เื่งานก่อสร้าง ผมให้พี่ใบหม่อนรับหน้าที่จัดการรับงานรวมถึงการทำตารางงานก่อสร้างที่รับมา เพียงสามวันผมต้องเพิ่มคนงาน จาก 50 คนเป็ 80 คน ผมซื้อทาสมาเพิ่มอีก 30 คน เป็แรงงานชาย 20 คน ช่างทำรองเท้าหนังสัตว์ 2 คน ช่างตีเหล็ก 2 คน ช่างไม้อีก ช่างไม้ฝีมือดี 1 คน อีก 5 คนเป็ทาสหญิงที่มีหน่วยก้านดีเหมาะสำหรับฝึกหมัดมวย
นายห้างจงมองผมราวกับเทพเ้าแห่งความมั่งคั่ง เดือนนี้เดือนเดียวผมซื้อทาสเป็ร้อย กำไรทั้งเดือนได้จากผมมากกว่าครึ่ง
“แฮกๆ ถึงแล้ว” วันนี้พวกเราเดินขึ้นยอดเขา โดยไม่หยุดพักระหว่างทางสักครั้ง ถึงจะดูเหนื่อยแต่สภาพของทุกคนดีกว่าเมื่อ 4 วันที่ก่อนมาก
“เฮ่อ!!กว่าจะมาถึงได้ใจแทบขาด” ผมนั่งลงบนพื้นโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น ถึงจะปรับการหายใจแล้วแต่ร่างนี้มันอ่อนแอมาก ยังดีที่ไม่แพ้สาวๆ ให้ขายขี้หน้า
“นายน้อย เราจะเข้าไปสำรวจป่ากันเมื่อไรเ้าคะ” พี่น้ำตาลถามขึ้น นางเห็นผมมองเข้าไปในป่าทุกครั้งที่เราขึ้นมาถึงยอดเขา
“อีก 1 เดือน เราต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเสียก่อน ถ้าแค่เดินมาถึงนี่ยังเหนื่อยจนลิ้นห้อย ก็ยังเข้าไปสำรวจไม่ได้หรอก” ผมอธิบาย เราไม่รู้เลยว่าในช่องเขานั้นมีอันตรายอะไรอยู่บ้าง จะเอาตัวเองไปเสี่ยงไม่ได้ อีกอย่างการสำรวจช่องเขายังไม่จำเป็มากนัก
“ผา พวกเรามากันครบหรือยัง”
“บนนี้มี 25 คนแล้วขอรับ เหลือผู้หญิงอีก 5 คนกำลังเดินขึ้นมา” ผมมองกลับหลังไป เห็นผู้หญิง 5 คน กำลังเดินขึ้นเขามาด้วยอาการเหนื่อยล้า ตอนนี้เรามีผู้หญิงในคณะ 10 คน ผู้ชายอีก 20 คน เห็นพรานป่า 10 อีก 8 คนเป็คนที่ผมคัดมาจากบรรดาบ่าวที่มีอยู่ รวมเป็30 คน พอดี
ผมจะฝึกคนเหล่านี้ให้เป็ทหารฝีมือดีของผมเอง ทหารของบิดาก็มีแต่ผมไม่อยากใช้งานมากนัก เพราะสุดท้ายคนที่ทหารพวกนั้นฟังคำสั่งไม่ใช่ผม แต่เป็พระยาเกิด ไม่นานสาวๆ สมาชิกใหม่ก็ขึ้นมาถึงยอดเขา เรานั่งพักกันอีกครู่ใหญ่ แล้วเดินลงเขาไป
พอกลับมาถึงเรือนทุกคนก็กินอาหาร เป็อาหารที่เตรียมไว้โดยเฉพาะ เมนูเนื้อเป็หลักเช่นเคย ยกเว้นอาหารของสาวๆ ต่างออกไปนิดหน่อย ถ้าให้สาวๆกินเหมือนกัน พวกนางคงจะกลายเป็สาวกล้ามไปเสียหมด แบบนี้คงไม่ดีแน่
“พี่น้ำตาล ทำไมนายน้อยถึงไม่ให้เรากินเนื้อเยอะๆ เหมือนผู้ชายพวกนั้นละ” น้ำค้างถามขึ้น ด้วยความสงสัย
“นายน้อยบอกว่าถ้าเรากินเนื้อเยอะๆ จะมีกล้ามแบบพรานป่าพวกนั้น ดูนั้นสิเ้าอยากมีรูปร่างแบบพวกนั้นหรือ”
