เธอผอมไปมาก
บีบไขมันส่วนเกินรอบเอวเมื่อก่อนเคยมีล้นหลาม แบนราบลงไปเป็นกอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้นกับต้นขาราวกับถูกเฉือนฉับทิ้งไปผอมจนกางเกงแทบรั้งเอาไม่อยู่แล้ว
คงเป็นเพราะแต่ละวันเธอวิ่งพล่านไปทั่วภูเขาส่วนขาได้ออกกำลังกายเต็มที่ ประกอบกับกินไม่อิ่มนอนไม่หลับจึงผ่ายผอมอย่างเห็นได้ชัด
ผลการลดความอ้วนดีกว่าตอนอดอาหารแต่ไม่ออกกำลังกายเยอะเลย
เซวียเสี่ยวหรั่นยิ้มร่าจนตาหยี
ตั้งแต่ขึ้นมัธยมต้นน้ำหนักก็เกินห้าสิบกิโลมาโดยตลอด หลังขึ้นมัธยมปลาย วันๆ วนเวียนอยู่แต่หอพักโรงอาหาร วิชาพละมักถูกยกเลิกบ่อยครั้งความถี่ของการออกกำลังกายก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดประกอบกับร่างกายกำลังเจริญเติบโต ก็ต้องกินอาหารมากขึ้นนับวันรูปร่างก็ยิ่งเจ้าเนื้อ
น้ำหนักมากสุดเกือบหกสิบห้ากิโลขอบกางเกงมีแต่คับขึ้นทุกวัน เคยหลวมโพรกอย่างตอนนี้เสียที่ไหน
เซวียเสี่ยวหรั่นก้มหน้ารั้งขอบกางเกงหลวมๆของตัวเอง พลางกดคางให้กลายเป็นสองชั้น หัวเราะราวกับคนอ้วนร้อยกิโล
แค่มีรองเท้าสวมก็ตื่นเต้นขนาดนี้เลยหรือ? เสียงของนางฟังดูตื่นเต้นมาก เหลียนเซวียนรู้สึกอับจนวาจา
เซวียเสี่ยวหรั่นเดินลิ่วไปที่ปากถ้ำแขนขาที่ปวดเมื่อยมาหลายวันราวกับหายเป็นปลิดทิ้ง
"เหมือนฝนจะซาลงบ้างแล้ว"
เธอยืนสำรวจอยู่ด้านนอกลมตีเข้ามาหนาวจนตัวสั่น หันหลังกลับวิ่งตัวปลิวไปรับความอบอุ่นข้างกองไฟ
"เจี๊ยกๆ" อาเหลยกินซี่โครงเสร็จก็เรียกร้องความสนใจอีกรอบ
"อาเหลย เจ้าเพิ่งกินหมดไปเองนะ จะกินเยอะขนาดนั้นไม่ได้ถ้าเปลี่ยนเป็นลิงอ้วน ระวังจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง เข้าใจหรือไม่" เซวียเสี่ยวหรั่นสอนมัน
อาเหลยย่อมไม่เข้าใจแต่เธอคุยกับมัน ดูเหมือนว่ามันจะมีความสุขมาก
เซวียเสี่ยวหรั่นลูบหัวของมันนี่ก็เป็นสหายตัวน้อยอีกตัวที่ต้องการคนอยู่เป็นเพื่อน
"เอ้า เจ้ากินต้นคาวมัจฉาเถอะ อันนี้น่ะกินตามสบายเลย"
อาเหลยชอบมันมากเด็ดขึ้นมาต้นหนึ่งก็ส่งเข้าปากกินจ๊วบจ๊าบ
ลิงตัวนี้ชอบกลิ่นรสของต้นคาวมัจฉาจริงๆนัยน์ตาของเหลียนเซวียนขยับเล็กน้อย แบบนี้ก็ดี มีลิงน้อยอยู่แม่นางผู้นี้คงไม่บีบบังคับให้เขากินจื่อจี้ [1] อีกแล้วกระมัง
"เฮ่อ ฝนซาหน่อยแล้ว ข้าจะเอาหนังเลียงผาไปล้างทำความสะอาดที่ริมแม่น้ำ เซวียเสี่ยวหรั่นกำลังร้อนใจนั่งไม่ติดแล้วจริงๆ ใช้ตะกร้าใส่หนังเลียงผาที่วางพาดไว้บนชั้นแล้วดึงฮู้ดของเสื้อกันแดดขึ้นมาสวม
ฝนซาแล้ว? เหลียนเซวียนฟังเสียงฝนจากด้านนอก เห็นชัดว่าไม่ต่างกับก่อนหน้านี้มากแม่นางอย่าใจร้อนขนาดนี้ได้หรือไม่?
