องค์รัชทายาทนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแววตาของไลลาก่อนจะทอดพระเนตรลงไปยังกำไลข้อเท้าเงินร้อยกระพรวนที่นางหยิบขึ้นมาเป็ชิ้นต่อไปเสียงกรุ๊งกริ๊งแ่เบาที่ดังขึ้นปลุกความทรงจำที่ทั้งเย้ายวนและอันตรายให้หวนคืนมาอีกครั้ง
“ไลลา... ไม่สิ ซิงจวน...”
“จะเรียกหม่อมฉันว่าอะไรก็แล้วแต่พระองค์เถิดเพคะ”ซิงจวนในร่างทาสสาวเอ่ยขึ้น
“ก่อนที่ข้าจะเล่าเื่ต่อไปมีบางอย่างที่ข้าต้องสารภาพตามตรง” พระองค์เริ่มต้นด้วยสุรเสียงที่จริงจังแฝงความละอายพระทัย “มันอาจทำให้เ้าเ็ป... นอกจากเ้าในฐานะไลลาแล้วข้าได้เผลอกายและใจให้กับสตรีอื่นด้วย... แต่อย่างไรก็ตามข้าขอยืนยันว่าซิงจวนคือรักแรกและรักเดียวของข้าเสมอมาและไลลาคือสัมพันธ์สวาทด้วยรักครั้งแรกของข้า... แต่นางผู้นี้... นางแตกต่างออกไป”
เมื่อเห็นซิงจวนพยักหน้ารับฟังอย่างสงบพระองค์จึงได้เริ่มเล่าเื่ราวต่อไป
“หลังจากแยกกับไลลาข้าเดินทางต่อไปยังแคว้นพาร์ซาเพื่อเจรจาเื่การเปิดเส้นทางการค้าใหม่กับนครซาร์ราบาดในครั้งนี้ผู้ที่เราต้องเจรจาด้วยไม่ได้มีแต่เ้าผู้ครองนครโดยตรงแต่ยังมีมหาเศรษฐีผู้กุมอำนาจการค้าส่วนใหญ่ของที่นั่นเขา้าสร้างสายสัมพันธ์ทางการทูตกับเราเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ”
“มหาเศรษฐีผู้นั้นได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะของเราอย่างยิ่งใหญ่เป็การส่วนตัวและได้นำคณะนางระบำอันเลื่องชื่อของนครมาแสดงให้ชมเขาบอกว่าจ้างเป็การส่วนตัวให้พวกนางหยุดทำการแสดงที่อื่นเพื่อมาต้อนรับพวกเราตลอดเดือนและพวกนางก็จะคอยบำเรอเหล่าแขกทั้งหลาย รวมไปถึงเศรษฐีและบริวารของเขาซึ่งในบรรดานางระบำเ่าั้... ข้าได้พบกับนาง... ยาซมิน”
“ตอนแรกข้าก็ไม่ได้สนใจนางเพราะคิดว่านางก็เหมือนกับนางระบำคนอื่นๆ ที่ใช้ศิลปะยั่วเย้าผู้ชายและหัวใจข้าตอนนั้นก็คิดถึงแต่สตรีที่ต้องรับกลับมาตอนขากลับ... ไลลา... หรือก็คือเ้านั่นแหละ”
“ทว่าเมื่อข้ากับองค์รักษ์แอบออกมาเดินเล่นชมเมืองในตรอกแคบๆ คืนหนึ่ง ข้าเห็นอันธพาลสามคนกำลังล้อมนางที่เพิ่งทำการแสดงเสร็จไว้แต่ก่อนที่องครักษ์ของข้าจะได้ทำอะไร ยาซมินก็เคลื่อนไหวนางใช้ท่วงท่าที่งดงามราวการร่ายรำจัดการพวกมันจนสิ้นท่านั่นคือครั้งแรกที่ข้าได้เห็นความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนช้อยของนางแล้วเราก็สบตากันในคืนนั้น”
“’ขอบพระคุณพระองค์มากที่พยายามจะช่วยแม้จะไม่ทันได้กระทำมัน แต่การมีเจตนาก็มากเพียงพอแล้ว หม่อมฉันจะจดจำบุญคุณนี้ไว้’ นางกล่าวมาเช่นนั้น”
“แล้ววันรุ่งขึ้นในงานเลี้ยง ยาซมินก็ถือถาดผลอินทผลัมเคลือบน้ำผึ้งเข้ามาหาข้าเป็การส่วนตัวนางย่อกายลงอย่างงดงามแล้วกล่าวขอบคุณที่ข้าพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือนางเมื่อคืนก่อนน้ำเสียงของนางหวานล้ำ แต่แววตากลับมีความขอบคุณอย่างจริงใจซ่อนอยู่ข้ารับน้ำใจของนางไว้ด้วยความยินดี แต่ก็ยังคงรักษาระยะห่างไว้”