“โอ้ว ไม่!!แบบนั้นไม่ดีแน่ ข้าไม่กินแล้วก็ได้” น้ำค้างโพล่งออกมาทันที ทุกคนหัวเราะร่วนขึ้น ความสดใสน่ารักของนาง ทำให้ทุกคนอารมณ์ดีได้ตลอด
อาหารเช้าของพวกเราผ่านไปเช่นทุกวัน ในกลุ่มของเรามีช่างไม้ 2 คน ช่างตีเหล็กมาใหม่อีก 2 คน 4 คนนี้ผมเลือกมาเป็พิเศษ ในอนาคตพวกเขาจะมีหน้าที่ สร้างเครื่องมือประเภทอาวุธ ให้กับทหารทุกนายของผม ทุกคนยังทำหน้าที่ในเรือนตามปกติ การฝึกร่างกายให้แข็งแรงจะเร่งรีบไม่ได้ อีกอย่างเพราะมีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมด้วย ผมจึงไม่เร่งรีบนัก
สองวันก่อนผมลองทำหน้าไม้อันเล็กๆ ออกมาสองอัน เอาไว้เป็ตัวอย่าง คันศรของหน้าไม้ทำจากไม้ไผ่ สายลูกดอกทำจากเอ็นวัว มีขายทั่วไปในเมืองกำแพง คนนิยมนำมาทำสายธนู
“ผาไปเรียกเอี่ยมกับปลายมาหาข้าหน่อย” ที่ผมเรียกทั้งสองมาเพราะมีเื่อยากให้ทั้งสองไปทำ ไม่นานทั้งสองก็เดินตามผาขึ้นมาบนเรือน
“ช่างเอี่ยม ข้าเห็นรถม้าขอพระยาเกิด ใช้เหล็กแหนบที่เพลาล้อ ท่านพอจะหาซื้อเหล็กแบบนั้นมาให้ข้าได้หรือไม่”
“เหล็กแหนบรถม้าหรือขอรับ”
“ใช่”
“ค่อนข้างอยาก ที่เมืองกำแพงไม่มีขายต้องสั่งซื้อจากพระนครขอรับ”พระนคร คือ พระนครศรีอยุธนา ซึ่งไกลจากเมืองกำแพงมาก
“ท่านพอจะสั่งซื้อได้หรือไม่”
“บ่าวรู้จักพ่อค้าที่ขายของพวกนี้อยู่ขอรับ แต่ต้องรอนานหน่อย” ช่างเอี่ยมตอบ
“นานแค่ไหน”
“อย่างน้อยก็ 2 เดือนขอรับ” คำตอบของช่างเอี่ยม ทำให้ผมต้องครุ่นคิด เหล็กแหนบนั้น ได้มาก็ต้องเผาแล้วตีขึ้นรูปใหม่ มันยุ่งยากพอสมควร และไม่แน่ว่าหลังจากตีขึ้นรูปใหม่แล้ว มันจะมีคุณสมบัติเหมือนเดิมหรือไม่
“เอาวะ อย่างน้อยก็ต้องลองดูก่อน” ผมตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ถึงจะเป็คันหน้าไม้ไม่ได้ แต่ก็ตีเป็มีดหรือดาบได้ คงไม่ขาดทุนมากหรอก
“ซื้อมาให้ข้าสองคู่ ไปเบิกค่าของจากพี่ใบหม่อน”
“ได้ขอรับ” ช่างเอี่ยมได้รับคำสั่งก็ถอยออกไป
“ช่างปลาย ทำหน้าไม้ให้ข้าหน่อย 5 อัน ลูกศรอีก 10 ดอก ทำขนาดใหญ่กว่าอันนี้ 2 เท่า” ผมยื่นหน้าไม้จำลองพร้อมกับลูกศรให้ช่างปลายไป ช่างปลายมองดูมันอยู่ครู่ใหญ่ แล้วเริ่มแยกชิ้นส่วนออกอเพื่อดูองค์ประกอบ
“สิ่งนี้เป็ธนูใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่ ชุดเหนี่ยวไกอันนี้ให้ใช้เหล็กทำ ให้ช่างเอี่ยมช่วยทำส่วนนี้” ผมชี้ไปที่ไกของหน้าไม้
“เข้าใจแล้วขอรับ บ่าวขอเวลา 5 วัน”
“ได้ ไปเถอะ ค่าใช้จ่ายอะไรไปเบิกที่ใบหม่อน”
“บ่าวลาขอรับ” เห็นว่าไม่มีอะไรแล้วทั้งสองก็ลงเรือนไป
