บทที่ 13 หลอกพี่สามอย่างไม่ไว้หน้า
เดิมที หลี่หยวนรู้สึกเศร้าใจมาก แต่พอได้ยินลูกสาวบอกว่า กำลังจะไปมีชีวิตที่ดี ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีแล้วก็ยิ้มออกมา
"แม่ไม่ร้องไห้หรอก แม่ดีใจ ซวงซวงของแม่โตแล้ว แต่งงานแล้ว ต่อไปนี้ก็มีคนรัก มีความสุข"
"ถูกต้องแล้วค่ะ" ฉินซวงซวง โหยหาความรักอันลึกซึ้งที่หลี่หยวนมอบให้ เธออดไม่ได้ที่จะเอาหน้าถูไหล่ผู้เปนแม่ "แม่คะ! ตอนนี้ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ถ้าคิดถึงหนู ก็ให้พี่ชายอ่านจดหมายที่หนูเขียนกลับมาให้ฟังนะคะ"
"ได้จ้ะ! แม่จำได้แล้ว ไปเถอะลูก ไปถึงในเมืองก็ยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ" ถึงจะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องแยกจากกัน หลี่หยวนกลัวลูกสาวกับลูกเขยจะเสียเวลา จึงเร่งให้ทั้งสองไป
ฉินซวงซวงปล่อยมือจากหลี่หยวน เดินมาหาฉินเจียงกับคุณปู่ฉินแล้วกล่าวลาทีละคน
เสิ่นเฉินิยืนอยู่ข้าง ๆ จับมือกับพวกเขา จากนั้นก็พาฉินซวงซวงขึ้นรถแล้วโบกมือลา
รถยนต์วิ่งเร็วมาก ไม่นานก็แล่นออกไปไกล
ดวงตาของหลี่หยวนแดงก่ำ หัวใจเหมือนถูกควักออกไป รู้สึกเ็ปเหลือแสน แต่เธอก็พยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้
ลูกสาวไปตามหาชีวิตที่มีความสุขของตัวเองแล้ว เธอจะร้องไห้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ลูกสาวโชคร้าย
ฉินเจียงมองภรรยาตน ก่อนจะคว้ามือเธอมาจับไว้เบา ๆ แล้วก็ปล่อยลง
“ไม่ต้องมองแล้ว กลับกันเถอะ ตอนที่พวกเขาไปถึงตัวเมืองคงต้องวุ่นวายอีกพักใหญ่ รอเ้าสามกลับมาแล้วถามเขาก็รู้เื่เอง”
คุณปู่หันหลัง มือถือกล่องบุหรี่ หันกลับมามองลูกสะใภ้ “ฟังสามีเธอเถอะ ลูกของเธอมีชีวิตของตัวเองแล้ว พวกเราควรดีใจ”
“เลี้ยงลูกสาวมันก็เศร้าอย่างนี้แหละ เลี้ยงโตมาก็ต้องยกให้คนอื่นไป โชคดีที่บ้านเรามีแต่หลานชาย ไม่มีหลานสาว มีแค่ซวงซวงคนเดียว เสียใจแค่ครั้งนี้ก็พอแล้ว”
ฉินเฟิง จางซูฟาง ฉินหลิง เฉินเสี่ยวอวี้ และฉินมู่เดินตามหลังมาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร น้องสาวจากไปแบบนี้ พวกเขาก็รู้สึกใจหายและคิดถึงเธอขึ้นมา
น้องสาวไม่เคยลำบากที่บ้าน ไม่รู้ว่าแต่งงานไปแล้วจะปรับตัวได้ไหม กองทัพก็อยู่ไกลบ้าน เกิดเื่อะไรขึ้นมา ใครจะช่วยได้
ไอ้หนุ่มตระกูลหยางนั่นก็ยังอยู่ในกองทัพ ถ้ามันรังแกน้องสาวขึ้นมาจะทำอย่างไร ถ้าน้องเขยอยู่บ้านก็ยังดี แต่ถ้าไม่อยู่ล่ะ น้องสาวคนเดียวจะรับมือไหวหรือเปล่า?
