ยามนี้หลายๆที่ในเมืองของแผ่นดินซีเฮ่าตอนใต้ก็มีคนเร่ร่อนรวมตัวกันเพื่อก่อกบฏพวกเขาสังหารเจ้าหน้าที่ของทางการและนำเสบียงอาหารออกมาแจกจ่ายสถานการณ์กำลังวุ่นวาย ทว่ากองทัพทหารของทางการกลับถอยร่นมาเรื่อยๆกงจื้อหมิงไม่อาจรอให้ร่างกายฟื้นตัวได้อีกต่อไปเขาจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที
มิเช่นนั้นหากเกิดสงครามขึ้นทุกหนแห่ง ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง และซีเฮ่าเองก็จะบอบช้ำอย่างหนักประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยมั่นคงก็จะถือโอกาสนี้บุกเข้าโจมตีเช่นกัน
ดังคำที่กล่าวกันไว้ว่าภายในต้องสงบก่อนจึงค่อยสู้ศึกภายนอก
และเหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนออกมาก่อกบฏภายในประเทศเฉกเช่นทุกวันนี้ก็เป็นเพราะการปกครองอย่างเผด็จการของฮ่องเต้พระองค์ใหม่!
กงจื้อหมิงเขียนจดหมายส่วนตัวเพื่อรวบรวมกองกำลังทหารในกองทัพเก่าของเขาอย่างลับๆ
เดิมทีราชสำนักของซีเฮ่าก็ตกต่ำอยู่แล้วผ่านไปไม่นานก็เกิดความโกลาหลปั่นป่วนขึ้นมาเนื่องจากมีแม่ทัพหลายนายต้องการขอร้องให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่จัดการกับเซียวกุ้ยเฟยและครอบครัวที่ฉ้อโกงเสบียงอาหารในท้องพระคลังอย่างเปิดเผย
ในสองเดือนที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มีขุนนางระดับสูงถวายฎีกาเช่นนี้ ทว่าเนื่องจากบิดาของเซียวกุ้ยเฟยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดที่รับผิดชอบในการดูแลเก้าประตูเมืองลาดตระเวนตอนกลางคืน ตรวจสอบและจับกุม เป็นต้น กล่าวคือเขาดูแลความปลอดภัยของวังหลวงทั้งหมดและเมืองหลวงทั้งเมืองต่อให้ซือหม่าเชวี่ยนจะโกรธเกลียดสกุลเซียวอย่างไร หรือจะโกรธเกลียดเซียวกุ้ยเฟยขนาดไหนแต่ตอนนี้เขาก็มิอาจทำอะไรโดยหุนหันพลันแล่นไปได้
ในตอนแรกสกุลเซียวมีความดีความชอบอย่างมากในการสนับสนุนการขึ้นครองราชย์ดังนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็เลยเชื่อใจพวกเขาเป็นอย่างมาก
ต่อให้ทุกวันนี้เขาจะรู้ดีว่าสกุลเซียวนั้นฉ้อโกงแต่ตอนนี้เขาไม่สามารถหานายทหารที่จงรักภักดีต่อเขามากกว่าสกุลเซียว ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดมาโดยตลอดไม่เพียงแต่ไม่จัดการสกุลเซียวทั้งยังเลื่อนขั้นให้ทายาทตามกฎหมายทั้งสองของสกุลเซียวที่เป็นขุนนางอีกด้วย
หลังจากที่นายทหารถวายฎีกาผู้บัญชาการเซียวถึงขั้นไปที่ศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมฮ่องเต้เองก็รีบให้ของล้ำค่าและเงินทองไปมากมายเพื่อเป็นการตอบแทนและยังให้เซียวกุ้ยเฟยมีอำนาจครึ่งหนึ่งในการจัดการเรื่องในวังหลังอีกด้วย
การกระทำเช่นนี้ทำให้เหล่าขุนนางและประชาชนต่างก็โกรธเคือง
แม้แต่ขุนนางที่เดิมทีเคยจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ในเวลานี้พวกเขาต่างก็พากันสาปแช่งในใจว่า “ไอ้ทรราชย์”
และในตอนนี้เองที่กงจื้อหมิงเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้และนำทัพต่อสู้เพื่อจัดการสถานการณ์ความวุ่นวายภายในและต่อต้านเผด็จการ