“ผาไปที่ร้านตัดเสื้อในเมือง สั่งทำถุงหนังสัตว์ 5 ถุง ขนาดกว้าง 1 ศอก ยาววาครึ่ง ปลายถุงร้อนเชือกเพื่อมัดปิด ขากลับแวะโรงเลื่อย ขอขี้เลื่อยกลับมาด้วยสัก 4-5 กระสอบ” ผมจะทำกระสอบทราย
“ชบา ตะวัน เข้าในเมืองไปพร้อมกับผา ไปร้านฟอกหนัง ซื้อหนังวัวอ่อนมาสัก 10 ผืน ซื้อขุดเข็มเย็บหนังพร้อมด้ายสำหรับงานหนังมาด้วย”
“ขอรับ/เ้าค่ะ” ผากับสองสาว ไปรับเงินค่าหนังอ่อนกับค่าทำถุงหนังจากใบหม่อนแล้วเร่งออกจากเรือนไป เมื่อจัดการธุระเื่การซื้อของเสร็จแล้ว ผมก็พาคนที่เหลือไปจัดสถานที่สำหรับฝึกมวย
คลังเก็บข้าวเปลือก อยู่ท้ายเรือนรอง ตัวคลังมีขนาดใหญ่เป็พิเศษ มีไว้สำหรับเก็บข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยว ตอนนี้ข้าวเปลือก ครึ่งหนึ่งถูกทางการขนไปแล้ว อีกครึ่งถูกย้ายไปเก็บที่โรงครัว ที่นี้จึงเหลือแค่โกดังโล่งๆ
“เอาละ เรามาทำความสะอาดที่นี่กัน” พอมาถึงอาคารผมก็ให้บ่าว กว่า 20 คน ช่วยกันทำความสะอาด ไม่นานเราก็ได้เรือนฝึกโล่งๆ ที่สะอาด เราเริ่มงานต่อเติมอาคาร เพิ่มจุดแขวน กระสอบทาย 4 จุด ทำเวทีฝึกอีกสองเวที พื้นเวทีเป็ไม้กระดาน ปูด้วยขี้เลื่อย ชั้นบนสุดผมจะปูด้วยหนังวัวผืนใหญ่อีกชั้น ทำชั้นวางดาบไม้ ชั้นวางหอกไม้ สำหรับฝึก ผมแบ่งคนส่วนหนึ่ง ไปจัดการกับลานตากข้าว เราติดตั้งเป้าซ้อมธนู 5 จุด เป้าปามีด 5 จุด สุดท้ายเป็รั้วไม้ไผ่สูงสองวาเพื่อบังสายตาคนภายนอก
เราใช้เวลา 5 วันในการเตรียมสถานที่ วันนี้หลังจากการวิ่งในตอนเช้า เราจะเริ่มเข้าฝึกในสนามฝึกที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้น โดยมีผมเป็ผู้ฝึกสอน
“ไปๆๆ เร็วๆๆ วิ่ง” สิ้นเสียงเร่งของผม ทุกคนในแถวก็เพิ่มความเร็ว เราวิ่งขึ้นเขาโดยใช้แถวตอนเรียงเดี่ยว มีผมวิ่งขนาบอยู่ข้างแถว ทุกคนสวมชุดรัดกุมไม่ต่างจากชุดทหารสมัยใหม่ ตามจุดต่างๆ ที่สำคัญของชุด จะถูกเย็บด้วยหนังวัวเพื่อป้องกันการกระแทกจากการชนหรือการล้ม
ใบหน้าถูกห่อด้วยโม่งผ้าฝ้ายสีดำ เห็นแค่ดวงตามองไม่ออกเลยว่าใครเป็ใคร บนหลังสะพายกระเป๋าสนาม มีถุงทรายอยู่ในกระเป๋าคนละ 2 กิโล วันนี้เป็วันที่ 15 แล้วที่เราเริ่มวิ่ง ร่างกายของทุกคนปรับตัวได้แล้ว การวิ่งขึ้นเขาไม่ทำให้ทุกคนเหนื่อยอีกต่อไป ผมเลยต้องเพิ่มน้ำหนักบรรทุกให้กับทุกคน คนละสองกิโล พร้อมกับเพิ่มความเร็วในการวิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว ขาขึ้นว่าไวแล้ว ขาลงเป็การวิ่งลงเขา ความเร็วยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
“ไปๆๆๆ อย่าหยุด ไปๆๆๆ” ตอนลงเขาผมเพิ่มความเร็ว ขึ้นอีกหน่อย
