งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพื่อไม่ให้ลูกๆ และภรรยาลูกชายอึดอัดจึงมีเพียงคนในครอบครัวไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาติให้เข้าร่วม
มู่หรงชวี่มีอนุภรรยาหลายคน ทั้งจากจักรพรรดิพระราชทานให้ทั้งได้มาจากสนามรบ แต่ไม่มีใครเป็นที่โปรดปรานพอจะอุ้มท้องทายาทได้ บุตรของเขาจึงมีเพียงสองคน คนโตเป็นบุตรนางคณิกาอันดับหนึ่ง มู่หรงชวี่ในวัยอยากรู้อยากลองพลาดพลั้งได้ลูกชายมาคนหนึ่ง ทว่ามารดาของเด็กจิตใจเด็ดเดี่ยวไม่ให้มู่หรงชวี่รับผิดชอบใดๆ นางขอแค่ให้เลี้ยงลูกของนางอย่างดี มู่หรงชวี่นับถือนางจากใจจะไม่รับผิดชอบเลยก็รู้สึกผิดเกินไปจึงไถ่ตัวนางออกมาแล้วให้อิสระแก่นางพร้อมมอบเงินอีกจำนวนหนึ่งให้นางใช้ตั้งตัว
นางนำเงินที่หมู่หรงชวี่ให้ลงทุนทำการค้าเล็กๆ ในเมืองหลวง ด้วยความสามารถของนางภายในสิบปีก็กลายเป็นร้านใหญ่โตขึ้นชื่อของเมืองหลวงไปแล้ว คุณชายใหญ่มู่หรงซินได้ความสามารถมาจากมารดาอายุแค่สิบเจ็ดหนาวก็กลายเป็นเจ้าของร้านแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงแล้ว
นอกจากนี้ยังมีกิจการอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำชา เหลาสุรา บ่อนพนัน หอคณิกา หอดนตรี ได้รับการสนับหนุนจากบิดามารดาเลี้ยงกิจการมั่นคงยากสั่นคลอน
ส่วนบุตรคนรองมู่หรงเฉิงฝึกองครักษ์มาตั้งแต่เด็กอายุสิบสี่ก็สามารถเข้าเป็นองครักษ์หลวงได้แล้ว มารดาของเขาเป็นอนุภรรยาแต่เพราะใฝ่สูงใช้วิธีต่างๆ ให้เป็นที่โปรดปราณ นานวันยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ องค์หญิงใหญ่สุดทนให้นางไปโกนผมบวชส่วนลูกทั้งสองของสามีนางรับเลี้ยงไว้ สั่งสอนด้วยตัวเอง
ในโถงหลักอันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงมู่หรงชวี่นั่งอยู่หัวโต๊ะใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “วันนี้วันดี นอกจากเสี่ยวเหยียน ผู่เอ๋อร์ของเราจะกลับมาแล้ว ท่านหญิงตั้งท้องทายาท ท่านชายตบแต่งภรรยามากความสามารถให้สกุลมู่หรง นับเป็นเรื่องมงคลสองต่อ จอกนี้ขอดื่มให้พวกเจ้า”
กล่าวจบก็ยกสุราดื่มรวดเดียว มู่หรงเหยียนกับภรรยายกจอกคารวะกลับแล้วดื่มตาม ส่วนมู่หรงผู่แม้ยังไม่คลายความหวาดกลัวคนแปลกหน้าทว่าก็ไม่แตกตื่นเหมือนแต่ก่อนแล้ว นางนั่งอยู่ระหว่างน้องชายกับน้องสะใภ้จับมืออันจื่อเทาไม่ปล่อย
