หลังจากจัดการกับหน้าตัวเองเรียบร้อยแล้วนางก็ใช้ผ้าคลุมหน้าเดินไปหาบิดา เจอกับพ่อบ้านลู่ระหว่างทางพอดี
“เมื่อครู่ก่อนข้าน้อยให้บ่าวไปแจ้งแก่คุณหนูรองแล้วเห็นคุณหนูรองยังไม่มาเสียทีจึงคิดว่าคุณหนูรองอาจจะเปลี่ยนใจไม่พบนายท่านแล้วแต่นายท่านอยากพบคุณหนูรอง ข้าน้อยจึงจะไปตามอยู่พอดีขอรับ”พ่อบ้านลู่กล่าวกับไป๋เฟยจูเมื่อพบนาง
ไป๋เฟยจูรู้สึกประหลาดใจ ว่าแม่ทัพไป๋อยากพบนางทำไมนางไม่กล่าวอะไรเพียงพยักหน้า แล้วเดินตามพ่อบ้านลู่ไป
“มาแล้วหรือจูเอ๋อร์เ้าเป็อย่างไรบ้างดีขึ้นแล้วหรือไม่” แม่ทัพไป๋กล่าวทักทายบุตรสาว
“คารวะท่านพ่อเ้าค่ะลูกสบายดีเ้าค่ะไม่มีอะไรให้ท่านพ่อต้องเป็กังวล” นางกล่าวและยิ้ม
แม่ทัพไป๋รู้ว่าบนใบหน้าของบุตรสาวมีาแ แต่นางก็ไม่ร้องเจ็บและยังอุตส่าห์ยิ้มให้เขาถึงจะไม่เห็นว่าปากนางยิ้มแต่ตาของนางก็แสดงให้เห็นว่ายิ้มอยู่นางช่างเป็เด็กดีจริงๆ ด้วยกลัวว่าเขาจะเป็กังวลถึงนางนางจึงอดทนไม่แสดงความเ็ปออกมานั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะคุยกับนางเื่การถอนหมั้น
“าแเ้าเป็อย่างไรบ้าง”แม่ทัพไป๋ถามด้วยความเป็ห่วง
“นี่หรือเ้าคะ” ไป๋เฟยจูปลดผ้าคลุมหน้าให้ดู
แม่ทัพไป๋มองรอยแผลที่เป็รอยนูนบวมและมีสีเขียวๆของสมุนไพรติดอยู่ ไป๋เฟยจูให้ดูแผลนางไม่นานนักกลัวแม่ทัพจะพิจารณานานเกินไปจนแยกแผลจริงกับแผลปลอมออก ดูจากหน้าตาความเป็กังวลของท่านแม่ทัพแล้วนางเดาว่าพี่ใหญ่คงยังไม่กล่าวอะไรตามที่นางขอร้องไว้เพราะหากฮ่องเต้จะกล่าวโทษแม่ทัพไป๋ก็จะกล่าวโทษได้ไม่เต็มปากเนื่องจากท่านแม่ทัพไป๋ก็ไม่รู้เื่อะไรด้วยจริงๆและขอให้ไป๋เฟยิทำเหมือนไม่เคยรับรู้เื่แผลปลอมนี้มาก่อนหากมีการกล่าวโทษในภายหลัง นางสามารถใช้คำพูดที่นางเคยกล่าวกับคนอื่นๆ มาแก้ตัวได้เพื่อไม่ให้ใครได้รับโทษ
ไป๋เฟยิพิจารณาคำพูดของนางและคำแก้ตัวที่นางกล่าวกับอ้ายเยว่ตอนที่เขาแอบฟังเขาก็รู้สึกว่าในคำพูดของนางล้วนเป็คำแก้ตัวที่หาข้อโต้แย้งไม่ได้จริงๆ เพราะนางไม่เคยกล่าวว่านางได้รับาเ็จากคมมีดและยังกล่าวออกมาชัดเจนอีกต่างหากว่า ‘เพราะนางแต่งหน้า’ แม้เขาจะต้องส่ายหัวกับความเ้าเล่ห์ของน้องสาวแต่ก็ต้องยอมรับว่านางฉลาดนักรู้จักใช้สถานการณ์จากภาพที่เห็นประกอบคำพูดทำให้คนที่เห็นคิดไปเองทั้งสิ้น