“ว้าย!!ๆๆ ตายๆๆ ต้นไม้ โอ๊ย!!” เสียงนั้นต้องเป็น้ำค้างแน่ๆ นางหลุดโค้ง ชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง เพราะเส้นทางที่ใช้ ไม่ใช่ทางตรง มีหลายคนหลุดโค้งพุ่งเข้าป่าบ้าง ชนต้นไม้บ้าง
“เฮ๊ย!!ระวัง ก้อนหินใหญ่” ผมร้องบอก เมื่อเห็นผาถลาเข้าใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ แต่ไม่ทันการเสียแล้ว ได้ยินแค่เสียงผลัก ตามมาด้วยเสียงร้องของภูผา
“โอ๊ย เจ็บๆ” เ้าตัวเบี่ยงออก แต่ไม่พ้น ไหล่ชนเข้ากับหินล้มกลิ้งไม่เป็ท่า
คนที่ทำให้ผมใที่สุดคือใบหม่อน รายนั้นไวยิ่งกว่าลิง นางวิ่งนำหน้าพรานทั้งหมดไป หลบหลีกต้นไม้ไปตามทางอย่างคล่องแคล่ว มีปลายครั้งที่นางใช้มือคว้าต้นไม่รอบๆ เพื่อเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน มันเป็การวิ่งที่น่าตื่นตามาก
นางทำเหมือนเป็เื่ง่ายๆ แต่มันไม่ใช่ การทำให้ได้แบบนี้ สายตาต้องดี การตัดสินใจต้องรวดเร็ว การตอบสนองของร่างกายต้องไวให้เท่าความคิด ถึงจะทำได้ แค่ 10 วันนางคุ้นเคยกับเส้นทางได้อย่างน่าประหลาดใจ คนที่ตามหลังนางไปติดๆ คือพี่น้ำตาล
เหมือนสองคนนี้กำลังแข่งกันอยู่ลับๆ คนที่สามกลับเป็คนที่ผมคิดไม่ถึง เรียม บ่าวในเรือนที่อาสาเข้ากลุ่มมาเอง แม้แต่ผาก็ตามหลังเรียมอยู่ไกล พรานป่ายิ่งช้ากว่าใครๆ เพราะมัวแต่ระวังตัวไม่กล้าวิ่ง สาวๆ ทั้งห้าอยู่ใน่กลางๆ ปิดท้ายขบวนด้วยช่าง 4 คนของผม
ผมวิ่งอยู่ท้ายสุดเพราะต้องคอยดูทุกคน ถามว่าผมทำอย่างใบหม่อนได้ไหม ตอบเลยว่าไม่ ตอนนี้ทำไม่ได้ แต่อีกสองสามวันไม่แน่ ดีที่ความเร็วในการวิ่งไม่มากนัก เลยไม่มีใครเจ็บอะไรมาก ได้แผลพกช้ำกันมาคนละหน่อย
“น้ำค้าง เป็อะไรไหม” มาถึงตัวน้ำค้าง ผมก็ถามด้วยความห่วงใย
“อูย หัวน้องโนเลย เจ็บข้อเท้าด้วย"นางรีบบอก
“เดินไหวไหม” ผมพยุงนางให้ลุกขึ้น
“โอ๊ย!!” ทันทีที่ทิ้งน้ำหนักลงเท้าซ้าย น้ำค้างก็ร้องขึ้นด้วยความเ็ป ผมตรวจดูข้อเท้าของนาง พบว่าข้อเท้าแพลงจริงๆ
“แบบนี้เดินไม่ไหวหรอก ขึ้นขี่หลังพี่จะพาลงไปเอง”
“อือ!!” สาวน้อยพยักหน้า ผมย่อตัวลง แบกนางขึ้นหลังทันที ผมแบกนางลงเขาด้วยความระวัง โดยไม่รู้เลยว่า สาวน้อยที่ตนแบกอยู่กำลัง ยิ้มร่าด้วยความพอใจอยู่ใต้ผ้าโม่งสีดำ เขารับรู้เพียงว่าคนที่ตนแบกอยู่ กอดตัวเองแน่นราวกับว่า กลัวตกจากหลังตนอย่างไรอย่างนั้น
“ถึงแล้ว! น้ำค้างข้อเท้าแพลง ชะบาพานายหญิงไปประคบยาก่อน” ผมต่อยๆ วางสาวน้อยลง ด้วยความเบามือ บอกชบาให้พานายหญิงไปหาหมอยา เพื่อรักษา