ถึงแม้ทุกคนจะเป็ห่วงน้องสาวมาก แต่ก็คงไปอยู่กับเธอตลอดไปไม่ได้ ฉินซวงซวงต้องเผชิญหน้ากับทุกอย่างด้วยตัวเอง
เสิ่นเฉินิขับรถมาถึงตัวเมือง ก่อนอื่นก็ไปที่สถานีรถไฟ ซื้อตั๋ว แล้วจัดการส่งสัมภาระที่อยู่ในรถ จากนั้นก็พาฉินซวงซวงไปกินข้าวเที่ยงที่โรงแรม
พวกเขาไม่ได้สั่งอาหาร แต่เลือกที่จะกินเกี๊ยวกัน
คนทางใต้ไม่ค่อยกินของแบบนี้ คิดว่าฉินเหลียงน่าจะกินได้
ทั้งสามคนสั่งเกี๊ยวมาสี่จิน เป็ไส้กุ้ยช่ายหมูทั้งหมด กินกับน้ำส้มสายชูและพริก อร่อยเป็พิเศษ
ฉินซวงซวงกินไปหกเจ็ดชิ้นก็กินไม่ไหวแล้ว ตอนเช้ากินมาเยอะเกินไป บวกกับการซื้อตั๋วรถไฟ การจัดการขนส่งก็เป็เสิ่นเฉินิและฉินเหลียงที่จัดการ เธอนั่งรออยู่ข้าง ๆ ไม่ได้ออกแรงเลยสักนิด จะหิวได้อย่างไร?
เสิ่นเฉินิกล่อมอยู่หลายครั้ง "เธอกินน้อยเกินไป กินอีกสองชิ้นเถอะ! เย็นนี้ต้องไปกินบนรถไฟ เธอทนไหวเหรอ?"
ฉินเหลียงก็พูดว่า "ซวงซวง! กินอีกหน่อยเถอะ ถ้าหิวขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
ฉินซวงซวงส่ายหน้า "ฉันกินไม่ไหวแล้ว พวกคุณกินเถอะ! กินให้หมดนั่นแหละ"
ปริมาณอาหารของเสิ่นเฉินิกับฉินเหลียงนั้นพอ ๆ กัน ทั้งสองคนกินเกี๊ยวที่เหลือจนหมด
นาน ๆ จะได้กินเกี๊ยวสักที ฉินเหลียงกินจนอิ่มไปหน่อย รู้สึกเขินอายเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าน้องเขยไม่ได้มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ สีหน้าที่แข็งทื่อก็ผ่อนคลายลง
ทั้งสามคนกินข้าวเสร็จ เสิ่นเฉินิก็ขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้า หยิบตั๋วจักรยานในกระเป๋าเสื้อออกมา ซื้อจักรยานยี่ห้อหย่งจิ่วคันหนึ่ง
ฉินซวงซวงและคุณฉินเหลียงต่างก็มองจนตาค้าง ไม่รู้ว่าเขาจะซื้อของแบบนี้มาทำไม
เสิ่นเฉินิเข็นจักรยานออกมา แล้วส่งมอบให้กับฉินเหลียง "พี่สาม! ต่อไปถ้าพี่จะมาเรียนขับรถในเมือง พี่จะเดินกลับบ้านตลอดก็ไม่ได้นะ"
"เก็บจักรยานไว้ให้ดี พี่ชายคนอื่น ๆ ในบ้านจะได้ฝึกขี่บ้าง เวลาออกไปไหนมาไหนจะได้สะดวกหน่อย"
"พะ… ให้ ให้พวกเราเหรอ?" ฉินเหลียงตกตะลึง "น้องเขย! นาย… นาย นาย นี่มันใจกว้างเกินไปแล้ว จักรยานคันนี้ไม่ใช่ถูก ๆ นะ"
"ผมรู้" เขายัดจักรยานให้พี่เขย "พ่อแม่เลี้ยงดูซวงซวงมานานหลายปี ตอนที่เธอแต่งงานกับผม ท่านไม่ได้เรียกสินสอดสักแดง จักรยานคันนี้ถือว่าเป็สินสอดที่ผมให้กับทางบ้านแล้วกัน"
ฉินซวงซวงยิ้มพยักหน้าพร้อมกับชมเชยเขา "เื่นี้คุณทำได้ดีมากนะ ทางบ้านไม่เพียงแต่ไม่ได้เรียกสินสอดแม้แต่แดงเดียว ยังแถมหมูให้เราอีกหนึ่งตัวด้วยซ้ำ การซื้อจักรยานให้ก็สมควรแล้วล่ะ"
พอเธอพูดอย่างนี้แล้ว ทำให้เสิ่นเฉินิรู้สึกว่าการซื้อจักรยานให้แค่คันเดียวมันน้อยไป จึงถามฉินเหลียงว่า "คุณปู่กับพ่อแม่มีอะไรที่อยากได้เป็พิเศษบ้างไหม? ในเมื่อพี่มีจักรยานแล้ว ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็สามารถเอาใส่รถกลับไปได้"