“เจ้าทั้งสามเป็นคนของจวนมู่หรงแล้ว ต่อไปอย่าได้เห็นเราเป็นคนอื่น มีเรื่องใดให้บอกกล่าวครอบครัวเจ้าพร้อมช่วยเหลือ” องค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือหรือมู่เหยียนหลีคลี่ยิ้มขลับให้ใบหน้างามแลดูอ่อนโยน บรรยากาศกดดันคนที่มักแผ่อยู่รอบกายในยามปกติพลอยอ่อนลงไปด้วย มู่หรงชวี่ร้องโฮในใจแทบอยากเก็บภาพนี้ไว้เป็นภาพปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
“ขอรับลูกทราบแล้ว” มู่หรงเหยียนยังทำตัวไม่ถูกไม่ทราบควรปฏิบัติต่อมารดาผู้นี้อย่างไรดีทุกสิ่งจึงคงไว้ด้วยมารยาตามสมควร ทำให้ดูห่างเหินไม่ถึงขั้นคนแปลกหน้าแต่ก็ไม่ถึงกับบุตรที่พึ่งปฏิบัติต่อมารดา มู่เหยียนหลีไม่ได้มีท่าทียินดียินร้ายใดๆ มู่หรงเหยียนจึงเข้าใจไปว่านางคงไม่สนใจเล็กน้อยเช่นนี้
“ยินดีต้อนรับน้องทั้งสองแลน้องสะใภ้ ข้าคือพี่ใหญ่ของพวกเจ้านามมู่หรงซิน ก่อนหน้าเราเคยเจอกันแล้วจำได้หรือไม่?” มู่หรงซินยิ้มแย้มสดใสไม่ต่างจากบิดา
มู่หรงเหยียนวางจอกสุรายกยิ้มตอบกลับตามมารยาท “จำได้ขอรับ”
“พี่ใหญ่ของเจ้าเห็นจี้หยกกำไรหยกก็จำได้ทันทีว่าเป็นของติดกายน้องฝาแฝดทั้งสองจึงส่งจดหมายแจ้งแม่เจ้าถึงชายแดนอาคเนย์” กล่าวถึงตรงนี้ก็หันไปถลึงตาใส่บุตรชายคนโต “พ่อเจ้าอยู่แค่นี้ยังดั้นด้นบอกแม่เจ้าก่อน ใช้ได้หรือเสี่ยวซิน”
“ขออภัยขอรับ ลูกเห็นท่านพ่อตรวจฏีกาไม่ได้พักมาหลายวันจึงมิกล้ารบกวน” มู่หรงซินมีสีหน้าละอายใจ ทว่าคนฟังกลับเผยสีหน้าซับซ้อนเมื่อได้ยินเสียง หึ จากมู่เหยียนหลี มู่หรงชวี่กระแอมรินสุราใส่จอกให้พระชายาของตน
“ช่างเถิด เจ้ากตัญญูขนาดนี้จะตำหนิได้อย่างไร” ว่าจบก็รินสุราให้ตนเองยกดื่มอีกครา มู่หรงซินเห็นบิดาไม่ติดใจก็โล่งใจคีบอาหารใส่ชามให้อย่างเอาใจก่อนหันไปหาน้องทั้งสอง
“น้องทั้งสองกลับมาพี่ใหญ่ยินดีจากใจจริง ต่อแต่นี้เราคือครอบครัวเดียวกัน ติดขัดที่ใดแค่เอ่ยปากอย่าได้เกรงใจพี่ใหญ่ยินดีช่วยเหลือเต็มที่” มู่หรงซินยังคงแย้มยิ้มกว้างยกจอกสุราไปตรงหน้าน้องทั้งสองก่อนไปหยุดยังอันจื่อเทา"น้องสะใภ้ก็เช่นกัน คิดเสียว่าข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า จวนมู่หรงเป็นบ้านของเจ้า ขาดเหลือสิ่งใดบอกกล่าวพี่ใหญ่หรือบ่าวรับใช้ในจวนได้ตามสบาย"
“ขอบคุณพี่ใหญ่ ข้ากับภรรยาจดจำใส่ใจแล้ว” ทั้งสามคารวะสุราพลัดกันยกดื่ม มู่หรงชวี่ใบหน้าชื่นมื่นเหล่มองคนข้างกายที่มองมายังตนพอดี สายตาเซ่อเจิ้งหวางชัดเจนประหนึ่งกล่าววาจาว่าบุตรข้าเฉลียวฉลาดเหมือนข้า!
