บทที่26ทลายรังโจร
ผู้คุมกฏซ้ายผู้คุมกฏขวา พวกเขาถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สองยมทูตเพราะทั้งสองคนลงมือสังหารศัตรูพร้อมกันการโจมตีสอดประสานทำให้เป้าหมายต้องรับศึกสองด้าน และด้วยฝีมือของเขาทั้งสองคนที่ถูกพวกเขาตามฆ่าจึงไม่มีใครรอดชีวิตและด้วยระดับจอมยุทธ์ขั้นแปดจึงทำให้พวกเขาเป็ที่ครั่นคร้ามไปทั่ว
สองยมทูตวิ่งเข้ามาขนาบข้างจ้าวเฟยหลงส่งสายตาดุร้ายหมายจะเอาชีวิต
“ลงมือ”
หนึ่งในสองยมทูตให้สัญญาณพลันทั้งสองรวบรวมพลังลมปราณ แล้วชูกระบี่เพลิงและกระบี่วารีขึ้นเหนือหัวปราณสีแดงและสีขาวพุ่งขึ้นกระทบกัน
ตูม!!
เสียงปราณกระทบกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหวสิ่งก่อสร้างไม่อาจทานทนอยู่ได้ล้วนพังลงและปลิวหายไปกับสายลมแรงที่เกิดจากปราณทั้งสอง
แสงสว่างจ้าเกิดขึ้นเหนือหัวของจ้าวเฟยหลงเกิดเป็กรงพลังลมปราณขนาดใหญ่โอบล้อมลงมาขังเอา
จ้าวเฟยหลงไว้ข้างใน
“กรงเพลิงวารี นี่มันวิชาที่สามารถกักขังและสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับจ้าวยุทธ์ได้เลยน่ะนี่”
เหล่าลูกสมุนต่างตกตะลึงในพลังของทั้งสองยมทูต ทำให้ยมทูตทั้งสองต่างมีสีหน้าภาคภูมิใจที่ได้ยินเสียงชื่นชมของสมุนโจรพวกเขาสองคนใช้วิชานี้ล้อมปราบผู้ฝึกยุทธ์มานักต่อนักแล้วไม่เว้นแม้แต่ระดับจ้าวยุทธ์ขั้นสามพวกเขาก็สามารถสังหารด้วยวิชานี้ได้
“ทำได้แค่นี้เองหรือ?” เสียงของจ้าวเฟยหลง เย้ยหยันดังขึ้น
“ข้าก็หลงนึกว่าจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง”
“อะไรน่ะ!! นี่แกบังอาจดูถูกวิชาของพวกข้างั้นหรือ”
สองยมทูต มิอาจทนถูกดูิ่ได้พวกเขาเร่งพลังปราณให้มากขึ้นหวังจะบดขยี้จ้าวเฟยหลงให้ตายอยู่ภายในกรงขังเพลิงวารี
จ้าวเฟยหลงกำหมัดทั้งสองข้างรวบรวมลมปราณเอาไว้ที่แขนและหมัดพลังลมปราณอันวิจิตรสวยงามราวเปลวเพลิง์ลุกโชนที่แขนของเขา ด้วยวิชาหมัดศิลาทลายคีรีพลังลมปราณก็กลายเป็ลูกไฟขนาดใหญ่พลังอันรุนแรง ทำให้สองยมทูตถึงกับใ
“ทำไมไอ้เด็กนี่ถึงมีพลังอันน่ากลัวขนาดนี้”
“ท่าที่หนึ่งของหมัดศิลาทลายครีหมัดศิลาเพลิง”
ทันใดนั้นจ้าวเฟยหลงจึงชกหมัดทั้งสองข้างไปที่สองยมทูต ทำให้ทั้งสองถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งค้าง
