ในวัยเด็กส่งผลต่อการเกิดทาเลนท์’ ว่าเป็จริงหรือเปล่า...ไว้จะลองวิเคราะห์ดูในภายหลัง
จบคาบแรก...ต่อไปเป็คาบทักษะ
สุดท้ายครูใหญ่ก็ใช้หมากรุกมาฝึกฝนเรา
[ไหนตอนแรกบอกว่าจะไม่ใช้หมากรุกแล้วนี่นา...สงสัยจนปัญญา]เราคิดแบบนี้
“รู้กฎการเล่นหรือเปล่า”ครูถาม
“ไม่ครับ”
จะว่าไปตัวหมากก็รูปร่างไม่เหมือนโลกก่อนเรา...ก็แค่รูปร่างเท่านั้น
กฎการเดินเหมือนกันหลังจากฟังครูใหญ่อธิบายเราก็สรุปแบบนั้น
...ชาติก่อนเราเองก็เล่นหมากรุกเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับชอบเล่นมาก เล่นแค่เป็เกมฆ่าเวลาหรือเอาไว้ใช้ผูกสัมพันธ์กับคนอื่น
อย่างเช่นในบรรดาเหล่าเพื่อนร่วมอาชีพหัวสูงหลายคนผลแพ้ชนะของหมากรุกสามารถทำให้พวกเค้ายอมรับได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ สติปัญญาอีโก้ของตัวเอง ความฉลาดทางอารมณ์หรือแม้แต่สิ้นเดือนใครจะเป็คนเลี้ยงดินเนอร์ก็ย่อมได้
แน่นอนว่าต่อให้เป็เราก็ต้องมีแพ้ มีชนะอยู่บ้างเป็ธรรมดา
แต่สำหรับโลกนี้ต่อหน้า ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ นี้เราคงไม่มีวันแพ้อีก
ว่ากันว่าในหัวของนักเล่นเกมกระดานมืออาชีพไม่ว่าจะเป็หมากรุกสากล หมากล้อม หมากรุกญี่ปุ่น ก็ตามพวกเค้าจะสามารถอ่านรูปแบบของหมากล่วงหน้าได้เป็ร้อยๆเป็พันๆตาหรือแม้แต่วางกลยุทธ์รับมือคู่ต่อสู้ได้อีกเป็ร้อย เป็พันรูปแบบด้วยซ้ำกระบวนการวางแผนมากมายขนาดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที...
แน่นอนว่าผมเองก็ทำได้...และทำได้ดีกว่าด้วย
ทาเลนท์ของผมทำให้วางแผนได้กว่า10,000 รูปแบบ ในเวลาแค่พริบตาเดียว
ในทุกๆตาที่ครูใหญ่เดินมาผมก็คิดความน่าจะเป็ตาเดินล่วงหน้าของครูใหญ่ออกมาได้หมด เท่าที่ครูใหญ่จะเดินได้ไว้แล้วจากนั้นก็คิดกลยุทธ์โต้ตอบกว่าอีก 1,000 รูปแบบต่อทุกความน่าจะเป็นั้นในทุกๆการขยับหมากหนึ่งครั้งของครูใหญ่ ก็จะมีกลยุทธ์ใหม่ๆออกมาตอบรับแผนการครูใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ
ฟังดูแล้วเหมือนกับต้องคิดกลยุทธ์เป็อนันต์แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคู่ต่อสู้ฝีมือขนาดไหน กรณีครูใหญ่ แค่ 7 ตา ดีหน่อย10 ตา ก็รุกฆาตได้แล้ว
...นี่ยังไม่รวมถึงการอ่านใจ ของ ‘มาสเตอร์มายด์’ ผมอีกนะ
ถ้าผม้าจะอ่านใจครูใหญ่แล้วเดินรับมือดักทางตลอดก็ได้ไม่จำเป็ต้องคิดกลยุทธ์ให้ปวดหัวมาก...แต่ถ้าทำแบบนั้นก็น่าเบื่อไปมีสติปัญญาให้ใช้ แต่ไม่คิดจะใช้ ก็ไม่รู้จะมีสมองเอาไว้ทำไมกัน ผมคิดแบบนั้น
ถึงอาจจะไม่พอลับสมองได้มากเท่าทีควรแต่ก็ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆไม่มีอะไรทำล่ะนะ (ไม่นับเวลาพักดื่มชานะ)
...หลังจากเล่นจบ
หลังจากครูใหญ่ค่อยๆปรับอารมณ์กลับมาจากการเซื่องซึมหลังพ่ายแพ้ไปนั้น...