“ครอบครัวรักใคร่พี่น้องกลมเกลียว น่ายินดี น่ายินดี” เสียงคนมาใหม่เรียกให้ทั้งหมดหยุดชะงักวางสิ่งที่อยู่ในมือหันไปสนใจ ชายชราในชุดขันทีหรูหราเดินยิ้มแย้มเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะอาหารแล้วกางม้วนทองในมือ “สกุลมู่หรงรับราชโองการ”
เห็นคนสกุลมู่หรงคุกเข่าพร้อมเพรียงขันทีชราจึงเริ่มอ่านราชโองการ “สกุลมู่หรงมีความดีความชอบมาหลายรุ่น บัดนี้บุตรธิดากลับมาพร้อมหน้าผู้สืบทอดชัดเจน ในนามจักรพรรดิแห่งต้าเหลียงขอแต่งตั้ง ‘มู่หรงเหยียน’ บุตรชายฝาแฝดของอี้ซิ่งหวางมู่หรงชวี่กับมู่หวางเฟยมู่เหยียนหลี รับตำแหน่ง ‘ซื่อจื่อ’ สืบทอดบรรดาศักดิ์จากบิดา มู่หรงผู่ แต่งตั้งเป็นท่านหญิง มีผลนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป จบราชโองการ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” มู่หรงเหยียนก้มศีรษะชูมือรับราชโองการทองจากขันทีชรา ใบหน้าไร้ซึ่งความยินดี
เขาไม่อยากเป็นขุนนาง….
“ลำบากหม่ากงกงแล้ว” มู่หรงซินรู้งานยื่นถุงแพรถุงใหญ่ใส่มือขันทีชราแทนน้องชาย ใบหน้ากลมของหม่ากงกงประดับรอยยิ้มสุภาพเก็บถุงเงินแล้วคำนับผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายอย่างอ่อนน้อมก่อนขอตัวกลับวัง
หม่ากงกงพร้อมคณะกลับไปแล้วหากแต่องครักษ์หนึ่งในขบวนยังคงไม่กลับไป เขาเดินมานั่งข้างมู่หรงซินรินสุราแล้วยกดื่ม
“น้องรองอู้งานหรือ” มู่หรงซินทักก่อนถูกสายตาคนที่ตนกล่าวหาตวัดมองนิ่ง คนถูกมองยังคงยิ้มแย้มรินสุราให้น้องคนรองพลางหันไปกล่าวแนะนำด้วยความกระตือรือร้น “น้องสาม น้องหญิง น้องสะใภ้ คนผู้นี้คือพี่รองของเจ้า มู่หรงเฉิง”
ผู้อาวุโสน้อยกว่าคำนับตามธรรมเนียม อันจื่อเทากระซิบบอกให้มู่หรงผู่ทำตามนางก็ทำตามอย่างงกๆ เงิ่นๆ เรียกสายตาเอ็นดูระคนปวดใจจากคนที่เห็น
“อืม ยินดีต้อนรับ” มู่หรงเฉิงไม่ถนัดพูดจาปราศรัยดั่งเช่นพี่ใหญ่ที่เป็นพ่อค้า เขาฝึกเป็นองครักษ์มาตั้งแต่เด็ก ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับใครมากนักเน้นทำเสียมากกว่า ยามเอ่ยปากจึงมักห้วนสั้นถึงขั้นแข็งกระด้าง ทว่าครานี้พบหน้าน้องสาวน้องชายครั้งแรกยังมีน้องสะใภ้อีกคน จะกล่าวแค่นั้นก็ดูเป็นการทำแบบขอไปทีเกินไปหลังจากคิดทบทวนเห็นควรกล่าวต่อให้มากอีกสักหน่อย “ขาดเหลือสิ่งใดบอกพี่ใหญ่อย่าได้เกรงใจ เขาจะจัดการให้เอง”
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว” มู่หรงเหยียนตอบรับแบบงงๆ อันจื่อเทายกขาแตะหน้าขาถึงนึกได้ยกสุราดื่มให้พี่รองของตนอีกจอก มู่หรงเฉิงเห็นว่าตนแสดงความจริงใจใช้ได้แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อไม่สนใจใครอีก
มู่หรงซินปิดปากกลั้นขำ ต่างจากผู้เป็นบิดาที่หัวเราะเสียงดังตบเข่าฉาดใหญ่ด้วยความพึงพอใจ “เสี่ยวเฉิงของเรารู้จักเจรจาพาทีแล้ว น่ายินดี น่ายินดี”
