บทที่ 27 ลำบากนางแล้วจริง ๆ
แม้นางจะคิดว่าโจวเหล่าปาจงใจทำเป็มองไม่เห็น แต่เฮ่อจือหร่านก็ไม่กล้าให้โม่จิ่วเยี่ยทานอาหารอย่างเปิดเผย
ถึงอย่างไรเื่ที่ชายหนุ่มแกล้งหมดสติก็ยังต้องปิดบังคนภายนอกทั้งหมด
แต่โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว ยิ่งไม่มีทางลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัวได้ หากปล่อยไว้เช่นนี้ ต่อให้เป็คนแข็งแกร่งแค่ไหนก็ทนไม่ไหว
อีกทั้งาแบนตัวเขาก็ต้องตรวจดูอาการและเปลี่ยนยาบ้าง
ทว่าคิดไปคิดมาเฮ่อจือหร่านกลับคิดวิธีการไม่ออก
ในที่สุดเมื่อหมดหนทางจริง ๆ แล้ว นางจึงตัดสินใจเสียสละตัวเอง
นางคิดจะใช้ผ้าห่มเป็ฉากบังหน้า จึงลอบหยิบผ้าห่มสีเขียวทหารออกมาจากพื้นที่มิติ
แกล้งว่ารู้สึกไม่สบายตัวจากความชื้นบนพื้นดิน ก่อนปีนขึ้นไปบนเกวียนไม้
เพื่อให้โจวเหล่าปารู้ว่าเสียงดังจากด้านนี้เป็ฝีมือนาง จึงจงใจพึมพำเบา ๆ “พื้นข้างล่างนี่เย็นเกินไปจริง ๆ นอนบนเกวียนสบายตัวกว่ามาก”
จากนั้นนางก็เอนตัวลงนอนข้างกายโม่จิ่วเยี่ย ก่อนคลุมผ้าห่มทับร่างคนทั้งสอง
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกถึงความอบอุ่นจากด้านข้าง ร่างกายพลันชะงักไปครู่หนึ่ง
หากมีกระจกสักบาน ตอนนี้เขาคงได้เห็นว่าใบหน้าของตัวเองแดงซ่านเพียงใด
เขาไม่รู้ว่าเฮ่อจือหร่านคิดจะทำอะไร จึงได้แต่หลับตาพยายามทำจิตใจให้สงบ
เสียงที่เฮ่อจือหร่านพูด ไม่เพียงโจวเหล่าปาจะสังเกต กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าที่ยังหลับไม่สนิทก็ยังรู้สึกตัว
นางมองเกวียนไม้ คนสองคนถูกผ้าห่มคลุมตัวไว้อย่างแ่า
ความจริงแล้วในเวลาเช่นนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ควรคิดอะไรอย่างอื่น แต่เมื่อเห็นความสนิทสนมระหว่างชายหญิงทั้งสองคน นางก็อดนึกถึงเื่ต่าง ๆ มากไม่ได้
ลูกสะใภ้เก้าของนางช่างรักบุตรชายของนางมากจริง ๆ ในเวลาเช่นนี้หญิงสาวก็ยังไม่ลืมล้มตัวนอนเคียงข้างสามี
เป็อย่างนี้ก็ดี หากพวกเขาสามารถไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัย ก็ให้พวกเขาเข้าห้องหอโดยเร็ว มีลูกชายลูกสาวให้เยอะ ๆ เพื่อสืบทอดสกุลโม่
ทว่าด้านโจวเหล่าปาไม่ได้คิดแบบนั้น
อีกทั้งเขายังล้มล้างทัศนคติอันดีบางเื่ที่มีต่อเฮ่อจือหร่านด้วย
สตรีนางนี้ นอกจากจะรู้วิชาแพทย์บ้างแล้ว ก็ไม่ต่างจากสตรีบ้านอื่นที่ชอบแย่งชิงความโปรดปราน
กระทั่งสามีที่ยังนอนไม่ได้สติ นางยังคิดจะขึ้นเตียง...
ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้มีนิสัยชอบมองสามีภรรยาใกล้ชิดกัน จึงเพียงชำเลืองครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น
เฮ่อจือหร่านสังเกตสถานการณ์โดยรอบอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจ้องมองพวกนางอยู่ จึงค่อย ๆ หยิบหมั่นโถวขาวสองลูกกับเนื้อวัวตุ๋นซอสจำนวนมากยัดใส่มือโม่จิ่วเยี่ย
พร้อมกับให้สำลีชุบแอลกอฮอล์อีกสองสามก้อน
และยาหยุนหนานไป๋เหยาขวดเล็กหนึ่งขวด
นางกระซิบข้างหูโม่จิ่วเยี่ย ด้วยน้ำเสียงที่มีแค่พวกนางได้ยิน
“ท่านรีบหน่อย หาสถานที่ที่คนอื่นมองไม่เห็นกินอะไรก่อน แล้วก็รักษาแผลด้วย ข้าจะหาของอย่างอื่นมาวางตรงที่ท่านนอน จะได้ไม่ถูกเ้าหน้าที่พวกนั้นจับได้”
โม่จิ่วเยี่ยเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้นางกำลังจะใช้วิธีหลอกตาผู้อื่น
นี่ช่างเป็เื่ที่ต้องลำบากนางแล้วจริง ๆ
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าโอกาสเช่นนี้หาได้ยาก เขาพลิกตัวเพียงครั้งเดียวก็ไปอยู่ใต้เกวียนได้โดยไร้สุ้มเสียง
เห็นได้ชัดวรยุทธ์ของเขานั้นยอดเยี่ยมเพียงใด
ทันทีที่โม่จิ่วเยี่ยออกจากเกวียน เฮ่อจือหร่านก็หยิบผ้าห่มผืนหนึ่งออกมาจากพื้นที่มิติและวางไว้ตำแหน่งเดิมของเขา
แม้จะมืดและมีลมแรง แต่ด้วยการปกปิดของผ้าห่ม ย่อมไม่มีใครสามารถบอกได้เลยว่าใต้ภายผ้าผืนนี้จะไม่ใช่โม่จิ่วเยี่ย
นางใช้่เวลาที่ชายหนุ่มไม่อยู่ เริ่มตรวจสอบถุงเงินที่บิดามอบให้
ข้างในมีตั๋วเงินจำนวนมาก หลังจากนับดูแล้วก็พบว่ามีสามพันตำลึง นอกจากนี้ยังมียังมีเงินก้อนเล็ก ๆ อีกประมาณยี่สิบตำลึง
ในยุคสมัยนี้ ด้วยเงินจำนวนมากขนาดนี้ในครอบครัวสามัญชน สามารถกินอยู่ได้ไปหลายชั่วอายุคนอย่างไร้กังวล
ครอบครัวตระกูลเฮ่อรักบุตรสาวคนนี้ของพวกเขาจริง ๆ
โม่จิ่วเยี่ยเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ใช้วรยุทธ์หายไปจากสายตาของเฮ่อจือหร่านอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปราวสองเค่อ โม่จิ่วเยี่ยจึงกลับมา
เฮ่อจือหร่านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเป็อันดับแรก นางรีบเก็บผ้าห่ม จนกระทั่งโม่จิ่วเยี่ยนอนลงในตำแหน่งเดิม หญิงสาวจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“าแท่านเป็อย่างไรบ้าง” เฮ่อจือหร่านถามเบา ๆ
“ไม่มีเืออกแล้ว” โม่จิ่วเยี่ยตอบเสียงทุ้มเบาเช่นกัน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดอีกประโยค “ขอบคุณที่เ้าทำเพื่อข้าและคนสกุลโม่”
ในความคิดของเฮ่อจือหร่าน ตอนนี้ย่อมไม่ใช่เวลาที่ต่างฝ่ายต่างเกรงใจกัน เมื่อได้ยินคำขอบคุณจากเขา นางก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
ขณะกำลังคิดว่าตนเองจะนอนที่นี่ต่อไปหรือไม่ พี่สะใภ้รองก็กลับมาแล้ว
สะใภ้รองคิดว่าทุกคนหลับกันหมดแล้ว จึงแอบย่องเข้ามาที่เกวียนไม้
แต่นางกลับไม่เห็นเฮ่อจือหร่าน
ตอนที่นางกำลังจะมองหาไปรอบ ๆ เฮ่อจือหร่านก็ลุกนั่งอยู่บนเกวียน
“พี่สะใภ้รอง ข้าอยู่ตรงนี้”
สะใภ้รองมองตามเสียง เห็นน้องเก้ากับน้องสะใภ้เก้านอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน
นางนึกอยากจะตีปากตนเองสักที
ข้าวใหม่ปลามันกำลังหวานชื่นกันอยู่ แต่นางกลับมารบกวนผิดเวลา