“แต่แล้วข้าก็สังเกตเห็นว่านางไม่ได้ทำเช่นนี้กับข้าเพียงคนเดียวตลอดงานเลี้ยงยาซมินและเหล่านางระบำของนางต่างก็คอยเอาอกเอาใจเหล่าขุนนางและพ่อค้าคนสำคัญในคณะของข้าอย่างทั่วถึงพวกนางรินสุราเลิศรส ป้อนของว่างด้วยท่วงท่าที่ยั่วยวนและส่งยิ้มหวานให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันราวกับนี่เป็หน้าที่ที่พวกนางต้องปฏิบัติ”
“ข้าจึงสรุปเอาเองว่าการกระทำของนางที่มีต่อข้าก่อนหน้านี้ก็เป็เพียงส่วนหนึ่งของศิลปะการปรนนิบัติแขกชั้นสูงเท่านั้นนางคงเห็นว่าข้าเป็หัวหน้าคณะทูต จึงต้องให้ความสำคัญเป็พิเศษความคิดที่จะสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งกว่านั้นจึงจางหายไป ข้ามองนางเป็เพียงนางระบำผู้มีความสามารถและรู้จักวิธีเอาใจคนเท่านั้น”
“ใน่หลายวันที่การเจรจาดำเนินไปข้ามีโอกาสได้สนทนากับยาซมินมากขึ้นใน่ที่นางพักจากการแสดงนางมักจะเข้ามาพูดคุยกับข้าเื่บทกวีและตำนานของท้องถิ่นอย่างชาญฉลาดทำให้ข้าได้รู้ว่านางไม่ใช่เพียงนางระบำที่มีรูปโฉมงดงามแต่ยังมีความรู้และความคิดที่เฉียบแหลมซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้น”
“วันต่อมาข้าเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบที่น่าสนใจที่เริ่มเปลี่ยนไปในงานเลี้ยงทุกคืนต่อจากนั้นเหล่านางระบำเริ่มดูเหมือนจะถูกจัดสรรหน้าที่อย่างเป็ระบบนางระบำคนหนึ่งจะคอยดูแลขุนนางฝ่ายการคลังของข้าโดยเฉพาะอีกคนจะคอยประกบแม่ทัพองครักษ์ไม่ห่าง และสำหรับยาซมิน ดาวรุ่งของคณะ...เป้าหมายของนางคือข้าเสมอ”
“การค้นพบนี้ทำให้ข้ารู้สึกซับซ้อนในใจด้านหนึ่งข้าเดาว่านี่คือกลยุทธ์ของมหาเศรษฐีที่ใช้พวกนางเป็เครื่องมือในการสร้างความพึงพอใจเพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจแต่อีกด้านหนึ่งข้าก็อดรู้สึกผูกพันกับนางในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันไม่ได้เราทั้งคู่ต่างเป็ตัวละครที่กำลังแสดงบทบาทของตนเองบนเวทีแห่งการเจรจาที่มองไม่เห็น”
“คืนหนึ่งข้าปลีกตัวจากความวุ่นวายในงานเลี้ยงมายืนรับลมอยู่ริมระเบียงที่มองเห็นสวนสวยใต้แสงจันทร์ไม่นานนัก ร่างของยาซมินในชุดระบำแพรบางเบาก็ปรากฏขึ้นข้างกายกลิ่นเครื่องหอมลึกลับจากตัวนางลอยมากับสายลม นางไม่ได้มองข้าแต่มองไปยังดวงจันทร์พลางเอ่ยขึ้นว่า “ดวงจันทร์คืนนี้ช่างงดงามแต่ก็ดูอ้างว้างเหลือเกินนะเพคะ’”
‘“เ้าก็รู้สึกเช่นนั้นรึ?” ข้าถามกลับไป นางหันมายิ้มให้ข้าเป็รอยยิ้มที่ต่างจากที่นางใช้ในงานเลี้ยง มันมีความเศร้าสร้อยเจืออยู่จางๆ”
“ ‘นักระบำเช่นพวกหม่อมฉันอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่กลับรู้สึกอ้างว้างที่สุดเพคะ” นางตอบ “เรามอบรอยยิ้มและความสุขให้ทุกคนแต่ใครเล่าจะมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องประทินโฉมและภูษาอาภรณ์ที่สวยงาม’ ”