“ไม่มีอะไรนี่เ้าคะ เฉยๆ เ้าค่ะ ท่านพ่อโปรดอย่ากังวลแล้วท่านพ่อเรียกหาลูกมีอะไรหรือเ้าคะ” ไป๋เฟยจูรีบเปลี่ยนเื่ด้วยเกรงว่าแม่ทัพจะถามอะไรเยอะเกี่ยวกับแผล
แม่ทัพไป๋เม้มปาก อยากจะถามเื่แผลนางอีกแต่ก็เกรงว่าจะเป็การตอกย้ำให้นางคิดมากจนเกินไป ในเมื่อนางไม่อยากให้เขาเป็กังวลเื่แผลของนางเขาก็จะไม่กล่าวถึงเพื่อความสบายใจ
“ได้ พ่อจะไม่ถามเื่แผลบนใบหน้าเ้าอีกแต่หากเ้า้าหมอเ้าต้องบอกพ่อทันทีรู้หรือไม่” แม่ทัพไป๋กล่าวกับบุตรสาว
“เ้าค่ะ” ไป๋เฟยจูยิ้ม
“วันนี้ฝ่าาเรียกพ่อเข้าเฝ้าแล้วทรงเอ่ยเื่การหมั้นหมายของไท่จื่อกับเ้า” ท่านแม่ทัพไป๋หยุดพูดไปดื้อๆไป๋เฟยจูตั้งใจฟังตาแป๋ว จนแม่ทัพต้องถอนหายใจแล้วเอ่ยต่อ
“พ่ออยากถามเ้า เมื่อวานนี้เ้าได้พบไท่จื่อแล้วเ้ารู้สึกอย่างไรกับพระองค์บ้าง”
“ความรู้สึกของลูกหรือเ้าค่ะ อืม เฉยๆ เ้าค่ะข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับไท่จื่อเลยเ้าค่ะ” ไป๋เฟยจูตอบตามความเป็จริงสายตาจริงจังเพื่อให้แม่ทัพไป๋เห็นความจริงใจต่อสิ่งที่นางพูดในดวงตาของนาง
“เ้าไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ หรือ”แม่ทัพไป๋ทั้งแปลกใจระคนดีใจ เพราะถ้าเป็เช่นนี้เื่การถอนหมั้นก็ไม่ใช่เื่พูดยากอีกต่อไป
“จริงสิเ้าคะ ลูกจะโกหกท่านพ่อไปทำไมลูกยังเด็กอยู่เลยเ้าค่ะ ลูกอยากอยู่แบบนี้กับท่านพ่อและพี่ใหญ่ไปนานๆแล้วอีกอย่างลูกก็เพิ่งเจอไท่จื่อเมื่อวานนี้เองลูกจะไปมีความรู้สึกกับพระองค์ได้อย่างไรเล่าเ้าคะ”
แม่ทัพไป๋รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก“เช่นนั้นเ้ามีใครในหัวใจหรือไม่”
“โธ่ ท่านพ่อ เดือนปีข้าเคยออกนอกจวนที่ไหนข้าจะไปชอบใครได้เล่าเ้าคะ” ไป๋เฟยจูรู้สึกว่า ท่านแม่ทัพนี่ถามไม่คิดแต่ไม่กล้ากล่าวออกไป