ฉินเหลียงรีบส่ายหัว "ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว"
ถ้าเขากล้าพูดว่ามี น้องเขยต้องซื้อให้แน่ ๆ
ซื้อให้ไม่เท่าไหร่ กลัวแต่ว่าตอนกลับถึงบ้าน คงโดนคุณปู่กับพ่อแม่บ่นจนหูชาแน่ ๆ สู้ไม่พูดอะไรเลยดีกว่า ถึงแม้ว่าน้องเขยอยากจะซื้อให้ ก็คงไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรอยู่ดี
ฉินซวงซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้าซื้ออย่างอื่นพวกท่านคงไม่เอา งั้นเอาเงินที่แม่ให้ฉันมา เอากลับไปด้วยก็แล้วกัน! พี่สามต้องมาเรียนขับรถ ทางบ้านต้องใช้เงิน"
“อย่างนั้นก็ได้” เสิ่นเฉินิไม่พูดพร่ำทำเพลง รับห่อผ้าเช็ดหน้าที่ฉินซวงซวงเพิ่งหยิบออกมายัดใส่กระเป๋าเสื้อของฉินเหลียง “กลับไปบอกคุณปู่กับพ่อแม่ด้วยว่า ผมจะดูแลซวงซวงอย่างดี ให้พวกท่านดูแลสุขภาพตัวเองที่บ้าน กินข้าว กินน้ำ อย่าได้ประหยัด เงินหาได้ก็ต้องใช้”
ฉินเหลียงตาค้างอีกครั้ง เกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความร้อนใจ “ไม่ใช่ พวกนายต้องเก็บเงินไว้สิ ทำไมไม่เอาไปให้แม่ด้วยตัวเองล่ะ? ถ้าฉันเอาไปให้แม่ แม่จะตีฉันตายแน่ ๆ”
"ไม่ต้องห่วง ถ้าแม่อยากตีก็ปล่อยให้ตีระบายอารมณ์สักหน่อย พี่หนังหนาจะตาย ไม่น่าจะกลัวโดนตีหรอก"
ฉินซวงซวงมองฉินเหลียงด้วยสายตาที่สื่อความนัยว่า “เพื่อนร่วมทางตายไปก็ช่าง ขอเพียงตัวฉันรอด”
เสิ่นเฉินิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินก็หัวเราะ รู้สึกว่าภรรยาตัวน้อยของเขานี่ช่างเก่งจริง ๆ หลอกใช้พี่ชายตัวเองได้อย่างไม่ลังเล
แต่ฉินเหลียงกลับไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของฉินซวงซวงเลย เพียงยักไหล่ด้วยความจนใจ “ก็ได้! ฉันหนังหนาอยู่แล้ว แม่จะตีก็ตีไป ไม่เห็นเป็ไรเลย"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" เสิ่นเฉินิหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ชี้ไปที่ฉินเหลียง “ผมไม่เคยเห็นใครตามใจน้องสาวเท่าพี่มาก่อนเลย เกือบจะทำตามที่น้องสาวพูดทุกอย่าง พี่สาม! พี่ไม่มีความคิดเป็ของตัวเองบ้างเหรอ?”
ฉินเหลียงล้วงกระเป๋าเสื้อที่มีห่อผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้างใน ตอบอย่างภาคภูมิใจ “ฉันจะเอาความคิดไปทำอะไร? บ้านเรามีลูกสาวคนเดียว แถมแม่ยังคลอดเธอเป็ลูกคนสุดท้อง คุณปู่กับคุณย่าก็รักมาก พวกเราก็รักเธอมากเหมือนกัน น้องสาวเป็เด็กน่ารักั้แ่เล็กจนโต แถมยังขี้อ้อน พูดหวานเก่ง เจอใครก็ทักทายอย่างสุภาพ ในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบน้องสาวฉันหรอก”
"คุณปู่หยางอยากจะให้หลานเขาหมั้นหมายกับน้องสาวั้แ่เธอยังเด็ก แต่ท่านปู่ไม่เคยยอมเลย ท่านรักและหวงน้องสาวมาก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่หยางยังคงเป็ห่วงเื่นี้จนวาระสุดท้าย หยางเทียนเหอไม่มีทางได้แต่งงานกับน้องสาวฉันหรอก"