ชายชราโบกมืออย่างรังเกียจแล้วมองไปที่ฮูหยินใหญ่ด้วยสายตาวิงวอน คาดหวังว่านางจะเฉลยคำตอบให้แก่ตนเอง
“ก็แม่นางผู้นี้นี่แหละ”แม้จี้ฟางจะไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็ยังคงตอบความจริง
“เป็นเจ้าจริงรึ?”ดวงตาของชายชราเบิกกว้างอย่างตกตะลึง แม้แต่ริ้วรอยที่หางตายังถูกขึงจนตึงเปรี๊ยะ“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเจ้าได้!”
“เกิดอันใดขึ้นท่านหมอหลี่ ตำรับยานี้มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ?”
สีหน้าของจี้ฟางนิ่งขรึมลงนึกแล้วเชียวว่าเด็กสาวคนนี้ต้องเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง!
ไม่รู้ไปได้ยินเรื่องอาการป่วยของเชินเอ๋อร์มาจากที่ใดคิดว่าพวกตนหลอกง่ายหรือไร ถึงได้กล้ามาหลอกลวงถึงที่!
ท่านหมอหลี่?
หมิงเป่าจูขมวดคิ้วที่แท้ก็เป็นผู้ที่เขียนตำรับยานี้นี่เอง มิน่าเล่าถึงได้รีบร้อนสอบถามว่าใครเป็นคนแก้เทียบยาของตนเอง
ผู้เป็นหมอทุกคนย่อมทะนงในทักษะการแพทย์ของตนคิดว่าตำรับยาที่ตนเองเขียนขึ้นมาคือตำรับที่ประเสริฐสุดไร้ข้อกังขา
บัดนี้เมื่อรู้ว่ามีคนกล้าเปลี่ยนแปลงตำรับยาของตนก็มิแปลกที่จะโกรธเคืองจนถึงขั้นมาเอาเรื่องถึงที่
“สมุนไพรที่แก้ไขมาสามสี่อย่างนี้ช่างแยบยลยิ่งนัก!มิใช่ว่าไม่ถูกต้อง แต่ถูกต้องอย่างยิ่ง ถูกต้องที่สุด!” ท่านหมอหลี่ตื่นเต้นไปชั่วขณะจนพูดจาวกวนไปมา
ตนเองเป็นหมอมาหลายสิบปีเชื่อมั่นว่าในเล่อชวน หากตนเองกล่าวว่าเป็นหมออันดับสองก็ไม่มีผู้ใดกล้าอ้างตัวเป็นที่หนึ่ง
ตำรับยาที่ตนเองเขียนขึ้นมาล้วนเป็นของล้ำค่าที่ผู้อื่นต่างพยายามเค้นสมองอย่างสุดชีวิตเพื่อจะลักลอบแอบศึกษาแต่เด็กสาวผู้นี้กลับดีนัก มิเพียงแต่จะแก้ไข ยังแก้ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวไปทุกสิ่ง!
เหตุใดตนเองถึงไม่เคยคิดจะใช้ตัวยาอย่างจือหมู่[1]กับ หนิวซี[2]สองอย่างนี้มาก่อน!
จี้ฟางและหมิงเป่าจูต่างตกตะลึงพร้อมกันนี่คือผลลัพธ์ที่ทั้งสองไม่เคยคาดคิดมาก่อน
กล่าวเช่นนี้ แม่หนูน้อยก็หาใช่คนหลอกลวงตรงข้าม วิชาแพทย์กลับเยี่ยมยอด ได้การยอมรับจากท่านหมอหลี่! ทั้งยังทำให้จี้ฟางประหลาดใจอีกด้วย
กล่าวเช่นนี้ คนผู้นี้ก็หาได้มาตำหนิแต่มาเอ่ยชื่นชม? หมิงเป่าจูรู้สึกฉงน
“แม่นางน้อยเจ้ายินดีรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?” ท่านหมอหลี่ลูบเคราจ้องมองหมิงเป่าจูด้วยแววตาเป็นประกาย
หมิงเป่าจูที่ยังไม่ทันตั้งสติจากคำพูดก่อนหน้าก็ต้องชะงักงันอีกครั้ง เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เอ่ยปากรับศิษย์เล่า?
มิใช่ว่านางทะนงตนแต่ด้วยความรู้ความสามารถทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันของนางนางเชื่อมั่นว่าเหนือกว่าหมอทุกคนในยุคนี้
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้ นางมีอาจารย์เพียงผู้เดียวแม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันแล้วก็ตาม
ยังไม่ทันที่นางจะให้คำตอบท่านหมอหลี่ก็โพล่งคำถามต่อไปโดยไม่ทันให้ตั้งตัว “แต่ข้ายังมีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่งเหตุใดจึงต้องใช้ตี้หวงดิบ[3]แทนที่จะเป็นตี้หวงสุก[4]”
เป็นที่รู้กันดีว่าตี้หวงสุกมีสรรพคุณในการบำรุงเลือดบำรุงธาตุอิน และปรับสมดุลของระดู
“เอ่อเรื่องนี้...”