“เช่นนั้นก็ดี วันนี้ฝ่าาทรงถามพ่อเกี่ยวกับการหมั้นหมายของไท่จื่อกับเ้าเนื่องจากเ้ามีาแใหญ่บนใบหน้า พระองค์เกรงว่าหากเ้าต้องแต่งให้ไท่จื่อในอนาคตพระองค์เกรงว่าเ้าจะอับอายเมื่อต้องปรากฎตัวต่อหน้าเหล่าขุนนางน้อยใหญ่แล้วเ้าจะไม่มีความสุข ซึ่งพ่อก็คิดเช่นเดียวกันแต่ทั้งนี้พ่อก็เกรงว่าเ้าจะมีใจให้ไท่จื่อ ดังนั้นพ่อจึงอยากถามเ้าก่อนว่าหากจะถอนหมั้นเ้าจะว่าอย่างไรบ้าง”
ไป๋เฟยจูแทบจะเก็บความดีใจไว้ไม่มิด และก็ไม่มิดจริงๆเพราะนางถึงกับกลั้นยิ้มจนตาหยีและต้องรีบก้มหน้าลงด้วยเกรงว่าบิดาจะเห็นว่านางดีใจออกนอกหน้า เมื่อหุบยิ้มได้แล้วนางจึงเงยหน้าขึ้นตอบ
“ลูกไม่มีปัญหาอะไรเพคะดีเสียอีกเพราะพี่หญิงใหญ่จะได้ดีใจ” ไป๋เฟยจูตอบพร้อมให้ข้อมูลอื่นเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อสะกิดให้แม่ทัพรู้อะไรบางอย่างเื่บุตรสาวคนโตของเขา
แล้วก็เป็อย่างที่ไป๋เฟยจู้า“เ้าหมายความว่าอย่างไร เกี่ยวอะไรกับฉีเอ๋อร์ด้วย” แม่ทัพไป๋ขมวดคิ้วมุ่น
“ก็พี่หญิงใหญ่ชอบไท่จื่อนี่เ้าคะ” ไป๋เฟยจูตอบบิดา
“อะไรนะ ฉีเอ๋อร์ชอบไท่จื่อหรือ เ้าอย่าพูดเล่นไปไท่จื่อเป็คู่หมั้นของเ้า แล้วนางจะไปชอบไท่จื่อได้อย่างไร”แม่ทัพไป๋รู้สึกประหลาดใจระคนไม่พอใจ
“จริงๆ นะเ้าคะท่านพ่อ ลูกไม่ได้โกหก นางบอกข้าเองว่านางและไท่จื่อรักกันจริงๆ นางบอกข้าตอนที่เรานั่งเล่นกันที่ศาลากลางสระบัววันที่ข้าตกสระไงเ้าคะ” ไป๋เฟยจูเล่าให้ฟังหน้าซื่อตาใส แบบคนไม่คิดอะไรมาก
“นี่หากไท่จื่อไม่ติดหมั้นหมายกับข้านางกับพระองค์คงได้แต่งงานมีความสุขกันไปแล้วสินะเ้าคะ จะถือว่าข้าเป็ก้างขวางคอคนรักกันก็ไม่ผิดนะเ้าคะข้านี่บาปจริงๆ เลยไปขวางทางรักของผู้อื่นเสียได้” ไป๋เฟยจูกล่าว และทำเป็บ่นตัวเองในขณะที่แอบมองสีหน้าของแม่ทัพไป๋
แม่ทัพไป๋นิ่งอึ้งไปกับความจริงที่เขาได้รับรู้ ‘ทำไมฉีเอ๋อร์จึงไปหลงรักว่าที่น้องเขยของตัวเองล่ะ หากนางจะหลงรักไท่จื่อก็ไม่แปลกเพราะไท่จื่อทั้งหน้าตายศถาบรรดาศักดิ์ ล้วนดีเลิศ สตรีทั่วเมืองต่างหมายปองจะมีสตรีสักกี่คนที่ไม่อยากเป็ไท่จื่อเฟย ซึ่งมีโอกาสที่จะได้เป็ถึงฮองเฮามารดาของแผ่นดิน แต่ถึงแม้ว่าสตรีทั้งเมืองจะคิดเช่นนั้น แต่ฉีเอ๋อร์ไม่ควรคิด เพราะนางคือพี่สาวของจูเอ๋อร์และไท่จื่อคือว่าที่น้องเขยของนาง แล้วไหนจะไท่จื่อก็ชอบนางด้วยเช่นกันอีกแล้วทั้งสองคนไปชอบกันตอนไหน’ แม่ทัพไป๋รู้สึกหนักอึ้งในจิตใจจากนั้นเขาเก็บอาการหนักอึ้งของเขาเอาไว้ก่อน แล้วกล่าวกับไป๋เฟยจู