ก็เอาหนังสือมาให้ผมอ่าน
อันที่จริงภาษาของโลกนี้ไม่เหมือนกับโลกเดิม
แม้ผมจะฟังเข้าใจสื่อสารได้ แต่การอ่านกับการเขียน เป็สิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่หมดเลยต้องเริ่มจำั้แ่คำศัพท์ไปยันหลักไวยากรณ์
แต่1 ปีที่ผ่านมา ผมก็เรียนรู้ด้วยตัวเองไปเยอะแล้วคาดว่าน่าจะเข้าใจภาษาของโลกนี้เกือบสมบูรณ์พอควร แต่ก็ยังไม่แน่ใจจึงขอให้ครูใหญ่เอาหนังสือใหม่ๆที่พ่อผมไม่มีมาให้อ่านก็พอ ที่เหลือเดี๋ยวผมใช้ ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ศึกษาต่อเอง ทั้งการอ่านหนังสือและการฝึกเขียนจากหนังสือ
สำหรับการเขียนชาติก่อนผมเป็คนถนัดซ้าย แน่นอนว่าชาตินี้ก็ยังถนัดซ้าย แต่ว่าอุตส่าห์เป็ชีวิตใหม่ทั้งที เลยอยากจะถือโอกาสลองฝีกมือขวาดูบ้างยิ่งตอนนี้เป็วัยเด็กยิ่งมีเวลาฝีกเหลือเฟือ ถือซะว่าเป็การพัฒนาสมองไปในตัวด้วย
ผ่านไปซักพัก...
...เห็นครูใหญ่บ่นเบื่อในใจจึงชวนครูคุย
“ครูใหญ่กับครูเพตราเป็สามีภรรยากันเหรอครับ”
“หือ!? เธอรู้ได้ไง?”ครูใหญ่หลุดจากภวังค์เหม่อลอย ถามกลับในทันที
“ก็ครูทั้งสองคนใช้นามสกุลเดียวกันนี่ครับ”
ครูใหญ่ชื่ออดัม ฮิลมิสสัน
ส่วนครูใส่แว่นที่กล่าวตอนแนะนำตัววันแรกนั้นชื่อ เพตรา ฮิลมิสสัน ปกติเธอมีหน้าที่ดูแลคาบกิจกรรมและคาบอิสระ
ส่วนครูใหญ่มักจะโผล่มาในคาบโฮมรูมคาบพื้นฐาน และคาบทักษะของผม
“อีกทั้ง...ทั้งสองคนมีท่าทีสนิทกันมากเลยครูเพตราคอยจัดเสื้อผ้าหน้าผมที่ดูกระเซอะกระเซิงของครูตอนเช้าเหมือนกับที่แม่ผมทำให้พ่อเป็ประจำ”
“ฮะฮะงั้นเหรอ” ครูใหญ่กล่าวพลางเอามือตรวจเช็กสภาพทรงผมกับเสื้อผ้าตัวเอง
“รู้จักกันในที่ทำงานเหรอครับ”
“ทำไมถึงรู้ล่ะ”
“อายุของพวกครูแทบไม่ห่างกันทั้งสองดูไม่ใช่พวกชอบออกไปพบปะผู้คนสังสรรค์ เที่ยวฉลอง ดูเป็คนคงแก่งานจริงจังกับงาน ไม่น่าจะเจอกันนอกจากในที่ทำงาน ใส่แว่นเหมือนกัน ภาพลักษณ์คล้ายกันอุปนิสัยก็คล้ายกัน คุณวุฒิก็น่าจะเท่ากันด้วยเพราะเห็นคุยปรึกษากันอย่างได้อรรถรส
คนเรามักชอบผู้คนที่คล้ายตัวเองมีอะไรเหมือนๆกับตัวเองได้ง่ายกว่า”
“ทำไมเธอถึงรู้ได้ล่ะว่าใครเป็ประเภทไหน”
“ศึกษาเอาจากบันทึกซักประวัติของคุณพ่อครับพ่อผมเป็หมอประจำเมืองนี้”
[โกหกน่ะมาจากประสบการณ์ในชาติก่อนทั้งนั้น บันทึกซักประวัติเองก็ไม่เกี่ยวกันเลยแต่ครูไม่รู้หรอก]
“งั้นเหรอ...แต่ก็ยอมรับเลยนะว่าเธอช่างสังเกตุจริงๆ”
“เพราะ‘การสังเกตุ’เป็สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้น่ะครับ เฉกเช่นเดียวกับ…‘ความจำ’”
“ความจำเหรอ?”
“คนเราจดจำเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้วมันก็กลายเป็เื่ราวในอดีตไป...หรือก็คือ ผู้คนจดจำเื่เมื่อก่อนเพื่อจะได้หวนนึกถึงอีกครั้งได้...ในตอนนี้”
“...”
“อดีตของครูเป็ยังไงครับครูเคยมีลูกสินะครับ”
“ทำไมถึง!?...ทำไมถึงคิดว่า ‘เคย’ ล่ะ?”
“ทั้งคู่ต่างดูรักเด็กกันมากอาจจะดูไม่แปลกสำหรับผู้ที่ก่อตั้งโรงเรียนเด็กแบบนี้แต่ว่าสายตาของพวกครูมันมองเด็กๆแบบให้อารมณ์พ่อแม่มองลูกของตนมากกว่าน่ะครับ”ครูใหญ่เอามือแตะคิ้ว
“โดยเฉพาะ...ครูเพตราที่มีสายตาเศร้าสร้อยตามมาด้วยทุกครั้งอย่างชัดเจนมุมปากตก เปลือกตา้าหลุบลง แม้จะแสดงออกมาสั้นๆแต่ก็เป็ใบหน้าที่เหมือนกับเมดรับใช้บ้านผมเวลาได้รับเงินเดือนทุกครั้งเลย”
“...”
“ทุกครั้งที่มองเด็กก็จะรู้สึกว่าเหมือนกำลังมองลูกของตนเป็นิสัยปกติของบรรดาคุณครูที่มีลูกแล้ว แต่ว่า พวกครูสองคนมีความเศร้าแสดงออกมาทุกครั้งแม้จะเพียงเล็กน้อย ผมก็เลย...เดาดูว่าน่าจะเกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกี่ยวกับลูก ที่ทำให้พวกครูต้องนึกไปยัง ‘ความทรงจำ’ ในอดีตน่ะครับ”
พอพูดจบครูใหญ่ก็อ้ำอึ้งชั่วครู่ ั์ตาที่จ้องค้างอยู่นั้น ราวกับไม่ได้จ้องอยู่ที่เบื้องหน้าแต่กำลังจ้องไปในอดีต
และใน่นั้นเองที่โยฮันได้เห็น
ภาพๆหนึ่งฉายเข้ามาในหัวของตัวเอง
เป็ภาพของเด็กชายวัยประมาณ6 ขวบ ใบหน้าราวกับถอดครูใหญ่มา...ลูกของครูใหญ่
กำลังเล่นเกมไม้จังก้ากับครูเพตราอยู่เป็ภาพแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง หรือก็คือภาพในสายตาของครูใหญ่นั่นเอง ทั้งครูเพตราและลูกชายต่างยิ้มเยาะสนุกสนานกันยกใหญ่...และภาพก็หายไป
หน้าของครูใหญ่เปลือกตาเริ่มหลุบลง มุมปากตก
“อ้ะ!? ขอโทษครับ เหมือนผมจะเสียมารยาทไปหน่อย” [ขืนทำให้ครูร้องไห้ในคาบเรียนล่ะก็เป็เื่แน่]
“อะ...อืม...ไม่เป็ไรหรอกไม่ใช่เื่ที่ต้องขอโทษ” ครูใหญ่ใช้ปลายนิ้วขยี้ตา และพูดต่อ
“เธออ่านหนังสือไปพลางๆก่อนนะ...ครูขอตัวไปห้องน้ำหน่อย”ครูใหญ่ลุกออกไป...ไม่ได้ไปร้องไห้หรอก แค่ล้างหน้าล้างตา สงบสติอารมณ์เล็กน้อย