“คำพูดของนางกรีดลึกลงในใจข้าเพราะข้าก็รู้สึกไม่ต่างกัน ข้าจึงบอกไปว่า “ตำแหน่งของข้าก็เช่นกัน...รายล้อมด้วยผู้คน แต่กลับไม่อาจไว้ใจผู้ใดได้อย่างแท้จริง’”
“ยาซมินหัวเราะเบาๆเสียงหัวเราะของนางราวกับเสียงกระพรวน“ดูเหมือนว่าเราสองคนจะเหมือนกันมากกว่าที่คิดนะเพคะ...ต่างก็เป็นักโทษในกรงทองของตนเอง แต่กรงทองนั้น... หากมีเพื่อนร่วมชะตากรรมสักคนบางทีมันอาจไม่น่าอึดอัดเท่าที่เป็อยู่ก็ได้นะเพคะ’ นางพูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนข้าได้กลิ่นดอกไม้จากเรือนผมของนาง แววตาของนางทอประกายท้าทายระคนเชื้อเชิญมันทำให้หัวใจข้าสั่นไหวอย่างประหลาดข้ารู้สึกถึงแรงดึงดูดอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวนาง แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปได้”
“‘องค์รัชทายาท... บางครั้ง...การปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับท่วงทำนองต้องห้ามเพียงชั่วครู่ก็อาจเป็อิสรภาพเพียงหนึ่งเดียวที่เรานักโทษเช่นกันจะไขว่คว้าได้’ คำพูดของนางราวกับบทกวีที่เย้ายวนข้าตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรามันซับซ้อนเกินกว่าจะเป็แค่เกมการเมืองแต่มันคือความเข้าใจของคนสองคนที่ต่างโหยหาอิสรภาพในรูปแบบของตนเอง”
"คำพูดของนางทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและแรงสั่นะเืในใจข้าคืนนั้นข้านอนไม่หลับเลยภาพของไลลาที่ข้าตั้งใจจะกลับไปรับซ้อนทับกับภาพรอยยิ้มท้าทายของยาซมินข้ารู้สึกสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนด้านหนึ่งคือคำมั่นสัญญาที่มอบให้สตรีผู้เยียวยาจิตใจ แต่อีกด้านหนึ่งคือแรงดึงดูดลึกลับจากสตรีที่เข้าใจในพันธนาการของข้าอย่างแท้จริง"
"วันรุ่งขึ้น ข้าพยายามหลบหน้ายาซมินแต่นางกลับเป็ฝ่ายเข้ามาหาข้าในสวนขณะที่ข้ากำลังอ่านบทกวีนางไม่ได้เข้ามาด้วยท่าทีเย้ายวนแต่กลับชี้ไปยังบทกวีที่ข้ากำลังอ่านแล้วเอ่ยวิจารณ์อย่างเฉียบคมถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด...ความคิดที่เฉียบแหลมและมุมมองที่ลึกซึ้งของนางทำให้ข้าตกตะลึงมันทำให้ข้าหวนนึกถึงซิงจวน...นึกถึงวันที่นางสอนข้าให้รู้จักโลกผ่านประสบการณ์จริงไม่ใช่เพียงตัวอักษรในตำรา"
"ความประทับใจของข้าที่มีต่อนางเริ่มเปลี่ยนไปข้ามองลึกลงไปในดวงตาของนางและเห็นมากกว่านางระบำ ข้าเห็นความเหนื่อยล้าความปรารถนา และสติปัญญาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้บทบาทที่นางต้องแสดงมันคือแววตาเดียวกันกับที่ข้าเคยเห็นในตัวเ้า ซิงจวน... แววตาของคนที่มีโลกทั้งใบซ่อนอยู่ภายในรอคอยเพียงใครสักคนที่จะมองเห็นมัน"
"ในงานเลี้ยงคืนนั้นการร่ายรำของนางดูเปลี่ยนไป ท่วงท่าที่เคยเย้ายวนเพื่อเอาใจแขกทุกคนบัดนี้กลับดูเหมือนเป็การระบายความรู้สึกส่วนตัวทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความอึดอัด ความโหยหา และการดิ้นรนเพื่อเป็อิสระสายตาของนางจ้องมองมาที่ข้าเพียงผู้เดียว ราวกับกำลังใช้ร่างกายของนางบอกเล่าเื่ราวที่ริมฝีปากไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ข้าััได้ถึงความเ็ปของนาง และหัวใจของข้าก็เ็ปไปกับนางด้วย"