ผู้ฝึกเพลงหมัดส่วนใหญ่จะซัดหมัดเดียวในการต่อสู้เพราะการรวบรวมพลังลมปราณต้องรวมไว้ที่หนึ่งที่ใดแต่ตอนนี้จ้าวเฟยหลงซัดหมัดสองหมัดพร้อมกันนี่แสดงว่าเขาต้องรวบรวมปราณได้สองที่ช่างอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
หมัดของจ้าวเฟยหลงพุ่งทำลายกรงเพลิงวารีจนแตกละเอียด แสงสีของปราณลอยกระจายในอากาศช่างสวยงามยิ่งนักแต่สองยอมทูตไม่มีเวลามาชมความงดงามนี้เพราะหมัดศิลาเพลิงพุ่งตรงมาที่พวกเขาทำให้ต้องะโหลบหนีอย่างทุลักทุเลเป็ที่น่าขายหน้ายิ่งนัก นักยุทธ์ตัวน้อยสามารถทำให้จอมยุทธ์ต้องกระโจนหนี
แต่จ้าวเฟยหลงหาได้หยุดแค่นั้นทันทีที่สองยมทูตะโหลบ เขาก็ใช้ ก้าวย่างดาวตก ออกติดตามหนึ่งในสองยมทูตทันทีเมื่อมาถึงตัวเพียงส่งสายตาเยือกเย็นให้ก็ทำให้ผู้สบสายตาะเืไปถึงจิตใจแล้วก็ตามด้วยหมัดศิลาเพลิง เข้าที่หน้าอก
“อั๊ก!!”
ทรวงอกของหนึ่งในสองยมทูตเกิดเป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่อวัยวะภายในแหลกเหลว ชีวิตมอดดับลงทันที
“ไม่นะ! ไอ้เลวแกกล้าฆ่าผู้คุมกฏซ้ายแกมีโทษสถานเดียวคือตาย...ตายอย่างทรมาน”
“ไม่เบื่อตอนที่แกคุยโวบ้างหรือไง?” จ้าวเฟยหลงส่ายหน้า พริบตาเดียวก็ไปยืนต่อหน้า ผู้คุมกฏขวายมทูตคนสุดท้าย
“ไปรับงานยมทูตจริงๆที่โลกหน้าเถอะน่ะ”
จ้าวเฟยหลง ซัดหมัดไปที่หัวของผู้คุมกฏขวา ด้วยความเร็วและความกระชั้นชิดผู้คุมกฏขวาที่กำลังยืนด่าทออยู่ก็ไม่สามารถหลบหลีกได้ พลังหมัดพุ่งตรงเข้าที่หัวของเขา
เพละ!
หัวของผู้คุมกฏขวา ะเิออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยตายตาไม่หลับอยู่ตรงนั้น เขาไม่คิดเลยว่าพวกเขา สองยมทูตผู้โด่งดังจะมาตกตายเพราะเด็กหนุ่มไร้ชื่อคนหนึ่งที่ออกหมัดไม่กี่ครั้งเท่านั้น
หลังจากสังหาร ผู้คุมกฏซ้ายผู้คุมกฏขวาจ้าวเฟยหลงก็ทำการเก็บสินาของเขาอย่างใจเย็นเมื่อเห็นกระบี่ทั้งสองในมือเขารับรู้ได้ถึงพลังอันมหาศาลของกระบี่
“นับเป็อาวุธที่ทรงพลังอย่างยิ่งแต่ไม่เหมาะสมกับข้าที่เป็ผู้ใช้ดาบ”
จ้าวเฟยหลงเก็บกระบี่ทั้งสองเข้าไว้ในแหวนมิติหลังจากนั้นก็เป็เวลาล้างบางโจรเหยี่ยวทมิฬ
จ้าวเฟยหลงไล่ล่าสังหารโจรเหยี่ยวทมิฬได้ไม่กี่สิบคนความรู้สึกกดดันก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งค่าย มันให้ความรู้สึก โกรธเกรี้ยวของผู้ที่เป็จ้าวของทำให้ผู้ที่รับรู้ถึงพลังนี้หลายคนที่ระดับจอมยุทธ์เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นแต่หลายคนที่ระดับนักยุทธ์ก็ถึงกับสลบไป