เหมือนจะแหย่เล่นหนักไปหน่อย...มันเป็นิสัยเก่านี่นะ
แต่ว่า...เมื่อกี้มันอะไร
มีภาพโผล่เข้ามาในหัว
ตามความเข้าใจของเรามันคงเป็ภาพในความคิดของครูใหญ่ นึกว่าเราทำได้แค่ได้ยินเสียงความคิดซะอีกแต่สามารถเห็นภาพได้เลยเหรอ เมื่อก่อนไม่เคยทำได้เลย
...หรือว่าบางที‘มาสเตอร์มายด์’ เราพัฒนาขึ้นงั้นเหรอ
จะว่าไป่นี้เราก็อ่านใจบ่อยกว่าเมื่อก่อนอีกไหนจะอ่านได้เยอะขึ้นด้วย
อันที่จริงตลอดเวลาที่ผ่านมา ในทุกๆอิริยาบถของเรา เราก็ใช้ ‘มาสเตอร์มายด์’ แทบจะตลอดเวลาเราเปิดการอ่านใจเอาไว้ เพราะอยากจะขยายขอบเขตระยะเวลาการใช้งานให้นานขึ้นโดยการเพ่งความสนใจไปยังทุกคนจึงได้ยินเสียงความคิดแทบจะตลอดเวลา แค่ว่าเสียงไหนไม่สำคัญ เราก็ตัดออกไป ไม่สนใจเท่านั้นเอง
ที่โรงเรียนนี้ทั้งบรรดาครู บุคลากรอื่นอย่าง ภารโรง คนขับรถม้า แม่ครัว รวมทั้งนักเรียนรวมแล้วมากกว่าที่บ้านเกือบ 10 เท่า และยังมี ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ของเราที่ทำให้เรียนรู้ได้ไวขึ้นอีก มันจึงส่งผลให้การพัฒนาสกิลที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และการฝีกฝน พัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วย
เหลือเชื่อเลยแฮะแค่วันเดียวเองเนี่ยนะ
จากที่ครูใหญ่เล่าครูยังใช้เวลาฝึกสกิลจนอายุ 20 ปี คาดว่าน่าจะใช้เวลาทุ่มเทกับการพับกระดาษซัก 10กว่าปีได้ เราเลยคิดว่ากรณีตนเองคงใช้เวลาพัฒนาซัก 1 ปี แค่นั้นก็ได้แต่ผิดตาดจากที่คำนวณไว้ไปไกลเลย
หรือว่า‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’พัฒนาขึ้นอย่างก้าวะโงั้นเหรอ
พัฒนาในพัฒนา...เรียนรู้ในเรียนรู้
ร้ายกาจจริงๆ‘ไฮเปอร์อินเทลลิเจนท์’ ของเราไม่เพียงแต่พัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วทวีคูณยังไปช่วยเร่งการพัฒนาสกิลอื่นได้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้‘มาสเตอร์มายด์’ของผมจึงสามารถรับรู้ความคิดในรูปแบบของภาพได้
อดใจรอดูไม่ไหวเลยว่าหลังจากนี้จะพัฒนาไปในทิศทางไหนอีก
มั่นใจว่าตอนนี้ยังไม่ถึงขีดสุดแน่นอนเรารู้สึกอย่างนั้น
...