“ตกลงว่าลูกยินดีถอนหมั้นใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ ลูกยินดี” ไป๋เฟยจูยิ้มรับ
“พ่อเข้าใจแล้วถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้พ่อจะไปบอกกับฝ่าาว่าลูกยินดีถอนหมั้นกับไท่จื่อ”
“เ้าค่ะ” ไป๋เฟยจูตอบรับและแอบเก็บความดีใจเอาไว้
“เช่นนั้นเ้าไปพักเถอะ”
“ประเดี๋ยวก่อนเ้าค่ะท่านพ่อ” ไป๋เฟยจูทักนางยังไม่ได้บอกความ้าของตัวเองเลย จะกลับไปได้อย่างไรเล่า
“คือว่าลูกอยากขออนุญาตท่านพ่อไปเที่ยวตลาดวันพรุ่งนี้เ้าค่ะ”
“เ้าจะไปได้อย่างไรเ้าเพิ่งหายป่วยอีกอย่างหน้าเ้าได้รับาเ็ เ้าควรพักอยู่เฉยๆ”แม่ทัพไป๋ไม่เห็นด้วยที่นางจะออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนในยามนี้
“น่า นะเ้าคะท่านพ่อ ข้าไม่เจ็บหน้าเสียหน่อยตลาดก็อยู่ไม่ไกล นะเ้าคะ นะ น้า ลูกอยู่แต่ในจวนั้แ่เกิดมาลูกยังไม่เคยออกไปข้างนอกเลยเ้าค่ะ ท่านแม่ก็ไม่ยอมให้ลูกออกไปไหน”ทั้งอ้อน และทั้งฟ้องในเวลาเดียวกัน มือไม้ก็ไม่ปล่อยให้อยู่ว่างตรงเข้าจับแขนของท่านแม่ทัพไป๋ผู้ยิ่งใหญ่จับเขย่าไปมาแล้วเอาใบหน้าข้างที่ไม่ได้แต่งแผลไปถูไถกับแขนของเขา เอาสิอ้อนขนาดนี้ไม่ยอมก็ให้มันรู้ไปนางเคยเป็บุรุษนางรู้ดีหากนางเจอสตรีอ้อนขนาดนี้ก็ไม่เหลือเช่นกัน
แม่ทัพไป๋ก็เป็บุรุษคนหนึ่ง ซ้ำยังรักบุตรสาวคนนี้มากเจอกิริยาเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับขี้ผึ้งต้องไฟ ละลายไปหมดแล้วแต่ก็ยังกังวลกับความเจ็บป่วยของนาง และยังคงชื่นชอบที่จะถูกนางอ้อนให้มากกว่านี้