เจ้าของชื่อไม่เข้าใจเหตุใดบิดาหัวเราะดังถึงเพียงนี้ แต่ในเมื่อบิดาพอใจบุตรอย่างตนย่อมยินดีจึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดคีบอาหารตรงหน้าเข้าปากอย่างละเล็กละน้อย
มู่หรงชวี่ซับหางตาหลังจากหัวเราะจนพอใจเปรยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “จวนมู่หรงของเราจะว่าอาภัพก็ไม่ผิด มีสตรีคนเดียวก็หนีไปประจำการที่ชายแดน ทิ้งงานจัดการบ้านช่องให้บุรุษอย่างเราดูแล”
“…” คนถูกพาดพิงกินข้าวเงียบๆ ประหนึ่งที่กล่าวถึงไม่เกี่ยวข้องกับตน
มู่หรงชวี่ถอนใจตีหน้าอย่างคนไม่ได้รับความเป็นธรรม “เซ่อเจิ้งหวางอย่างข้ารึก็งานยุ่งแทบไม่มีเวลาพัก เสี่ยวเฉิงยิ่งแล้วใหญ่นานทีจะได้กลับเรือน เรื่องน้อยใหญ่ในจวนจึงต้องยกให้เสี่ยวซินดูแลแทน”
กล่าวจบสายตาก็หยุดยังบุตรชายคนเล็ก มู่หรงเหยียนไม่เข้าใจบิดาผู้นี้ต้องการจะสื่ออะไร ไม่ทันได้สงสัยนานมู่หรงชวี่พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังหันไปหามู่เหยียนหลี
“พระชายา ลูกก็กลับมาแล้วท่านก็ควรยื่นเรื่องกลับมาดูแลจวนได้แล้วกระมัง”
เจ้าของชื่อวางตะเกียบเช็ดปากด้วยท่วงท่านิ่งสงบ อันที่จริงนางรู้ตั้งแต่มู่หรงชวี่เปรยขึ้นมาแล้ว ที่ยังวางตัวนิ่งเฉยแค่อยากเห็นว่าคนผู้นี้จะอ้อมไปถึงไหน โตมาด้วยกันสอนมากับมือเหตุใดจะจับทางไม่ได้
มู่เหยียนหลีมองบุตรคนรองซ้อนทับกับเด็กอ้วนฉุแก้มแดงปรั่งในวันวานดวงตาใสกระจ่างแม้จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาทว่าความซื่อตรงในนั้นยังคงมีให้เห็นชัดเจน ข้างกันนั้นคือเจ้าเด็กแก้มกลมช่างฉอเลาะดวงตาแวววาวไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ถามได้ทั้งวันไม่จบสิ้น ต่างจากบิดาของพวกเขาที่แสบสันเล่นซนไปวันๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยยามมองไปยังบุตรฝาแฝดที่พึ่งได้คืนมา ดวงตาที่มักเรียบเฉยฉายแววอ่อนโยนเต็มตื้นขึ้นมาในใจ
“ได้”
ละเลยลูกๆ มาหลายปีสมควรชดเชยให้พวกเขาเสียที
ตลอดมื้ออาหารไม่มีครั้งใดที่ทำให้รู้สึกอึดอัด บรรยากาศอัดแน่นไปด้วยความชื่นมื่นแต่มู่หรงเหยียนไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับสกุลมู่หรงมากไปกว่าเดิมเท่าไหร่ ต่างจากมู่หรงผู่ที่ลดความหวาดระแวงลงแล้วยอมให้มารดาเข้าใกล้คุยกับนางได้หลายประโยคทีเดียว
จบมื้ออาหารทุกคนแยกย้ายกลับไปทำกิจการงานของแต่ละคน มีเพียงมู่หรงเหยียนที่บิดาเรียกตัวให้ตามไปยังห้องหนังสือ ส่วนมู่หรงผู่ถูกมารดาพากลับห้อง เพื่อไม่ให้นางตื่นกลัวอันจื่อเทาจึงต้องไปด้วยอีกคน