เซวียเสี่ยวหรั่นคร้านจะสนใจถึงอย่างไรเสื้อตัวนี้ก็กันแดดกันฝนได้ดี ซื้อมาไซส์ XL ดังนั้นตัวก็เลยค่อนข้างใหญ่ เธอนั่งคุกเข่าริมแม่น้ำตัวไม่เปียกฝนเท่าไรนัก
แต่วันนี้อากาศหนาวไม่ช้ามือที่ขยี้หนังเลียงผาถูกความเย็นกัดจนแดงก่ำ
รอจนกระทั่งยกตะกร้ากลับไปถึงถ้ำร่างกายของเธอก็หนาวจนสั่นไปทั้งตัว
"อะ... อากาศเฮงซวย เปลี่ยนเร็วเกินไปแล้ว" เซวียเสี่ยวหรั่นวิ่งไปหน้าเตาหินแล้วหย่อนก้นลงนั่งยื่นมือแดงก่ำไปอังข้างกองไฟ
เหลียนเซวียนเติมฟืนสองท่อนในเตาหินแม่นางผู้นี้หนาวจนฟันกระทบกันแล้ว
"นะ... นี่ต้องเป็นเขตพื้นที่ทางใต้เป็นแน่ อากาศถึงเลวร้ายทั้งชื้นทั้งหนาว ทั้งอึมครึมแบบนี้"
เซวียเสี่ยวหรั่นคุ้นเคยกับอากาศหนาวและชื้นแฉะเป็นอย่างดีเธอเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาทางใต้จะไม่เข้าใจสภาพอากาศหนาวเย็นแบบนี้ได้อย่างไร
ความหนาวเย็นของทางใต้เหมือนการโจมตีด้วยพลังเวทความเยียบเย็นที่เข้าครอบครองทีละน้อยทำให้ไม่ระวังเรื่องการรักษาความอบอุ่นกว่าจะรู้ตัวมือเท้าก็เย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งแล้ว
มือต้องความเย็นจนบวมแดงราวกับหัวไชเท้าแดงเรียกได้ว่าน่าหดหู่และสลดใจ
เซวียเสี่ยวหรั่นคาดเดาได้แต่แรกว่ามือและเท้าของตนเองจะต้องลงเอยด้วยการบวมเป็นกีบเท้าหมู
ฤดูหนาวเมื่อปีกลายเธอห่อตัวเองจนกลายเป็นลูกบอลนิ้วมือกับนิ้วเท้าอย่างน้อยนิ้วสองนิ้วก็ยังถูกความหนาวเย็นกัดจนบวมด้วยเงื่อนไขในตอนนี้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เซวียเสี่ยวหรั่นอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
เซวียเสี่ยวหรั่นสีหน้าห่อเหี่ยวเริ่มนวดนิ้วมือของตัวเอง
เลือดลมต้องไหลเวียนคล่องถึงจะไม่ปวดบวมง่าย
เหลียนเซวียนไม่เข้าใจการกระทำของเธอ
"เหลียนเซวียน ข้าขยี้หนังเลียงผาอยู่นานแล้วใช้สันมีดเลาะเศษเนื้อและไขมันด้านบนออกจนหมดเกลี้ยงวิธีรมควันหลังจากนี้ต้องทำอย่างไร" เซวียเสี่ยวหรั่นผิงไฟอยู่ครู่หนึ่งร่างกายอบอุ่นขึ้นแล้ว ก็เริ่มหันมาเอาใจใส่ปัญหาหนังเลียงผา
เหลียนเซวียนเขียนวิธีการบนแผ่นหิน
เซวียเสี่ยวหรั่นหาท่อนไม้ใหญ่หนาสี่ท่อนมาทันทีก่อนย้ายก้อนหินเข้ามาจำนวนไม่น้อย ใช้ตั้งท่อนไม้ค้ำที่มุมทั้งสี่ของเตาไฟ แล้วขึงหนังเลียงผาบนมุมทั้งสี่แล้วเอาเชือกมัดปล่อยให้ควันด้านล่างรมหนังเลียงผา
"อืม อาจจะไม่มั่นคงเท่าไร เหลียนเซวียน ระวังหน่อยนะ อย่าไปโดนเข้าล่ะ" เธอดึงหนังเลียงผาให้เรียบร้อย ด้วยท่าทางผ่อนคลาย "อาเหลย เจ้าก็อย่าซุกซนไปขยับกิ่งไม้ล่ะ เข้าใจไหม"