ไป๋เฟยจูเห็นบิดาไม่ยอมรับปากเสียทีจึงถือโอกาสฟ้องต่อเสียเลย “นะเ้าคะท่านพ่อลูกจะมีโอกาสได้ออกไปเที่ยวนอกจวนก็คงเป็ตอนที่ท่านพ่ออยู่นี่แหละเ้าค่ะหากท่านพ่อไม่อยู่ ท่านแม่ก็คงจะเป็ห่วงลูกเกินไปจนไม่ยอมให้ลูกออกนอกจวนเลยขออนุญาตกี่ครั้งก็ไม่ยอมให้ไปท่านแม่น่าจะรักและเป็ห่วงข้ากับมี่เอ๋อร์มากกว่าพี่หญิงใหญ่แน่ๆเพราะท่านแม่อนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ออกนอกจวนได้คนเดียวโดยไม่เป็ห่วง แต่ข้ากับมี่เอ๋อร์ไม่ได้รับอนุญาตต้องเป็เช่นนั้นแน่ๆ เพราะพี่หญิงใหญ่ได้ศึกษาในสำนักศึกษาคนเดียวนางย่อมเป็คนฉลาดย่อมไม่น่าห่วง แต่ลูกกับมี่เอ๋อร์ไม่ได้ศึกษาจึงต้องน่าห่วงมากกว่า เป็เช่นนั้นใช่หรือไม่เ้าคะ”ไป๋เฟยจูช้อนตามองผู้เป็บิดาสีหน้าเศร้าสร้อย
‘นี่ฟ้องหมดแม๊กซ์เลยนะ จะคิดได้บ้างไหมหนอ’ ในหัวก็คิด ใบหน้าก็ทำหน้าที่ถูไถต่อไป สายตาต้องไม่ลืมเศร้าระคนน้อยใจฮึ่ ถึงจะเคยรับงานเป็พรีเซนเตอร์สินค้าแค่สี่ชิ้นแต่งานแคชหน้ากล้องที่ต้องแสดงอารมณ์ต่างๆก็เคยผ่านนะ เื่แค่นี้ สิวๆ ชิลๆ
“เอาเถอะ เอาเถอะ อยากไปเที่ยวก็ไปแต่ต้องให้องครักษ์ออกไปด้วย”ในที่สุดลูกไม้ทั้งหลายที่ไป๋เฟยจูปล่อยออกไปก็ใช้ได้ผลแม่ทัพไป๋รับปากให้นางไปเที่ยวเล่นได้แต่เพื่อความปลอดภัยของนางเองจะต้องให้องครักษ์ตามไปด้วย ซึ่งไป๋เฟยจูก็ไม่ขัด
“ได้เลยเ้าค่ะ ท่านพ่อน่ารักที่สุด” ไป๋เฟยจูยิ้มกว้างจริงๆ แล้วเพื่อให้สมบทบาทสุดๆ นางควรต้องหอมแก้มขอบคุณเพื่อความประทับใจมิรู้ลืมแต่นางทำใจไม่ได้จริงๆ หากต้องมาหอมแก้มบุรุษ ถ้าเป็สตรีก็จะยินดีมากๆดังนั้นการเอาอกเอาใจจึงแค่พอหอมปากหอมคอ ไม่ให้ฝืนใจตัวเองจนเกินไป
ไป๋เฟยจูลั้นลาเตรียมก้าวขากลับเรือนชิงจู๋
“เดี๋ยวก่อน” แม่ทัพไป๋เรียกไป๋เฟยจูหยุดกึกและหันกลับมา เลิกคิ้วเป็เชิงถาม
“ต่อไป หากเ้าอยากออกไปเที่ยวนอกจวนเ้าสามารถออกได้เพียงแต่ต้องมีองครักษ์ติดตามไปด้วยและขอให้เ้าแจ้งแก่ซูฮวาให้นางได้ทราบสักหน่อย เพราะเ้าคือคุณหนูรองบุตรีของฮูหยินเอกของข้า จริงๆแล้วด้วยฐานะของเ้าสามารถออกนอกจวนได้โดยไม่ต้องขออนุญาตนางแต่ว่าข้าไม่อยากให้เ้ากระด้างกระเดื่องต่อผู้ใหญ่อย่างฮูหยินรอง เพราะถึงอย่างไรเ้าก็เรียกนางว่าท่านแม่ และนางก็ทำหน้าที่ดูแลจวน ่ที่พ่อไม่อยู่แม้นางจะเป็ห่วงเ้าเกินไป