“เป็พลังที่รุนแรงอะไรเช่นนี้”จ้าวเฟยหลงคิดในใจ
พลันเ้าของพลังอันน่าเกรงขามก็ะโลงมาที่พื้นเสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งค่ายสายตาที่มองจ้าวเฟยหลงราวกับจะแผดเผาดวงิญญาของเ้าเฟยหลงให้ได้
“ไอ้เด็กสารเลวบังอาจเข้ามาทำลายค่ายโจรของข้าคงจะเบื่อชีวิตเหลือเกินซินะ”
เสียงตวาดดังลั่นไปที่จ้าวเฟยหลงที่ยืนเอามือไพล่หลังราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร
“พวกเ้าทั้งรังโจรนี่พูดกันเป็แค่แบบเดียวนี่หรือไงแต่ละคนถึงออกมาแล้วก็บอกว่าจะฆ่าข้าแบบนี้แบบนั้น เฮ้อ! แล้วสุดท้ายก็ตายกันหมด”สีหน้าหม่นหมองของจ้าวเฟยหลงแสดงให้เห็นว่าผิดหวังเพียงใดแต่ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
“ดีใจไปเถอะตอนนี้ถึงคราวตายจริงๆของแกแล้วไอ้เด็กสารเลว”
ชางเห่ย พุ่งตัวเข้าหาจ้าวเฟยหลงหมัดของเขารวบรวมพลังลมปราณแล้วกลายเป็พลังหมัดสีแดงประกายของพลังหมัดก็เพียงพอจะทำให้สิ่งรอบข้างต้องพังพินาศ คลื่นพลังกดดันจนคนที่อยู่ใกล้ๆหายใจไม่ออกสีหน้าดำคล้ำ
“หมัดทลายปฐี”
สิ้นเสียงะโของชางเห่ยพลังหมัดสีแดงก็พุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงตามติดมาด้วยหมัดของชางเห่ย การลงมือครั้งนี้เขา้าจบชีวิตของจ้าวเฟยหลงทันทีไม่้ายืดเยื้อเขามีประสบการณ์จากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ของรองหัวหน้าและผู้คุมกฏมาแล้วดังนั้นจึงต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อเอาชนะเด็กคนนี้
“ไอ้เด็กนั่น ตอนนี้ท่านหัวหน้าออกโรงเองถึงคราวชะตามันขาดแล้ว”
“ใช่แล้วพลังขนาดนี้ถ้าทนได้ก็เกินไปล่ะ” บรรดาลูกสมุนโจรต่างพากันมีความหวังที่จะพลิกสถานการณ์ตอนนี้
จ้าวเฟยหลง ก็ไม่ประมาทชางเห่ยคนนี้จากกลิ่นอายของเขาคงจะอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ขั้นหนึ่งดังนั้น จึงประมาทไม่ได้ นับเป็คู่ต่อสู้ที่มีระดับการบ่มเพาะที่สูงที่สุดที่จ้าวเฟยหลงเคยต่อสู่มาด้วยเขากำหมัดแน่น ปราณธาตุไฟลุกโชนขึ้นที่หมัด
“หมัดศิลาเพลิง” ลูกไฟสีแดงพุ่งเข้าปะทะกันกับพลังหมัดสีแดง
ตูม!!!