อาเหลยอยู่ไม่ไกลจากกองไฟมันดูกระฉับกระเฉงขึ้นแล้ว แม้ว่าจะขาหัก แต่ก็ไม่สงบเสงี่ยมนักบางครั้งก็ถึงขนาดลองเดินดู แต่เพราะรู้สึกเจ็บขาข้างที่หักเลยต้องจำใจล้มเลิกความพยายาม
เซวียเสี่ยวหรั่นไม่วางใจกำชับอีกหนึ่งรอบ
หนังเลียงผาผืนนี้เป็นหนังเพียงผืนเดียวที่อบอุ่นที่สุดของพวกเขาหากตกลงไปในกองไฟเธอคงโมโหจนร้องไห้แน่ๆ
แต่ไม่รู้ว่าต้องรมควันหนังนานเท่าไรเซวียเสี่ยวหรั่นคิดจะวิ่งไปที่เนินดินแดงแห่งนั้น ชุดดินกลับมาทำหม้อดินเผาใบใหญ่
"เหลียนเซวียน ข้าจะไปขุดดินกลับมา ท่านช่วยดูไฟกับอาเหลยหน่อยนะ" เธอกำชับประโยคหนึ่ง ก่อนหิ้วตะกร้าวิ่งออกไป
แม่นางเจ้ารอฝนหยุดก่อน ค่อยออกไปได้หรือไม่ เหลียนเซวียนนึกอยากเกลี้ยกล่อมยิ่งนักแต่แม่นางผู้นั้นก็วิ่งหายไปแล้ว
เซวียเสี่ยวหรั่นวิ่งพรวดพราดออกไปโดยไม่รู้สึกหนาวจนกระทั่งถึงเนินดิน ใบหน้าเปียกน้ำฝนก็หนาวจนสั่นระริก
"เอาเถอะ ต้องทำงานถึงจะไม่หนาว"
คราวนี้เธอคร้านจะมองว่างูเหลือมตัวนั้นป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้หรือไม่หน้าฝนที่หนาวขนาดนี้มีแต่คนฉลาดน้อยอย่างเธอเท่านั้นแหละที่ไม่รู้จักหลบฝนกกตัวให้อบอุ่นอยู่ในที่พักอีกอย่างงูก็คงจำศีลฤดูหนาวแล้ว
เซวียเสี่ยวหรั่นขุดดินเหนียวชื้นแฉะ
"แบบนี้สิดี นวดดินเสร็จปุ๊บก็ใช้ได้เลย ประหยัดน้ำไปได้เยอะ"
เธอพึมพำเยาะหยันตัวเอง
ตอนขนดินเหนียวเปียกแฉะกลับไปถึงถ้ำก็แสร้งทำไม่เห็นท่าทางที่พยายามห้ามปรามของเหลียนเซวียนแล้ววิ่งกลับไปที่เนินดินอีกรอบ จนกระทั่งได้ปริมาณที่มากพอถึงหยุด
"เอาล่ะ น่าจะพอแล้ว"
พอเห็นดินเหนียวกองใหญ่เซวียเสี่ยวหรั่นก็ยิ้มหน้าบานอย่างพึงพอใจ
เหลียนเซวียนถอนใจเงียบๆแม่นางผู้นี้เป็นคนดื้อรั้นคนหนึ่งทีเดียว
เซวียเสี่ยวหรั่น
เซวียเสี่ยวหรั่นตากรองเท้าเปียกชื้นที่เต็มไปด้วยดินโคลนข้างเตาหิน "จิ๊ เพิ่งจะซักสะอาดแท้ๆ กลายเป็นโคลนหมดแล้ว"
ขากางเกงก็เปียกชื้นแต่เธอคร้านจะสนใจ ได้แต่ยื่นเท้าเข้าไปใกล้กองไฟ
"รอรมควันหนังเสร็จเรียบร้อย ค่อยปั้นหม้อใบใหญ่ต่อ ข้าจะสานรองเท้าฟางก่อน"
เซวียเสี่ยวหรั่นแค่นเสียงอย่างไม่พอใจความรู้สึกของการเปลือยเท้าทรมานจริงๆ เธอต้องทำรองเท้าฟางออกมาก่อนจะได้มีไว้เปลี่ยนสำรอง
เธอหยิบหญ้าไส้ตะเกียงขึ้นมาสาน
มีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่งครั้งที่สองมือไม้คงไม่เงอะงะเหมือนครั้งก่อนแล้ว
...
[1] จื่อจี้ คืออีกชื่อหนึ่งของต้นคาวมัจฉา หรือพลูคาว