มู่หรงผู่พักในเรือนใหญ่ห้องข้างมารดา เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลมู่เหยียนหลีเชิญหมอหลวงหมอตำแยสตรีมาพักในจวนเพื่อง่ายต่อการเรียกหา ครรภ์มู่หรงผู่ใหญ่ขึ้นทุกวันนับคร่าวๆ ก็ราวสามสี่เดือนเข้าไปแล้ว ยังมีอาการทางจิตที่มักกำเริบบ่อยๆ ดีหน่อยได้ยาของซั่งกวนติงช่วยประคับประคองนางจึงไม่ค่อยร้องไห้หามารดายามดึกแล้ว
เพราะไม่ใช่คนช่างพูดทั้งคู่เมื่อมาอยู่ด้วยกันจึงเกิดเป็นความเงียบที่หากแม้เข็มตกคงได้ยินชัดเจน มู่เหยียนหลีนั่งริมเตียงลูบศีรษะบุตรสาวกล่อมนางเข้าสู่นิทรา อันจื่อเทานั่งบนตั่งริมหน้าต่างดวงตาคู่งามมองไปด้านนอกไร้จุดหมาย ต่างคนต่างเงียบจมอยู่กับความนึกคิดของตัวเองไม่มีใครคิดกล่าววาจาขึ้นมาก่อน กระทั่งมู่หรงผู่หลับไป มู่เหยียนหลีถึงขยับหันไปหาสะใภ้
“พวกเจ้าคิดอ่านจะทำสิ่งใดต่อ”
อันจื่อเทาละสายตากลับมาหลังเหยียดตรงมองสบคู่สนทนา “แล้วท่านต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด”
สามีเขาเป็นซื่อจื่อแล้วจะไปสอนที่โรงฝึกตามความตั้งใจแรกคงทำไม่ได้แล้ว ครั้นจะเข้ารับราชการเป็นขุนนางเจิ้งเหยียนก็ไม่เต็มใจเช่นกัน ก่อนหน้าพวกเขาได้บอกชัดเจนถึงเรื่องนี้แล้ว มาวันนี้เหตุใดยังมีราชโองการแต่งตั้งมาอีก หากไม่ใช่ตั้งใจให้เป็นแบบนี้แต่แรก
อันจื่อเทาไม่พอใจสายตาที่มองมารดาสามีจึงแข็งกระด้างขึ้นมา
มู่เหยียนหลีไม่ใช่คนชอบพูดจาอ้อมค้อมจึงตอบคำถามภรรยาบุตรชายไปตามตรงชัดเจนตรงประเด็น นอกจากช่วงแรกที่ตกใจยิ่งฟังไปใบหน้าของอันจื่อเทาก็ยิ่งราบเรียบ แววตาครุกรุ่นด้วยโทสะในคราแรกเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ กระทั่งฟังจบจึงเอ่ยปากถาม
“เรื่องสำคัญเพียงนี้บอกข้าไม่กลัวข้าทำเสียเรื่องหรือ”
“พวกเจ้าเป็นคนของจวนมู่หรงแล้ว ดีร้ายย่อมมีชะตากรรมเดียวกัน”
ใบหน้าอันจื่อเทามืดครึ้ม เพราะอย่างนี้เองหรือถึงอยากรับพวกเขาเข้าจวนนัก เขาลุกเดินออกไปโดยไม่บอกลา
มู่เหยียนหลีมองตามหลังไปสายตาซับซ้อนจะเอื่อนเอ่ยสิ่งใดก็ล้วนไม่เข้าที นางนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมองใบหน้าบุตรีเพียงคนเดียวเนินนานจนเคลื่อนไปอีกชั่วยามค่อยจากไป
หลังฉากห้องหนังสือ มู่หรงชวี่นอนเอกขเนกบนเตียงกว้างฟังเสียงหายใจของคนด้านนอก ไม่พูดไม่จาเอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่เข้ามา สุดท้ายทนไม่ไหวจึงต้องเอ่ยปากถามออกไปเอง
“ท่านคิดดีแล้วหรือ”
“อืม”
“กับเสี่ยวเหยียนจะบอกเขาข้าไม่มีความเห็น แต่อี้หย่งเพ่ยซานเป็นคนนอกบอกเขาจะไม่เสี่ยงไปหรือ”
“พวกเขาคุยกันทุกเรื่อง ถึงอย่างไรอาเหยียนย่อมเล่าให้เขาฟัง สู้ข้าบอกเองแล้วคอยมองท่าทีจะดีกว่า”
คนฟังคิดตามมือไล้ไปตามกระดูกสันหลังเปล่าเปลือยของคนในอ้อมแขนขณะใช้ความคิด ดูท่าบุตรชายผู้นี้จะให้ความสำคัญกับภรรยาชายมากพอดู ผิดคาดเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจ
“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
“ดูไม่ออก”
“หืม?”