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนและยอมรับถึงข่าวคราวเรื่องที่เขายังมีชีวิตอยู่
ทันใดนั้นเองทั่วทั้งแผ่นดินซีเฮ่าก็ลุกเป็นไฟขึ้นมาทันที
ในปีนั้นกงจื้อหมิงได้นำทหารขับไล่ชาวเถียเหล่ยหลายแสนคนออกไปจากแผ่นดินซีเฮ่าและได้รับความดีความชอบที่รบชนะในทันทีประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินซีเฮ่าต่างก็ได้ยินชื่อเสียงที่โด่งดังของเขาทุกคนต่างก็รู้ว่าเขาเป็นแม่ทัพกล้าหาญที่รักประชาชนและจงรักภักดีต่อฮ่องเต้
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายในระหว่างการยกทัพกลับหลังจากชัยชนะกลับถูกวางยาพิษโดยชาวเถียเหล่ยจนถึงแก่ชีวิต
เมื่อศพของเขามาถึงซีจิงในวันแรกก็ถูกทำพิธีอย่างเร่งรีบและก็มีประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางออกมาส่งเขาวันนั้นกระดาษเงินปลิวว่อนและเสียงร่ำไห้ของประชาชนดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ความเคารพเลื่อมใสเช่นนี้ของประชาชนที่มีต่อกงจื้อหมิงก็ทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่และผู้สนับสนุนของเขาหวาดกลัวไม่น้อยพวกเขาต่างก็รู้สึกหลายต่อหลายครั้งว่าช่างโชคดีที่กงจื้อหมิงเสียชีวิตแล้วมิเช่นนั้นตำแหน่งฮ่องเต้ไม่มีทางที่จะไปถึงซือหม่าเชวี่ยนผู้มีจิตใจคับแคบไปได้
ทว่าสองปีที่ผ่านไปในวันนี้กงจื้อหมิงกลับยังมีชีวิตอยู่!
เขากลับยังไม่เสียชีวิต!
ข่าวคราวนี้ราวกับมีปีกอย่างไรอย่างนั้นและบินไปถึงวังหลวง
……
ซือหม่าเชวี่ยนโกรธจัดและโยนที่ทับกระดาษในมือออกไปนี่คือที่ทับกระดาษที่ทำจากหยกมันแพะชั้นดีผิวสัมผัสมันวาวและมีสีขาวปนเหลืองอ่อนๆ คล้ายมันแพะ เป็นหยกที่ประเทศเล็กๆส่งมาเป็นของบรรณาการ ปกติแล้วเขาจะทะนุถนอมหยกชิ้นนี้มากที่สุดเพียงแต่หยกนี้ไม่เคยตกลงพื้นมาก่อน เสียงตกกระแทกพื้นดังปังและแตกออกเป็นเจ็ดแปดเสี่ยงซึ่งก็เหมือนกับอารมณ์ของเขาในตอนนี้
เขาทั้งโกรธแค้นและหวาดกลัวเสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเทา “เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไงกัน?ข้าเห็นร่างของเขาถูกฝังด้วยตาตนเอง เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตอยู่?”
เขาปัดของทั้งหมดบนโต๊ะว่าราชการที่แกะสลักลายมังกรทิ้งไปดวงตาของเขาแดงก่ำราวสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วเขาก็ตะโกนออกมาสุดเสียงว่า“เขายังมีชีวิตอยู่ ข้าควรจะทำยังไงดี”
ขันทีและเหล่านางในจะกล้าตอบได้อย่างไรพวกเขาต่างก็ตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น
ขุนนางที่มากราบทูลข่าวคนนั้นก็ตกใจเช่นกันเขาอ้าปากค้างและมองไปที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่กำลังเสียการควบคุม ในใจของเขาจู่ๆก็มีความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมา ที่แท้ฝ่าบาทก็เกรงกลัวเสี่ยวอู่โฮ่วจริงๆ ด้วย!ตอนแรกที่เสี่ยวอู่โฮ่วถูกฝังมีข่าวลือออกมาว่าเขาไม่ได้เสียชีวิตภายใต้เงื้อมมือของชาวเถียเหล่ยหรือว่าจะมีเงื่อนงำในเรื่องนี้จริงๆ กันแน่?
ตอนนี้เขาฟื้นคืนชีพกลับมาและเตรียมจะนำทัพต่อสู้ ฝ่าบาทจะสามารถชนะได้หรือไม่?