“น้องสะใภ้เก้า เ้าพักผ่อนต่อเถอะ เื่ที่จะคุยกันค่อยเป็วันพรุ่งนี้ก็ได้”
หลังเห็นท่าทางของพี่สะใภ้รอง เฮ่อจือหร่านก็รู้ว่านางกำลังเข้าใจผิด
อีกอย่าง นางยังอยากรู้เหตุผลที่ตระกูลอื่น ๆ โจมตีคนสกุลโม่เร็ว ๆ แล้วจะอดทนรอจนถึงวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร
“พี่สะใภ้รอง เมื่อครู่ข้าแค่เอาอะไรมาให้ท่านพี่ทานบ้างเท่านั้น”
คนสกุลโม่ต่างรู้ดีว่าโม่จิ่วเยี่ยแกล้งหมดสติ เฮ่อจือหร่านจึงบอกนางตามตรง
หลังจากฟังคำอธิบายของเฮ่อจือหร่านแล้ว สะใภ้รองพลันรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง
ที่แท้เป็นางที่คิดไปเอง
“น้องสะใภ้เก้า ข้าถามหาสาเหตุจนกระจ่างแล้ว”
สะใภ้รองคิดว่าการบอกเื่ที่ตนสืบมาในยามนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด ภายนอกนางกำลังเล่าให้เฮ่อจือหร่านฟัง แต่ความจริงแล้วก็เพื่อให้โม่จิ่วเยี่ยรับรู้สถานการณ์ไปด้วย
และแน่นอนว่าโม่จิ่วเยี่ยกำลังเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่แล้ว
เฮ่อจือหร่านเร่งเร้า “พี่สะใภ้รอง ท่านรีบพูดมาเถอะ”
สะใภ้รองถอนหายใจ
“ข้าคาดว่าเื่นี้คงจะมีคนจงใจทำ”
เฮ่อจือหร่านยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“พี่ชายของข้าบอกว่า ก่อนหน้าที่ตระกูลเซี่ยจะถูกเนรเทศนั้น ไม่มีสัญญาณใด ๆ เลย มีเ้าหน้าที่มาประกาศพระราชโองการที่จวน กล่าวว่าฮู่กั๋วกง โม่จิ่วเยี่ย ได้สารภาพเื่การสมรู้ร่วมคิดและก่อฏของเขาแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่าตระกูลเซี่ยมีส่วนร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่าหลายปีก่อนท่านพ่อของข้ารับสินบนมาเช่นกัน”
“ครอบครัวฝั่งท่านแม่ข้าต่างคิดว่า จำนวนเงินติดสินบนที่ท่านพ่อรับไม่ได้มากมายและรับเพียงสองครั้งเท่านั้น ย่อมไม่ถูกลงโทษถึงขั้นต้องยึดทรัพย์สินและเนรเทศ แต่สาเหตุหลักเป็เพราะคำสารภาพของน้องเก้าว่าตระกูลเซี่ยร่วมมือกับเขาในการก่อฏ”
เฮ่อจือหร่านจมอยู่กับความคิด
โม่จิ่วเยี่ยไม่มีทางทำเื่แบบนี้ได้แน่
ยิ่งไปกว่านั้น หากนางไม่ได้บอกเื่นี้ไป เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจวนจะถูกยึดและจะถูกเนรเทศ ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่คำสารภาพเ่าั้
หากคำพูดของพี่สะใภ้รองเป็ความจริง ก็มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว
นั่นคือตระกูลเซี่ยคงทำบางอย่างให้องค์จักรพรรดิไม่พอใจ จึงฉวยโอกาสกำจัดตระกูลเซี่ยไปด้วย และยังเพิ่มความยุ่งยากให้โม่จิ่วเยี่ยระหว่างการเดินทางเนรเทศอีกด้วย
ส่วนเหตุผลนอกเหนือจากนี้ นางก็นึกไม่ออกแล้ว
อีกสามตระกูล แม้จะไม่ได้ยินพวกเขาบอกถึงสาเหตุที่สาปส่งคนสกุลโม่ด้วยตัวเอง แต่ความเป็ไปได้นี้ก็ไม่อาจละทิ้งได้
โม่จิ่วเยี่ยกำลังคิดถึงที่มาของเื่นี้เช่นกัน
ความคิดของเขากับเฮ่อจือหร่านเป็ไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งเขายังคุ้นเคยกับเหล่าข้าราชการในราชสำนักของตระกูลเ่าั้มากกว่า และรู้เื่ส่วนตัวของพวกเขาบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟางฉวนโจวที่ไม่เคยมีเื่กับเขา
ตามสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจ เขาผู้นี้เคยทำให้จักรพรรดิซุ่นอู่ไม่พอใจจริง ๆ