เห็นหรือไม่สิ่งที่นางคิดไว้ล้วนถูกต้อง ความเข้าใจในเภสัชวิทยาของผู้คนยุคสมัยนี้ยังไปไม่ถึงระดับสูงยังคงยึดติดกับแบบแผนเดิมๆ ไม่รู้จักดัดแปลงแก้ไข
ตี้หวงสุกเป็นยารักษาที่ดีเยี่ยมก็จริงแต่สาเหตุที่ทำให้ฮูหยินใหญ่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นเพราะอาการป่วยของบุตรชายทำให้นางมีอาการร้อนใน อารมณ์ฉุนเฉียว เลือดลมติดขัด จึงทำให้ระดูไม่มาหลายเดือน
ดังนั้น หัวใจสำคัญคือต้องขจัดความร้อนทำให้เลือดเย็นลงปรับสมดุลความร้อนภายในที่เกิดจากภาวะอินพร่อง
ตี้หวงดิบเองก็มีสรรพคุณในการบำรุงธาตุอินและเสริมสร้างของเหลวในร่างกายเมื่อใช้ร่วมกับตัวยาอื่นๆ จะยิ่งส่งผลดียิ่งขึ้น
อาจารย์ของนางเคยสอนไว้ว่าการรักษาโรคอย่ามองเพียงแค่อาการ แต่ต้องมองที่สาเหตุเป็นสำคัญ
เปรียบเสมือนกระแสน้ำที่ติดขัดไม่อาจคิดมุ่งไปที่การขุดลอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไปสำรวจต้นน้ำดูว่าอะไรคือสาเหตุใดที่ทำให้ทางน้ำอุดตันอย่างแท้จริง
มิเช่นนั้นต่อให้ขุดลอกสักกี่ครั้ง หรือใช้ความพยายามมากเพียงใด ก็ได้แต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุตราบใดที่ต้นตอของปัญหายังคงอยู่ สักวันก็จะเกิดการอุดตันขึ้นมาอีก
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ฮูหยินใหญ่กินยาตามตำรับของท่านหมอหลี่มานานวันแต่กลับยังไม่เห็นผลเสียที
อาการป่วยของแม่ลูกทั้งสองนั้นสัมพันธ์กันการปรับเปลี่ยนตำรับยาก็เป็นเพียงการปรับสมดุลร่างกาย
ทว่าอาการเจ็บป่วยทางกายมักมีต้นเหตุมาจากจิตใจดังนั้นนางจึงอยากพบหน้านายน้อยของจวนสกุลชวีโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาบางทีอาการป่วยของฮูหยินใหญ่อาจหายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องพึ่งยา
“ท่านหมอหลี่วันหลังท่านค่อยมาถามรายละเอียดดีหรือไม่ แม่นางหมิงกับข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องคุยกันคงมิได้อยู่ต้อนรับท่านแล้ว ซิ่งเอ๋อร์ ส่งท่านหมอหลี่กลับเถิด”
จี้ฟางรู้ดีว่าหากไม่ขัดจังหวะตอนนี้ท่านหมอหลี่ผู้คลั่งไคล้ในวิชาแพทย์ผู้นี้ คงมีเรื่องคุยอีกกระบุงโกยเป็นแน่
หลังจากซิ่งเอ๋อร์พาท่านหมอหลี่ออกไปแล้วจี้ฟางก็เริ่มมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพินิจใหม่อีกครั้ง “เจ้าตามข้ามา”
หมิงเป่าจูรู้ดีว่าตนเองผ่านการทดสอบแล้วและกำลังจะไปสู่ด่านสุดท้าย
หมิงเป่าจูเดินตามจี้ฟางไปทางทิศตะวันออกยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งเงียบสงบ แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนก็ยังพบเห็นน้อยลง
ผ่านประตูวงจันทร์[5]ไป ก็เข้าสู่ลานบ้านที่ดูเรียบง่าย บริเวณทางเดินสองข้างปลูกต้นกล้วยไม้ไกลออกไปยังมีต้นไผ่ที่ปลูกเป็นผืนใหญ่
หมิงเป่าจูก้มหน้าสำรวมไม่สอดส่ายสายตาจี้ฟางแอบสังเกตพฤติกรรมของเด็กสาวผู้นี้อยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่านางมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดแย้งกันแต่ก็ไม่อาจหาคำอธิบายได้
อาทิเช่น สภาพของนางดูซอมซ่อแต่กลับเชี่ยวชาญวิชาแพทย์
อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าเป็นเด็กจากครอบครัวยากจน ทว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ นางกลับไม่มีท่าทีตื่นเต้นหรือประหลาดใจกับสิ่งของตกแต่งหรือทัศนียภาพภายในจวนแม้แต่น้อย
ทั้งสองเดินมาเรื่อยๆจู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ดังมาจากด้านหน้า
“หลิวมามา[6]โปรดเห็นใจบ่าวด้วยเถิด บ่าวไม่อยากเข้าไปปรนนิบัติคนป่วยเป็นฝีในท้อง บ่าวยังไม่อยากตาย!”
หญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดบ่าวแบบเดียวกับสาวใช้คนอื่นๆในจวน คุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อของหญิงชราที่อยู่ตรงหน้าไว้แน่นดูแล้วน่าเวทนาสงสารเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!พูดจาเหลวไหลอะไร เข้าจวนมาได้เพียงวันเดียว การได้ปรนนิบัติคุณชายถือเป็นบุญวาสนาของเจ้าแล้วจะมาร้องไห้คร่ำครวญให้ใครดู!”
หลิวมามามองหญิงสาวที่กำลังฟูมฟายอย่างไม่รู้ผิดชอบชั่วดีปากก็ดุด่า แต่ในใจกลับปลงอนิจจัง ใครใช้ให้เจ้าโลภมากเห็นแก่ความมั่งคั่งของจวนสกุลชวียังไม่สืบข่าวให้ดีก่อนก็กล้าลงนามขายตัวเข้ามา ข้าก็จนปัญญาจะช่วยเจ้าเหมือนกัน
“หลิวมามาท่านเป็นคนพาบ่าวเข้าจวน ท่านจะนิ่งดูดายเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยไม่ได้!ได้ยินว่าสาวใช้ที่ปรนนิบัตินายน้อยคนก่อนก็ป่วยเป็นฝีในท้องเหมือนกับเขาหากบ่าวเข้าไป มิเท่ากับก้าวเข้าประตูผีหรอกหรือ” ชุ่ยเอ๋อร์ร้องไห้จนเสียงแหบแห้งกอดขาของหลิวมามาไม่ปล่อย พยายามอ้อนวอนอย่างสุดชีวิต
“ใครก็ได้!”จี้ฟางปรากฏตัวจากด้านหลังเสาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ลากนางบ่าวสารเลวตาขาวรักตัวกลัวตายผู้นี้ไปโบยจนตาย!”
พูดจบก็เดินตรงไปโดยไม่หยุดเท้า
“ฮูหยินใหญ่!”
หลิวมามาก้มลงคุกเข่าอย่างรวดเร็วร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว โชคดีที่ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ใจอ่อนยอมรับปากชุ่ยเอ๋อร์มิเช่นนั้นคนที่ถูกลากไปตอนนี้คงมีนางรวมอยู่ด้วย
“ฮูหยิน...”หมิงเป่าจูเหลือบมองชุ่ยเอ๋อร์ที่ถูกองครักษ์สองนายลากไป รู้สึกสงสารจึงคิดจะขอความเมตตา
ในยุคโบราณ วัณโรคถือเป็นโรคร้ายแรงหากติดเชื้อก็ไม่อาจรักษาให้หายได้ ได้แต่รอความตายอย่างช้าๆ
สาวใช้ผู้นี้อาจจะทำไปเพียงเพราะอยากมีชีวิตอยู่การโบยนางจนตายดูโหดร้ายเกินไป
“หากเจ้ายังอยากได้ค่ารักษาก็จงตระหนักฐานะของตนให้ดี” น้ำเสียงของจี้ฟางเย็นชาอย่างถึงที่สุด นางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาลบหลู่ดูหมิ่นเชินเอ๋อร์เป็นอันขาด!
คำพูดนี้ทำให้หมิงเป่าจูได้สติรีบหุบปาก และเดินตามฮูหยินใหญ่ไปอย่างว่าง่าย
นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวผู้อื่นนางเป็นเพียงคนนอก บ่าวไพร่ของตระกูลมั่งคั่งล้วนลงนามในสัญญาขายตัว ต่อให้ฆ่าทิ้งทางการก็ไม่อาจเอาผิดได้
[1] จือมู่(知母) หรือAnemarrhena rhizome เป็นสมุนไพรจีน ใช้เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะแก้ร้อนใน บำรุงปอด
[2] หนิวซี(牛膝) หรือAchyranthes root เป็นสมุนไพรจีน ใช้บำรุงตับและไตเสริมสร้างเส้นเอ็นและกระดูก บรรเทาอาการปวด
[3] ตี้หวงดิบ(生地黄) หรือRehmanniae Radix ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการอบแห้ง มีฤทธิ์เย็นใช้เป็นยาแก้ร้อนใน ดับพิษร้อน
[4] ตี้หวงสุก(熟地黄) หรือRehmanniae Radix Preparata ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งแล้วมีฤทธิ์อุ่น ใช้บำรุงเลือดและธาตุอิน บำรุงไต บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ใจสั่นนอนไม่หลับ
[5] ประตูวงจันทร์(月形拱门)คือประตูที่เจาะเป็นรูปวงกลม มักเป็นทางเข้าออกระหว่างเรือนชั้นนอกกับเรือนชั้นใน หรือประตูที่เชื่อมผ่านสวนดอกไม้กับลานบ้าน
[6] มามา เป็นคำเรียกสตรีสูงวัยมีความหมายหลากหลายทั้งย่า ยาย แม่นม ป้าทั้งยังเป็นคำเรียกหญิงรับใช้อาวุโส