พลังหมัดทั้งสองสะท้อนกันจนเกิดเป็เส้นโค้งชนกันที่ตรงกลางของพลังโค้งเข้าหาทั้งสองคน
เมื่อพลังสลายทั้งสองสายสลายไปจ้าวเฟยหลงยังยืนที่เดิมอย่างมั่นคง แต่ชางเห่ยถูกคลื่นพลังพลักให้ถอยหลังไปสองก้าว “วิชายุทธ์ระดับจิตขั้นสูง”ชางเห่ยเอ่ยออกมาอย่างใเดิมทีเขาวิชายุทธ์ระดับจิตขั้นกลางก็นับว่าแทบจะไร้คู่แข่งหากไม่นับเอาสำนักยุทธ์รวมด้วยแต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับมีวิชายุทธ์ระดับจิตขั้นสูง
“ฮ่าๆๆ ์โปรดข้าแล้ว” ชางเห่ยหัวเราะออกมาเขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนนำวิชายุทธ์ระดับจิตขั้นสูงมาส่งให้เขาถึงที่
“ไอ้หนูส่งวิชายุทธ์นี้มาให้ข้าแล้วข้าจะพิจารณาไว้ชีวิตอันต่ำต้อยของแก” ชางเห่ยพูดออกมาอย่างละโมบ
“คนใกล้ตายอย่างเ้าจะเอาวิชาไปทำไมกัน”จ้าวเฟยหลงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“โอหัง!” ในพริบตาดาบเล่มหนึ่งก็ปรากฏในมือของชางเห่ยใบดาบกว้างสามชุ่น ยาวสามฉื่อ มีสีขาวราวกับหิมะ มันคือยุทธภัณฑ์ระดับิญญาขั้นกลางเมื่อประสานกับปราณของชางเห่ยแล้วทำให้ พลังลมปราณของเขาเปลี่ยนแปลง มันรุนแรงขึ้นทรงพลังมากขึ้น รอยยิ้มมุมปากของชางเห่ยเกิดขึ้นพริบตาแล้วก็หายไปตอนนี้เขามั่นใจเต็มเปี่ยมในการจัดการกับจ้าวเฟยหลง
“ตายเสียเถอะ ไอ้เด็กเวร!” ชางเห่ยะโสุดเสียง “เพลงดาบรัศมีจันทรา”
สิ้นเสียงปราณดาบสีขาวรูปจันทร์เสี้ยวเคลื่อนที่มุ่งเข้าหาจ้าวเฟยหลงด้วยความเร็วปราณดาบอันแข็งแกร่งเพียงแค่รัศมีของปราณก็สามารถทำลายได้แม้แตู่เาทั้งลูกพลังอันยิ่งใหญ่แฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลหากเป็จ้าวยุทธ์ที่อยู่ขั้นเดียวกันกับชางเห่ยก็ต้องตกตายหากถูกดาบนี้โจมตี
“ดี! ดี!”
เสียงที่แสดงความตื่นเต้นของจ้าวเฟยหลงดังขึ้นตอนนี้เขาได้พบคู่ต่อสู้ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นเมื่อทำการต่อสู้กันแล้ว ดาบเพลิงตะวันถูกเรียกออกมาอยู่ในมือของจ้าวเฟยหลง
“ขอดูหน่อยเถอะว่าความสามารถของเ้าจะทำให้ข้าตายได้หรือไม่”
“เพลงดาบเย้ยปฐี...ดาบราพณาสูร”
ปราณดาบสีทองสูงสามจั้งถูกฟันออกไปแสงสว่างเรืองรองราวกับดวงอาทิตย์ยามพ้นเหลี่ยมเขาในตอนเช้า พลังทำลายอันไร้ขอบเขตเมื่อฟันออกไปแล้วทุกอย่างที่ขวางหน้าล้วนมลายหายไปสิ้นราวกับเทพที่ยืนเยาะเย้ยมนุษย์สามัญต่ำต้อย
เมื่อปราณดาบทั้งสองปะทะกัน เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นทั่วทั้งหุบเขา
“เปรี๊ยะๆ”
ปราณดาบสีขาว ค่อยๆแตกตัวกระจายไปทั่วไม่นานก็ะเิหายวับไปในอากาศแต่ปราณดาบของจ้าวเฟยหลง ยังไม่หายไปกลับตรงเข้าหาชางเห่ย แบบไม่ลดละแม้แต่น้อย
ขณะนี้ชางเห่ยรู้สึกแล้วว่าปราณดาบนี้ทรงพลังยิ่งนัก และทรงพลังมากพอที่จะเอาชีวิตของเขาจริงๆ ทำให้เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเด็กหนุ่มคนนี้เหตุใดจริงมีความแค้นกับโจรเหยี่ยวทมิฬจนต้องตามมาล้างแค้นถึงที่นี่
พริบตานั้นเองมือของเขาขยี้ยันต์แผ่นหนึ่งแล้วค่ายกลก็ทำงานพาร่างของเขาหลบออกจากปราณดาบแบบเฉียดฉิว
ตูม!!! โครม!!!