แต่ก็ไม่มีสิทธิ์กักตัวเ้าไม่ให้ออกนอกจวนเ้าเข้าใจหรือไม่” แม่ทัพไป๋เข้าใจในสิ่งที่ไป๋เฟยจูกล่าวที่เหมือนต่อว่าและฟ้องกลายๆ และจากเื่ทั้งหมดที่เขาทราบจากปากของไป๋เฟยจูทำให้เขาคิดว่า สงสัยเขาจะปล่อยปละจวน ลูกๆ และภรรยามากเกินไปจนเกิดความอยุติธรรมต่อบางคน เห็นทีว่าเขาจะต้องลองสืบและทบทวนข้อมูลเสียแล้วเื่ทุกอย่างภายในจวนควรเสร็จสิ้นให้เร็วที่สุดเพราะเื่นอกจวนตอนนี้เหมือนจะมีเื่ยุ่งยากให้ต้องคอยระวัง
สาเหตุที่เขาและไป๋เฟยิกลับมาก็เนื่องจากได้ข่าวลับๆว่าอาจเกิดการฏขึ้นในเมืองหลวง ประกอบกับ่นี้เหตุการณ์ที่ชายแดนสงบฮ่องเต้จึงรับสั่งให้แม่ทัพไป๋และไป๋เฟยิกลับเข้าเมืองหลวงและให้นำกำลังทหารส่วนหนึ่งมาด้วยแบบไม่ให้เอิกเริกเพื่อเตรียมพร้อมหากมีการฏเกิดขึ้นจริง
เหล่าทหารที่แม่ทัพไป๋นำมามีจำนวนห้าพันนาย และให้ฝึกฝนตัวเองเหมือนอยู่ในค่ายที่ชายแดนโดยฮ่องเต้ได้จัดเตรียมสถานที่รองรับทหารจำนวนนี้ไว้ให้แล้วและเพื่อไม่ให้ชาวบ้านใกับจำนวนทหารที่จู่ๆ ก็เข้ามาแม่ทัพไป๋จึงให้ทยอยกันเข้ามา ไม่ใช่มาทีเดียวทั้งหมดแล้วไปรวมตัวกันที่ค่ายฝึกที่เตรียมไว้ที่อยู่นอกประตูเมืองหลวง
ด้วยเหตุนี้ทำให้แม่ทัพไป๋ต้องอยู่เมืองหลวงอีกนานไม่ต้องกลับค่ายที่ชายแดนแต่ไปที่ค่ายนอกเมืองแทนเท่านั้น ทำให้สามารถไปกลับจวนแม่ทัพได้ทุกวันหาก้า
“่นี้พ่อกับพี่ชายเ้ายังอยู่ที่นี่อีกนานยังไม่กลับค่ายที่ชายแดนแต่บางวันพ่อก็จะอยู่ค่ายนอกเมืองใกล้ๆ นี่เองถ้าพ่ออยากกลับจวนเมื่อไรพ่อก็มาได้ทุกเมื่อหากเ้ากังวลว่าจะไม่ได้เที่ยวเล่นถ้าพ่อไม่อยู่ เ้าก็เลิกกังวลเสียประเดี๋ยวพ่อจะบอกซูฮวาให้เอง” แม่ทัพไป๋กล่าวให้ไป๋เฟยจูสบายใจ
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่อดีที่สุด”ไป๋เฟยจูฉีกยิ้มกว้างจนตาโตๆ นั้นโค้งเป็จันทร์เสี้ยวเปล่งประกายระยิบระยับจนคนมองอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
“ชิวหรงไปสืบเื่ทั้งหมดภายในจวน่ที่ข้าไม่อยู่มาให้ข้ารวมถึงเื่ฉีเอ๋อร์กับไท่จื่อด้วย” แม่ทัพไป๋กล่าวออกมากับลมกับฟ้า แต่กลับมีเสียงตอบรับกลับมาพร้อมกับกระแสลมที่พัดผ่านวูบหนึ่ง
“ขอรับ”