"หลังจากจบการแสดงข้าเห็นนางปลีกตัวออกมานั่งอยู่เพียงลำพังในมุมมืดของสวนนางกำลังนวดข้อเท้าของตัวเองที่แดงช้ำจากการร่ายรำอย่างหนักหน่วงใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มบัดนี้กลับเรียบเฉยและฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดภาพนั้นทำให้ข้าตระหนักว่านางก็เป็เพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีความเ็ปข้าเดินเข้าไปหานางและยื่นตลับยาขี้ผึ้งที่เคยให้ไลลาให้นาง...นางเงยหน้าขึ้นมองข้าด้วยความประหลาดใจ และในแววตาคู่นั้นข้าเห็นกำแพงน้ำแข็งรอบตัวนางเริ่มละลายลง"
"นางไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของข้าแต่กลับยิ้มให้ เป็รอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นจากนาง 'พระองค์ช่างแตกต่างจากบุรุษอื่นเหลือเกินนะเพคะ' นางกล่าวเบาๆ 'บุรุษอื่น้าเพียงร่างกายของข้าแต่พระองค์กลับมองเห็นาแของข้า' คำพูดนั้นทำให้ข้ารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่านกลางใจเราไม่ได้พูดอะไรกันต่อ แต่นั่งอยู่ข้างกันในความเงียบ...เป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ"
"ความสัมพันธ์ของเราหลังจากคืนนั้นก็ลึกซึ้งขึ้นอย่างรวดเร็วเราลอบพบกันในสวนทุกค่ำคืน พูดคุยกันในเื่ที่ไม่อาจพูดกับใครอื่นได้นางเล่าให้ข้าฟังถึงความฝันที่จะได้ร่ายรำอย่างอิสระ ไม่ใช่เพื่อปรนนิบัติใครส่วนข้าก็เล่าให้นางฟังถึงความปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตโดยปราศจากภาระของราชบัลลังก์เราต่างเป็กระจกสะท้อนความปรารถนาของกันและกัน"
"นางเริ่มกล้าที่จะหยอกเย้าและท้าทายข้ามากขึ้นบางครั้งนางก็แอบนำดอกไม้มาทัดที่ข้างหูของข้าบางครั้งก็จงใจเดินเข้ามาใกล้จนเรือนผมของนางปัดผ่านใบหน้าของข้าทิ้งกลิ่นหอมเย้ายวนไว้ให้ข้าสั่นไหวกลิ่นหอมของดอกราตรีที่นางใช้ทำให้ข้านึกถึงกลิ่นดอกไม้ป่าที่ซิงจวนชอบเสมอข้าเริ่มสับสน... ว่าความรู้สึกที่ข้ามีให้นางนั้น เป็เพราะตัวตนของนางเองหรือเป็เพราะนางทำให้ข้านึกถึงเ้ากันแน่"
"ความหวั่นไหวในใจของข้ามาถึงขีดสุดในคืนก่อนการเจรจาจะสิ้นสุดลงนางชวนข้าให้หนีออกจากงานเลี้ยงไปเดินเล่นในตลาดกลางคืนของเมืองเราปลอมตัวเป็สามัญชน เดินเบียดเสียดไปกับผู้คน นางจูงมือข้าวิ่งไปตามตรอกซอกซอยหัวเราะอย่างเป็สุขราวกับเด็กสาวธรรมดา ภาพนั้นซ้อนทับกับภาพของซิงจวนในป่าวันนั้นอย่างรุนแรง...วันที่เราหัวเราะด้วยกันอย่างบริสุทธิ์ใจ วินาทีนั้นข้ายอมรับกับตัวเองว่า...ข้าได้เผลอใจให้นางไปแล้วจริงๆ...อาจเพราะมันเป็แง่มุมที่ทำให้ข้าคิดถึงเ้าก็ได้ ซิงจวน..."
“แล้วข้าก็ห้ามใจไม่ให้รักนางไม่ได้อีกต่อไป...”