ปราณดาบทิ้งรอยลึกบนพื้นดินราวๆสามจั้ง บ้านเรือนพังไปเป็แทบลูกสมุนที่หลบหนีไม่ทันต่างตกตายภายใต้ดาบนี้มีไม่น้อย
“หนุ่มน้อยเหตุใดเ้าถึงต้องมาทำลายค่ายแห่งนี้ด้วย ข้าไปทำอะไรให้เ้าตอนไหน”ชางเห่ยเอยปากถาม
“เหอะ! ตอนนี้อยากคุยแล้วหรือ”จ้าวเฟยหลงมองชางเห่ย
“เดิมทีข้าไม่ได้มีเื่อะไรกับพวกเ้าโจรเหยี่ยวทมิฬแม้แต่น้อย...แต่เมื่อวานนี้พวกเ้ากลับไปปล้นหมู่บ้านเจียวจูแล้วลักพาตัวคนที่เหมือนน้องสาวของข้ามามันก็เป็สาเหตุให้ข้าต้องมาหาพวกเ้านี่ยังไงล่ะ”
“อะไรกันแค่เด็กคนเดียวเ้าถึงกับต้องมาทำลายที่นี่เชียวหรือ”ชางเห่ยใในเหตุผลของจ้าวเฟยหลงเป็อย่างมาก
“เด็กคนเดียวก็เป็คน...คนที่มีครอบครัวแต่พวกแกกลับกล้าที่จะลักพาตัวพวกเขามาเพื่อส่งมอบให้แก่คนอื่นราวกับเป็สิ่งของแบบนี้ก็สมควรจะถูกกวาดล้างแล้ว” เสียงของจ้าวเฟยหลงหนักแน่นระคนความโกรธ
“ฮ่าๆๆ ช่างเป็คนดีเสียจริงเช่นนั้นก็จงตายไปกับความสูงส่งของเ้าเสีย”
ชางเห่ยเรียกหัวกะโหลกสีดำอันน่าสะพรึงกลัวออกมามันแผ่ประกายสายฟ้าออกมาอย่างไม่ขาดสาย สายตายหยอกล้อของชางเห่ยมองที่
จ้าวเฟยหลง ที่ตอนนี้ยืนนิ่งไม่สะทกสะท้านใดๆ
“ตายเสียเถอะ...ไอ้เด็กเวรค่ายกลสายฟ้าสลายิญญา”
ฉับพลันเมฆหมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นเหนือค่ายโจรเหยี่ยวทมิฬ สายฟ้าที่ราวกับัดั้นเมฆเต็มไปหมดทั่วทั้งท้องฟ้า เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! สายฟ้าอันทรงพลังผ่าลงมาที่ตัวจ้าวเฟยหลงราวกับสายฝนที่ตกลงพื้นโลกไม่มีที่จะให้หลบหลีกแม้แต่น้อย
“ฮ่าๆๆ เป็ไงล่ะไอ้เด็กสารเลว ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”ชางเห่ยะโอย่างบ้าคลั่ง
ค่ายกลนี้เขาได้รับมาจากมารโลหิต์เป็ค่ายกลระดับสามจากทั้งหมดเก้าระดับแต่ก็สามารถสังหารได้แม้จะเป็ระดับจ้าวยุทธ์ขั้นเก้าก็ตามแต่ตอนนี้ต้องนำมาใช้กับนักยุทธ์ขั้นเก้าแม้จะเสียดายอย่างมากแต่ตอนนี้ชางเห่ยก็ไม่มีทางเลือกเพราะศัตรูที่อยู่ตรงหน้าความสามารถพลิกฟ้าเหลือเกิน