“ตั้งแต่ต้นจนจบเอาแต่นั่งเงียบ ข้าอ่านเขาไม่ออก”
มือที่ลูบแผ่นหลังเนียนหยุดชะงัก “แม้แต่ท่านยังอ่านไม่ออก?”
องค์หญิงใหญ่แม้เป็นสตรีแต่ก็เติบโตมากับเล่ห์เหลี่ยมของวังหลวง เผชิญมาทุกสถานการณ์ทั้งในราชสำนักและสนามรบขัดเกลาให้สายตานางเฉียบคมกว่าใคร การที่แม้แต่นางยังอ่านไม่ออกนี่ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว
มู่หรงชวี่รั้งแขนที่รองศีรษะคนหลับออกมาจัดท่านอนห่มผ้าให้หยิบกางเกงขึ้นมาสวมใส่จากนั้นเดินออกไปนั่งคุยกับคนด้านนอก สีหน้าจริงจังต่างจากคราแรก
“มีจริงดังว่า” บนเตียงกว้างมู่หรงเหยียนเปลือยท่อนบนหันหลังให้ภรรยา อันจื่อเทาลูบแผลนูนบนบ่าแกร่งรู้ถึงที่มาของแผลเป็นแล้วได้แต่ทอดถอนใจ
ในห้องหนังสือมู่หรงชวี่เล่าเหตุการณ์ในวันที่องค์หญิงใหญ่คลอดบุตรหงส์มังกรทั้งสอง เพราะคลอดก่อนกำหนดซ้ำยังอยู่กลางสนามรบข้าศึกรอบด้านไม่รู้ชะตา นางห่อลูกน้อยทั้งสองใส่ตะกร้าพร้อมกับสิ่งที่พกติดตัวตลอดเวลาผูกใส่ข้อมือเด็กทั้งสองไว้เป็นเบาะแสในการตามหา เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดนางกรีดแผ่นหลังเด็กสองคนเป็นอักษรเหยียนกับผู่เล็กๆ ไว้บนบ่าเด็กน้อย เฉินซือเยว่คงคิดว่าเป็นเจตจำนงของผู้ให้กำเนิดจึงใช้อักษรพวกนี้ตั้งชื่อให้ทารกทั้งสองในตอนนั้น
“นางก็เล่าเรื่องนั้นให้เจ้าฟังหรือ”
“อืม เหมือนที่เจ้าได้ฟังมาทุกประการ"กล่าวพลางแนบใบหน้ากับแผ่นหลังสามีสองแขนกอดเอวแกร่งฟังเสียงหัวใจอีกฝ่ายก็เพลินดีเหมือนกัน
“ข้าไม่เห็นว่าเราจะมีประโยชน์อันใดต่อพวกเขา” ความสามารถก็ไม่ได้มากไปกว่าใคร อำนาจในมือหรือก็ไม่มี หากการเข้าจวนมู่หรงครั้งนี้เพื่อจุดประสงค์บางอย่างเขาก็นึกไม่ออกแล้วว่ามันคือสิ่งใด
อันจื่อเทาก็มืดแปดด้าน เรื่องการเมืองยุคนี้เขาไม่รู้อะไรเลย ในหนังสือที่เทพจันทราให้ก็ไม่มีเขียนถึง แน่ละทั้งเล่มมีแค่เรื่องราวพระเอกนางเอกตัวละครอื่นถูกกล่าวถึงไม่มาก เรื่องในราชสำนักมีพูดถึงผ่านๆ มากหน่อยคงเป็นเรื่องความฉลาดเลิศล้ำของพระเอกที่จัดการกบฏ….
…เดี๋ยวนะ
กบฏ?
อันจื่อเทาดีดกายลงจากเตียงตรงไปยังหีบที่นำมาจากจวนสกุลหลัว รื้อของที่อยู่ภายในกระจุยกระจายแต่ก็ไม่พบสิ่งที่ตามหา ในใจพลันร้อนรนขึ้นมา หนังสือเล่มนั้นหายไปไหนแล้ว!?
******************