เมื่อคิดเช่นนี้ขุนนางคนนี้ก็อดที่จะตัวสั่นไม่ได้
ซื่อหม่าเชวี่ยนเงยหน้าขึ้นดวงตาแดงก่ำของเขาเห็นท่าทางเช่นนั้นของขุนนางพอดีเขาอดไม่ได้ที่จะอับอายกลายโทสะชี้ไปที่ขุนนางคนนั้นและตะโกนด่าออกมาอย่างรุนแรงว่า“ใครก็ได้เข้ามาพาไอ้สารเลวที่ไร้ศักดิ์ศรีผู้นี้ออกไปตัดหัวเสีย!”
ขุนนางผู้นั้นร้องออกมาอย่างตกใจเขาล้มลงกับพื้น และบรรยากาศในตำหนักใหญ่ก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปหมด
ปรากฏว่าขุนนางผู้นั้นหวาดกลัวเป็นอย่างมากเขาตกใจจนควบคุมตนเองไม่ได้
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างตำหนักจินหลวนเตี้ยนกลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้!
ซือหม่าเชวี่ยนได้กลิ่นคาวเลือดในอากาศเขามองร่างของขุนนางคนนั้นที่สั่นเทาอย่างรุนแรง เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีกเขายื่นมือไปดึงกระบี่ออกมาจากฝักและฟันลงไปข้างๆ ร่างของขุนนางผู้นั้น
“ข้าสั่งให้เจ้าปัสสาวะเจ้าก็ต้องปัสสาวะ!ข้าจะตัดหัวเจ้าให้ตายเจ้าก็ต้องตาย…ฮ่าฮ่าฮ่า ใครจะกล้ามาต่อต้านข้าได้ใครอนุญาตให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมามองข้า ข้าคือฮ่องเต้ของประเทศซีเฮ่าข้าเป็นสวรรค์ของพวกเจ้า! เจ้ายังกล้าใช้สายตาเช่นนั้นมองมาที่ข้า และยังกล้าปัสสาวะรดตำหนักจินหลวนเตี้ยนอีกข้าจะตัดหัวเจ้า! ให้เจ้าตายอย่างอนาถา!”
ร่างของขุนนางผู้นั้นถูกสับจนไม่สามารถระบุชิ้นส่วนของอวัยวะได้แขนของเขาก็ถูกตัดทิ้ง แม้แต่ลูกตาข้างหนึ่งของเขาก็กระเด็นออกมาจากเบ้าตาและกลิ้งกระเด็นกระดอนไปมามีเลือดพุ่งกระเซ็นออกมาเต็มไปหมด
บนร่างกายและใบหน้าของซือหม่าเชวี่ยนกลับถูกอาบไปด้วยเลือดสดๆนับไม่ถ้วนจนแดงฉาน แต่เขาก็ยังกวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
ในขณะนี้แม้แต่ทหารองครักษ์ที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนขาทั้งสองข้างของพวกเขาก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ขันทีและสาวใช้ต่างทรุดตัวลงด้วยความหวาดกลัวและถึงขั้นที่ว่าบางคนไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไปจนต้องกรีดร้องออกมา
ทันใดนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมาเขาหอบหายใจพร้อมจ้องมองไปที่คนคนนั้น และตะโกนออกมาอย่างดุเดือดว่า“หุบปากเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นข้าจะตัดลิ้นเจ้าออกมา!”
หลังจากได้ยินคำพูดนั้นทุกคนก็หยุดส่งเสียงทันที ทว่านางในหลายคนก็หมดสติไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เหล่าขุนนางระดับสูงที่ได้ยินข่าวและรีบมาเข้าเฝ้าก็เห็นภาพเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้พวกเขาทุกคนต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
หลิวพัวจวินที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของเหล่าขุนนางก็ตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
แต่ยิ่งหวาดกลัวสิ่งใดมากเท่าไรก็ยิ่งจะได้เช่นนั้นหลังจากที่ซือหม่าเชวี่ยนสับขุนนางผู้นั้นเป็นชิ้นๆแล้วก็นึกถึงตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหานี้เขาใช้แขนเสื้อเช็ดรอยเลือดบนใบหน้าอย่างลวกๆ และหมุนตัวกลับมายิ้มอย่างเย็นชา“หลิวอ้ายชิง ข้ามีเรื่องจะถามเขา!”