จ้าวเฟยหลงรับรู้ได้ว่าสายฟ้าที่ฝ่าลงมาที่ตนมันทำให้อันตรายถึงชีวิตหากออกจากค่ายกลนี้ไม่ได้ก็คงต้องจบชีวิตแบบไม่ต้องสงสัย แต่ทว่าเวลาเช่นนี้ก็เหมาะแก่การฝึกตนไม่น้อยในสถานการณ์เป็ตายเช่นนี้ผู้ฝึกยุทธ์จะเค้นเอาศักยภาพที่แท้จริงของตนออกมาทั้งหมดทำให้จิติญญาและพลังปราณร่างกายทุกส่วนได้รับการพัฒนายกระดับขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
จ้าวเฟยหลงใช้ ยาตราเทพหงส์เพลิงเดินหลบสายฟ้าที่ราวกับสายฝน ภายในค่ายกลนั้นอย่างพลิ้วไหวไม่มีแม้จะติดขัดภาพที่เห็นทำให้ ชางเห่ยเบิกตาโพลงเขาแทบไม่เชื่อสายตาว่าเด็กหนุ่มที่ติดอยู่ในค่ายกลระดับสามมีท่าท่างราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้านตนเอง
เมื่อเห็นว่าสายฟ้าในค่ายกลไม่สามารถคุกคามตนได้แล้วจ้างเฟยหลงก็หมดความสนใจดาบเพลิงตะวัน ถูกฟันออกไป ปราณดาบสีทองกว้างร้อยจั้ง ทรงพลังราวกับเทพัสูงส่งดั่งเทพ์ฟันลงมาเองพุ่งเข้าทำลายค่ายกลจนเสียหายและยังมุ่งไปหาชางเห่ยต่อ พลังของปราณดาบกดดันจนชางหลงไม่อาจเคลื่อนที่ไปที่ไหนได้ต้องติดตรึงอยู่กับที่
“จงภูมิใจเสียเมื่อไปยังภพหน้าบอกกับทุกคนว่าเ้าได้ตายภายใต้วิชายุทธ์ระดับเทพ!!!"
"เพลงดาบเก้าดาบเทพัครองฟ้า ดาบที่หนึ่ง ัพฤษาล้างปฐี”
จ้าวเฟยหลงไม่กลัวใครเห็นว่าเขาใช้วิชาเทพเพราะที่นี่ทุกคนต้องตายทั้งหมด
“ไม่!!!” เสียงกรีดร้องของชางเห่ยดังก้องร่างถูกตัดขาดเป็สองส่วนสิ้นใจตายทันที
ตูม!!
บ้านเรือนถูกทำลายล้าง ลูกสมุนโจรที่อยู่ในแนวปราณดาบต่างตกตายแบบที่ไม่ได้ตั้งตัวกันเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเฟยหลงเก็บแหวนมิติของชางเห่ยเข้าแหวนของตนเองจากนั้นเริ่มทำการกวาดล้างค่ายแห่งนี้ทันที เพียงไม่นานรังของโจรเหยี่ยวทมิฬที่ลึกลับดั่งตำนาน ก็เหลือเพียงซากปรักหักพังเต็มไปด้วยศพของบรรดาลูกสมุนโจรนอนตายเกลื่อนพื้นปิดตำนานของโจรเหยี่ยวดำลงตลอดกาล
จ้าวเฟยหลงเมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดเล็ดรอดจากสายตาของเขาแล้วจึงไปนำเด็กเล็กและหญิงสาวทั้งหลายออกจากที่ซ่อน นำพวกเขาทุกคนกลับบ้าน