ทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book)

    บทที่ 37 เลี้ยงไก่

    บทที่ 37 เลี้ยงไก่

     

            ช่วงบ่ายคล้อยคนบ้านหลินยังอยู่ที่แปลงผักด้านหลังหมู่บ้านมีเพียงหลินเสี่ยวเฉินที่กลับมาถึงบ้านก่อน

            ทันทีที่เข้าบ้านเขาก็เปิดระบบทันที “แลกไม้ไผ่”

            แสงวาบปรากฏขึ้นไม้ไผ่จำนวนมากกองอยู่ตรงหน้า หลินเสี่ยวเฉินหยิบมีดขึ้นมาเริ่มลงมือทันทีเขาตัดไม้ไผ่เป็นท่อน ๆ ก่อนจะใช้เชือกมัดทำเป็นรั้วล้อมด้านหลังบ้านจากนั้นก็ตอกเสา สานรางอาหารและแบ่งพื้นที่ออกเป็นคอกอย่างเป็นระเบียบเหงื่อไหลอาบหน้าผากแม้อากาศจะยังเย็นอยู่

            “เหนื่อยกว่าที่คิดแฮะ” เด็กชายบ่นพึมพำแต่ก็ยังลงมือทำต่อไม่หยุดกว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปหลายชั่วยาม

            เมื่อเสร็จแล้วเด็ชายก็เปิดระบบอีกครั้งแล้วใช้คะแนนแลกไก่ออกมาสิบตัวเขาตั้งใจให้เป็นตัวผู้กับตัวเมียอย่างละห้าตัว

            ตอนที่หลินกวงจางเว่ยเยียนและหลินอวี้หรานกลับมาจากนาทั้งสามคนก็ต้องหยุดเดินทันทีเมื่อเห็นภาพด้านหลังบ้าน

            “นั่นมันอะไรกันเนี่ย” หลินอวี้หรานเบิกตากว้าง

            ด้านหลังบ้านตอนนี้มีคอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่และที่สำคัญภายในนั้นมีไก่วิ่งอยู่ถึงสิบตัว

            “เสี่ยวเฉิน!” หลินกวงร้องลั่น “เจ้าไปเอาไก่มาจากที่ใด”

            จางเว่ยเยียนเองก็ตกใจไม่แพ้กันทว่าพูดไม่ออก

            “ซื้อมาขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินที่กำลังเติมน้ำลงรางหันมายิ้ม

            “ซื้อมา? ตั้งสิบตัวเชียวนะ” หลินกวงเดินเข้ามาดูใกล้ๆ

            “ข้าเอาเงินที่แอบเก็บไว้ตอนทำงานไปซื้อพันธุ์มา”เด็กชายเกาหัวเล็กน้อย

            “แต่…ซื้อมาเยอะถึงเพียงนี้เลยหรือ ไก่แต่ละตัวใช่ถูก ๆเจ้ามีเงินมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรเมื่อหลายวันก่อนที่เอาเงินออกมารวมกันพวกเรามีเพียงแค่หกตำลึงเท่านั้น” หลินอวี้หรานถามอย่างงุนงง

            “ก็นั่นมันเงินกองกลางของบ้านข้าไม่ได้ใช้ ส่วนนี้เป็นเงินส่วนตัวของข้าอีกอย่างที่ข้าซื้อมาได้เยอะก็เพราะว่าพ่อค้าที่มาจากต่างเมืองเขาต้องรีบกลับบ้านไปหาภรรยาที่ใกล้จะคลอดก็เลยขายให้ข้าในราคาไม่แพงน่ะสิ”เด็กชายตอบ เขาเพิ่งคิดเรื่องโกหกได้เมื่อสักครู่นี้เอง

            หลินอวี้หรานได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังไม่เห็นด้วยเต็มสิบส่วนอยู่ดี“แต่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องซื้อมากมายถึงเพียงก็ได้นี่”

            “ต้องซื้อมากสิพี่หญิง เพราะว่าพวกเราจะเลี้ยงขยายพันธุ์มัน”เขาตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มุ่งมั่น

            “ขยายพันธุ์?” คนบ้านหลินที่เหลือหันมาถามเป็นเสียงเดียวกัน

            “ใช่ขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า “ข้าคุยกับร้านอาหารในเมืองไว้แล้วต่อไปพวกเราจะส่งไก่กับปลาให้ร้านพวกนั้น”

            “ยังมีปลาอีกหรือ” จางเว่ยเยียนอุทานแค่ไก่ที่วิ่งไปวิ่งมาตรงหน้านางก็แทบจะไม่เชื่อสายตาแล้วและนี่ยังจะมีปลามาอีก

            “ขอรับ” เด็กชายยิ้มกว้าง “พรุ่งนี้ต้องช่วยกันขุดบ่อหลังบ้านด้วยกันขุดให้กว้างหน่อยเพราะปลาที่จะเลี้ยงนั้นขยายพันธุ์เร็วเลี้ยงแค่ไม่กี่เดือนก็ได้ปลาเต็มบ่อแล้ว”

            ทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างมึนงง

            หลินกวงถามขึ้นช้าๆ อย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก“เจ้าคิดจะทำจริงหรือ”

            “ใช่ขอรับ” เสียงที่ตอบกลับมาจากบุตรชายนั้นกลับหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม

            “แล้วปลาล่ะจะเอามาจากที่ใด” หลินอวี้หรานเป็นคนถาม

            “อีกเจ็ดวันพ่อค้าต่างเมืองจะเอาพันธุ์ปลามาส่งขอรับ” เด็กชายตอบพลางเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่เขาคิดว่าจะขุดบ่อเลี้ยงปลา“ข้าคิดว่าตรงนี้น่าจะเหมาะที่สุด ทีแรกว่าจะไปขุดที่นาแต่กลัวว่าพอไม่มีผู้ใดอยู่ดูแลจะมีคนมาขโมยเอา”

            ทั้งบ้านเงียบสนิทไปชั่วขณะพยายามคิดตามที่หลินเสี่ยวเฉินพูด หลินกวงกับหลินอวี้หรานเข้าใจจางเว่ยเยียนแม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เออออกับบุตรชายไปด้วย

            หลินอวี้หรานกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามออกมาเมื่อนึกบางอย่างออก “นี่หรือคือสิ่งที่เจ้าบอกว่าจะให้ข้าดูแล”

            หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าทันที “ใช่แล้ว” เขาเดินเข้ามาหาพี่สาวก่อนจะพูดด้วยแววตามุ่งมั่น “ต่อจากนี้พวกเราจะไม่ได้ขายแค่ผักอีกแล้ว เราจะมีข้าว มีผัก มีไก่ มีปลาส่งให้ร้านอาหารในเมือง ข้ารับรองว่ามันจะทำเงินให้พวกเราได้ไม่ขาดมือแน่นอนกิจการทั้งหมดจะให้พี่หญิงเป็นคนจัดการทั้งเรื่องการติดต่อกับร้านอาหารและการจัดการพืชผลด้วยต้องดูแลบัญชีแล้วก็...รายงานข้า”

            “ข้าไม่ได้เรียนหนังสือข้าจะทำได้อย่างไร ข้าทำได้ก็เพียงแค่ขายของแล้วรับเงินมาก็เท่านั้นจะดูแลบัญชีได้อย่างไร” หลินอวี้หรานเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

            “เรื่องนี้ไม่ยากขอรับข้าสอนท่านเอง อีกอย่างพี่หญิงท่านพ่อกับท่านแม่ทำเรื่องนี้เพียงแค่สามคนไม่ไหวหรอก ต้องมีคนช่วย” เด็กชายพูดเขาเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด

            “ผู้ใด”หลินอวี้หรานถาม

            “หวงหยางกับหวงกังลูกพี่ลูกน้องของเขาดีหรือไม่”หลินเสี่ยวเฉินเสนอ

            ชื่อที่เขาเสนอมานั้นดูจะไม่เข้าตาหลินอวี้หรานเลยแม้แต่น้อย“หวงกังยังพอทน เขาเองก็เริ่มโตแล้ว สามารถแบกหามช่วยได้แต่หวงหยางนี่สิยังเด็กเกินไปจะทำอะไรได้เล่า”

            “ท่านอย่าได้ดูถูกเขาเชียวนะเห็นตัวเล็กอย่างนั้นใจเด็ดกว่าข้าอีกเขาเป็นถึงหัวหน้าหม่าเฟียแห่งหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวเชียว เชื่อข้าเถอะน่าข้าว่าเขาช่วยได้มาก” พูดจบแล้วคนบ้านหลินก็หัวเราพออกมาพร้อมกัน

            ทั้งสี่คนยืนมองคอกไก่ด้านหลังบ้านกันอยู่พักใหญ่ไก่สิบตัวเดินส่งเสียงกุ๊กกั๊กไปมาอยู่ในเล้าที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆรั้วไม้ไผ่ที่ดูเรียบง่ายกลับทำให้พื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังบ้านมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

            หลินกวงมองภาพตรงหน้าแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ  “เมื่อก่อนพวกเรายังคิดกันอยู่เลยว่าจะเอาอะไรกินในวันพรุ่งนี้แต่ตอนนี้กลับเริ่มคิดถึงเรื่องเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาแล้ว”

            จางเว่ยเยียนยิ้มบางๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นนางมองคอกไก่แล้วก็รู้สึกเหมือนชีวิตของครอบครัวกำลังค่อย ๆ ดีขึ้นจริง ๆหลินอวี้หรานเองก็มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มและหันไปมองน้องชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

            หลินเสี่ยวเฉินกำลังเช็ดเหงื่อบนหน้าผากสีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ดวงตากลับเป็นประกายอย่างมั่นใจ

            ทั้งสามคนมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะกว้างขึ้นกว่าเดิม

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book) ที่คุณอ่าน