รุ่งเช้า
“มอนิ่ง”เสียงนุ่มนวลของเขาทักทายขึ้น เมื่อฉันลืมตาตื่นนอน ตัวของฉันยังอยู่บนที่นอนส่วนเขาดูเหมือนจะอาบน้ำแล้ว สีหน้าของเขาสดชื่นถึงแม้บนหน้าจะมีร่องรอยความช้ำอยู่แต่ก็ไม่ทำให้ความหล่อของเขาลดลงไปเลยแม้แต่น้อย
“กี่โมงแล้ว” ฉันลุกขึ้นนั่งหลังพิงที่หัวเตียงนอนถามเขาด้วยเสียงงัวเงียของคนเพิ่งตื่นนอน
“9 โมงกว่าแล้ว”สายของวันนี้เขาตอบพร้อมเดินมานั่งลงที่ปลายเตียงนอน เอี้ยวตัวมองมาที่ฉัน
“แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ”ฉันถามเขาด้วยความสงสัย วันนี้ไม่ใช่วันหยุดหรือเพราะฉันตื่นสายเลยทำให้เขาต้องหยุดงาน
“ไม่ คงไม่ได้ไปทำงานแล้ว”เขาตอบเสียงเบาสีหน้านิ่งเฉย
“เพราะอะไร”ฉันใเมื่อได้ฟังคำตอบของเขา
“ได้งานที่ใหม่แล้ว” เขาเลิกคิ้วยิ้มยกมุมปากตอบฉันกลับด้วยเสียงที่ราบเรียบแต่กลับไม่บอกว่าได้งานใหม่ที่ไหน และเป็งานอะไร
บนเตียงนอน
ฉันนั่งนิ่งเงียบหวังจะได้ยินเขาเล่าเกี่ยวกับงานใหม่แต่มันกลับไร้วี่แวว เขาเองก็เงียบไม่ยอมพูดเหมือนกัน
“เราจะมานั่งจ้องตาเล่นาเย็นกันเหรอ”ฉันคิดในใจเมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบ
“แล้วจะไปเริ่มงานที่ใหม่วันไหนแล้วจะบอกได้หรือเปล่าว่าไปทำงานอะไรที่ไหน เมื่อไหร่”ฉันไม่รอให้เขาเป็ฝ่ายบอกด้วยตัวเองจึงเริ่มถามเขาก่อน ขณะที่ฉันเองกำลังพยายามควบคุมสีหน้าให้นิ่งเฉยที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจที่แท้จริง เขากลับใจร้ายด้วยการไม่ตอบคำถามนั้น
“ถ้าไม่อยากจะตอบคำถามที่ถามไปเมื่อกี้เปลี่ยนมาตอบคำถามนี้แทนก็ได้ ฉันคิดว่าคุณตอบได้แน่นอน”เสียงที่จริงจังของฉันบอกกับเขาออกไป
“ถามอะไร”ปกป้องถามย้อนกลับมาเสียงระดับปานกลาง ใบหน้าของเขานิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกอะไร
ฉันนั่งเรียบเรียงประโยคที่้าจะถามเขาพร้อมกับรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมด
“ตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาคุณไม่เคยคิดอะไรกับฉันมากเกินคำว่า คู่นอน เลยใช่หรือเปล่า”เสียงที่มั่นใจเอ่ยถามเขาออกไป ฉันมองดูใบหน้าของเขาขณะที่กำลังพูด
“ไม่ใช่”เขาไม่คิดนานก่อนจะลั่นคำตอบเพียงสั้นๆ โดยไม่มีคำขยายความออกมาและเขาก็ตอบฉันเพียงเท่านั้น
“ไม่ใช่ หมายความว่ายังไงช่วยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ได้มั้ย”ฉันถามเขาซ้ำออกไปด้วยน้ำเสียงของผู้หญิงที่เริ่มจะงี่เงาขึ้นมาทุกที
“ผมจะออกไปข้างนอกนะคุณจะนอนพักก่อนแล้วค่อยกลับก็ได้นะตามสบายแต่อย่าลืมปิดประตูบ้านให้ผมด้วยก็แล้วกัน”เขาพูดจบก็ลุกขึ้นแต่งตัวเพื่อจะออกไปทำธุระตามที่เขาบอก
ฉันไม่รู้ว่าจะถามหรือพูดอะไรต่อในเมื่อเขาพยายามหลีกเลี่ยงคำตอบของฉันอย่างตั้งใจ “เห้อ!!” ฉันได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความสับสนและสงสัยที่เกิดในหัวพร้อมกัน
ปกป้องออกจากบ้านของเขาไปได้ไม่นานฉันก็เตรียมตัวจะกลับคอนโดของตัวเองเช่นกัน แต่
ตุ๊บ!เสียงดังขึ้นเมื่อฉันเผลอซุ่มซ่ามเดินชนขอบชายหมอนหนุนที่อยู่บนนอนของเขาจนหล่นจากเตียงนอนพร้อมมีสิ่งของบางอย่างตกลงที่พื้นพร้อมกับหมอนใบดังกล่าว
สมุดบันทึก
ของสิ่งนั้นคือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งคงจะเป็ของปกป้องที่เอาเก็บไว้ใต้หมอนที่เขาหนุนนอนประจำฉันก้มตัวลงหยิบสมุดเล่มนั้นและใจก็สั่งให้ตัวเองต้องเสียมารยาทไปยุ่งกับของส่วนตัวผู้ชายไร้หัวใจอย่างเขา
“ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะดูแลเธอคนที่ผมรักให้ดีได้อย่างไร แต่ก็ต้องขอบคุณเธอที่เดินเข้ามาในชีวิตให้ผมได้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง ผ่านความรักที่เธอส่งมอบให้กับผม...ยัยความรัก”ข้อความที่ฉันเปิดเจอหน้าแรกของสมุดบันทึกนอกจากนั้นยังมีรูปถ่ายของแหวนวงหนึ่งแนบคั่นระหว่างหน้าเอาไว้ถ้าให้ดูจากรูปลักษณ์แล้วเหมาะที่จะเป็แหวนแต่งงานมากที่สุดเขาคงจะเขียนถึงอดีตคนรักเอาไว้มันคือภาพความฝันของเขาที่ถูกบันทึกลงในสมุดเล่มนี้
แก๊กแก๊ก
เสียงประตูบ้านถูกเปิดดังขึ้นและฉันไม่ทันที่จะได้เสียมารยาทเปิดผ่านสมุดหน้าถัดไป
พรึบ
เขาคว้าสมุดเล่มนั้นไปจากมือของฉันด้วยแววตาที่ดุเหมือนกำลังโกรธอย่างมากที่ฉันเสียมารยาทกับเื่ส่วนตัวของเขา
“เอ่อ คือว่า เอ่อ”ฉันพูดไม่ถูกไปไม่เป็เมื่อเห็นสายตาที่เขาจับจ้องหลังจากที่ดึงสมุดไปจากมือของฉัน
“ใครอนุญาตให้คุณ”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ มันตกลงที่พื้นและฉันก็แค่กำลังจะเก็บยังไม่ได้อ่านสักหน่อย” ฉันรีบพูดแทรกตัดบทเขาก่อนอย่างไม่รอให้เขาพูดจบด้วยเสียงที่หนักแน่นมั่นใจแสดงจุดยืนว่าฉันไม่ได้เสียมารยาท(ทั้งที่ฉันเสียมารยาทไปแล้ว)
“กลับคอนโดตัวเองไปได้แล้ว”เขาดึงฉุดแขนของฉันเดินออกจากบ้านพร้อมกับเขาเสียงของเขานิ่งเ็าที่สุดจนใจฉันเริ่มชาตาม
“โอ๊ย” ฉันร้องอุทานแสดงความเจ็บออกมาเมื่อพ้นประตูบ้านไม่ทันไรเขาก็เหวี่ยงแขนฉันออก
“กลับมาแค่จะเอาสมุดเล่มนี้ แค่นี้น่ะเหรอ”ฉันถามเสียงประชดขมวดคิ้วเม้มปากใส่เขาแสดงความไม่พอใจออกมา แต่เขาแคร์ซะที่ไหนกันยืนจ้องหน้าฉันคิ้วขมวดกลับมาอีกต่างหาก
“ฉันก็ไม่ได้จะว่าอะไรก็แค่อิจฉาผู้หญิงคนที่คุณเขียนบันทึกถึงเธอ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไม คุณถึงไม่จริงจังกับฉันเพราะคุณรักผู้หญิงคนนั้นไปหมดทั้งใจ จนไม่เหลือความรักไว้ให้ใครแล้วยังไงล่ะ”ฉันพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เศร้าโดยไม่เก็บความรู้สึก
พูดจบฉันก็หมุนตัวเดินหนีเขาไปที่รถของตัวเองเพื่อขับออกมาให้พ้นหน้าคนไร้หัวใจอย่างเขาแม้เขาจะดึงจับแขนฉันไว้แต่ในเวลานี้ฉันก็มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะสะบัดมือของเขาให้หลุดออกไปได้
“ลงมาคุยกันให้รู้เื่ก่อน”ปกป้องเดินตามฉันมาถึงที่รถ เขาเคาะกระจกฝั่งที่ฉันนั่งให้ฉันลงไปคุยกับเขาพร้ะโกนพูดผ่านกระจกที่กั้นนั้นให้ฉันได้ยินแต่กลับไม่เป็ผลเพราะฉันไม่อยากคุยอะไรกับเขาในเวลานี้
“แพร ถ้าคุณไม่ลงมาคุยกับผมตอนนี้เราจะไม่ได้คุยกันอีกแล้วนะ” เขาพูดประโยคสุดท้ายดังลอดผ่านกระจกรถมาเข้าหูฉัน
ฉันตัดสินใจอยู่ไม่นานรถของฉันก็วิ่งแล่นออกจากที่ตรงหน้าของเขาไปโดยไม่สนใจว่าประโยคนั้นจะเป็คำขู่หรืออย่างไร
“ฉันไม่อยากคุยตอนนี้ถ้าคุณอยากจะคุยกับฉัน วันครบรอบ 1 ปีที่เรารู้จักกันคุณก็มาคุยกับฉันวันนั้นก็แล้วกันนะ เดี๋ยวถึงวันฉันจะส่งโลเคชั่นให้”ฉันลดกระจกฝั่งคนขับลงพอให้เขาได้ยินเสียงพูดของฉันทันทีที่พูดจบ ไม่นานรถของฉันก็วิ่งแล่นออกจากตรงที่เขายืนไปโดยไม่สนใจว่าประโยคนั้นจะเป็คำขู่จากผู้ชายไร้หัวใจหรืออย่างไร
***