ขุนนางระดับสูงทุกคนใครจะกล้าหาเรื่องใส่ตัวพวกเขาพากันถอยไปข้างหลังราวกับน้ำขึ้นน้ำลงและยังมีขุนนางขี้กลัวผลักให้หลิวพัวจวินไปอยู่ข้างหน้าทำให้หลิวพัวจวินมายืนอยู่ด้านหน้าสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขาทั้งสองข้างของเขาอ่อนยวบราวกับเส้นบะหมี่ฟันของเขาขบกันจนสั่นไม่หยุดเขาฝืนยิ้มออกมาด้วยท่าทางน่าเกลียดและเสียงของเขาก็สั่นเทาราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดในฤดูใบไม้ร่วง“ฝ่า…บาท…ข้าน้อย ความจริงแล้วข้าน้อยไม่…ไม่ทราบ…”
“หุบปาก!” ซือหม่าเชวี่ยนจู่ๆ ก็ตะคอกออกมาเสียงดัง
หลิวพัวจวินตกใจจนลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นหัวของเขาโขกลงบนพื้นอย่างรุนแรง อิฐในตำหนักจินหลวนเตี้ยนล้วนทำมาจากหินอ่อนที่มีความแข็งแกร่งที่สุดอีกอย่างตอนที่ซือหม่าเชวี่ยนขึ้นครองบัลลังก์มังกรเพื่อที่จะทำให้ตำหนักจินหลวนเตี้ยนเหมาะสมกับชื่อ เขาก็เลยให้ช่างฝีมือใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเปลี่ยนเป็นอิฐที่ทำจากทองแท่งจริงๆหากว่ายืนอยู่ด้านบนและมองไปรอบๆ ก็จะพบว่าเป็นสีทองเหลืองอร่ามเต็มไปหมด
ซือหม่าเชวี่ยนชอบความรู้สึกที่ได้อยู่ในตำหนักจินหลวนเตี้ยนเช่นนี้เพราะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่สูงส่งที่สุดในโลกและเป็นโอรสของสวรรค์ที่ถูกสวรรค์เลือกมา!
ในขณะที่หลิวพัวจวินก้มลงไปคำนับนั้นด้านบนของอิฐที่ทำจากทองคำแท่งก็ถูกความแข็งแกร่งของเขาทำให้บิ่นไปเล็กน้อยหลังจากที่คำนับไปสิบกว่าทีแล้วยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งหน้าผากของเขาก็เต็มไปด้วยรอยเลือด และยังมีหยดเลือดหลายหยดไหลออกมาจากหน้าผากหยดลงไปบนจมูกและไหลไปถึงริมฝีปากไม่เพียงแต่มีกลิ่นคาวเลือดเท่านั้นทั้งยังเจ็บปวดอีกด้วย
ทั้งตัวของหลิวพัวจวินโงนเงนไปมาทว่าเขาก็ไม่กล้าที่จะหยุด
เขาเพียงหวังว่าที่ตนเองคำนับเช่นนี้จะช่วยชดเชยความผิดของเขาได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำอธิษฐานของเขามีผลขึ้นมาหรืออย่างไรฮ่องเต้ที่ถือกระบี่อาบไปด้วยเลือดก็พูดออกมาอย่างเมตตาว่า “ลุกขึ้นมาได้!”
หลิวพัวจวินหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้งน้ำมูกน้ำตาของเขาไหลออกมาเลอะเทอะเต็มใบหน้า เขาตะโกนเสียงดังออกมาว่า“ขอบพระทัยฝ่าบาท! ข้าน้อยขอขอบพระทัยในความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่าน!”
ทว่าเขาคงคุกเข่าอยู่นานเกินไปในขณะที่เขาลุกขึ้นยืนก็เข่าอ่อนจนโซซัดโซเซถอยหลังไปหลายก้าวขุนนางระดับสูงที่ทนดูไม่ได้ก็ยื่นมือออกมาช่วยประคองเขา
หลิวพัวจวินพูดอย่างสะอึกสะอื้นออกมาว่า“ขอบคุณ!”
ในตำหนักใหญ่ที่เงียบสงบอยู่เสียงสะอึกสะอื้นนั้นดังชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
ซือหม่าเชวี่ยนตะคอกออกมาอย่างเย็นชาและตำหนิอย่างเด็ดขาด “หุบปาก!”
หลิวพัวจวินเป็นเหมือนเป็ดที่ถูกบีบคอเอาไว้แน่นเขาพยายามรวบรวมสมาธิและกลั้นหายใจ โดยไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียว
ซือหม่าเชวี่ยนถึงได้พอใจขึ้นมาเขาหันหน้ามองไปรอบๆ ขุนนางระดับสูงมีทั้งหมดยี่สิบสามคน มีทั้งขุนนางและนายทหาร
ขุนนางระดับสูงเหล่านี้ต่างก็ได้ยินมาว่ากงจื้อหมิงยังมีชีวิตอยู่และต้องการยกทัพต่อสู้เพื่อปฏิบัติการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้ก็เลยตั้งใจมารวมตัวกันเพื่อกราบทูลโดยเฉพาะ ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญมาเห็นภาพเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้พอดี
ส่วนหลิวพัวจวินนั้นโชคร้ายมากกว่านิดหน่อยหลังจากที่เขารู้ว่ากงจื้อหมิงยังมีชีวิตอยู่ ปฏิกิริยาในสมองของเขาคือให้รีบหนีไปเขาเคยรับใช้อยู่ภายใต้การปกครองของกงจื้อหมิงมาระยะหนึ่ง เขารู้ดีว่าคนคนนั้นให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความยุติธรรมมากขนาดไหนแต่ว่าสิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือการโดนทรยศหักหลังทุกวันนี้เขาเองก็เหมือนกับเหยียบกับระเบิดอยู่ หากว่าไม่รีบหนีไปให้ไกลชีวิตน้อยๆ ของเขาคงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตามเขายังไม่ทันที่จะได้ทำตามความคิดของเขา จู่ๆก็มีขุนนางระดับสูงที่รู้ข่าวบุกเข้ามาในจวนของเขาราวกับว่ากำลังจะมาจับกุมนักโทษกลับวังหลวงอย่างไรอย่างนั้น
เขาทั้งโกรธเคืองและเคียดแค้นทว่าในเวลานี้เขาก็เหมือนกับสุนัขตัวหนึ่งที่ยืนหลั่งน้ำตาออกมาอยู่ในตำหนักจินหลวนเตี้ยนในสมองของเขากลับคิดว่าหากครั้งนั้นตนเองไม่ละโมบ และไม่ถูกซือหม่าเชวี่ยนชักจูงเขาก็จะได้อยู่ติดตามข้างกายของกงจื้อหมิงไปตลอด ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่โดดเด่นอะไรแต่อย่างน้อยก็คงไม่ต้องอับอายขนาดนี้
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับซือหม่าเชวี่ยนที่เป็นดั่งเทพเจ้าแห่งความตายความคิดเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปในทันทีหากว่าตอนนั้นเขาระมัดระวังและรอบคอบมากกว่านั้นสักหน่อยยืนยันว่ากงจื้อหมิงตายไปแล้วจริงๆวันนี้ก็ไม่พ้นได้รับความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งเป็นแน่ไหนเลยจะต้องตกใจกลัวจนใจเต้นรัวขนาดนี้?
คนในสกุลซือหม่าต่างก็มีร่างกายสูงใหญ่ขนาดซือหม่าเชวี่ยนที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังสูงกว่าเหล่าขุนนางระดับสูงที่ยืนอยู่มากกว่าครึ่งค่อนศีรษะเขากวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างสบายๆ และยิ้มอย่างร้ายกาจออกมาขุนนางระดับสูงเหล่านั้นต่างก็พากันหวาดกลัวจนหน้าซีดและบางคนที่ขี้กลัวก็คุกเข่าลงไปกับพื้น
ขนาดผู้บัญชาการเซียวที่ปกติมักจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่นนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
ทันใดนั้นซือหม่าเชวี่ยนก็มีความสุขอย่างยิ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสว่าการเป็นฮ่องเต้นั้นทรงพลังขนาดไหนแค่การกระทำเล็กๆ เพียงอย่างเดียวก็ทำให้ขุนนางทั้งหมดเชื่อฟังเขาและอีกเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือเขาได้สับคนโง่เขลาจนเป็นเนื้อบดด้วยมือของเขาเอง!
จุ๊ๆการเชือดไก่ให้ลิงดูเช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากตามที่คาดไว้จริงๆและเขาก็หลงใหลในความรู้สึกที่ได้ฆ่าคนขึ้นมาเสียแล้ว!
เหอะ!
ต่อให้กงจื้อหมิงผู้องอาจจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆแล้วจะทำไมกัน?