เซและอีวานไม่รอช้ารีบพุ่งตัวเข้าไปโจมตีอัลเฟรโด้ด้วยความรวดเร็วทันที เซได้ตัดสินใจที่จะปล่อยหมัดของเขาออกไปโจมตีที่บริเวณใบหน้าของอัลเฟรโด้ส่วนอีวานก็ได้ก้มลงไปและพยายามจะถีบไปที่หัวเข่าของอัลเฟรโด้เพื่อสะกัดการเคลื่อนไหวของเขา แต่ทว่าอัลเฟรโด้ก็สามารถะโหมุนตัวหลบออกมาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเซและอีวานก็ได้ออกอาวุธโจมตีไปที่อัลเฟรโด้อย่างต่อเนื่องด้วยทุกอย่างที่พวกเขามี แต่มันก็ไม่เป็ผล อัลเฟรโด้สามารถหลบการโจมตีทั้งหมดของเซและอีวานได้โดยที่เขาเคลื่อนไหวตัวเพียงแค่นิดเดียว เซและอีวานที่โจมตีเข้าไปมากเท่าไหร่อัลเฟรโด้ก็สามารถหลบได้ทุกครั้งทำให้ทั้ง 2 คนเริ่มที่จะแสดงอาการเหนื่อยขึ้นมา พวกเขาทั้ง 2 จึงได้ตัดสินใจรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ไปที่กำปั้นของตนจนทำให้เกิดเป็พลังงานมานาหมุนวนล้อมรอบกำปั้นและได้ต่อยออกไปที่อัลเฟรโด้พร้อมกัน โดยรอบนี้อัลเฟรโด้ไม่สามารถหลบการโจมตีของพวกเขาทั้ง 2 คนได้พ้นจนตัวของอัลเฟรโด้จำเป็ต้องยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นมาป้องกันทำให้เขาได้รับแรงกระแทกจากหมัดและได้ถอยห่างออกไป
ครืดดด.....
“…ยอดเยี่ยมมากครับ…” อัลเฟรโด้ได้เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยคำชมพร้อมกับพลางยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
“พอแค่นั้นแหละครับ!” ลีฟที่นั่งดูอยู่้าอัฒจันทร์ก็ได้ะโลงมาทำให้ทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่บนลานประลองได้หยุดการต่อสู้ของพวกเขาลงทันที
“คุณอัลเฟรโด้เชิญไปพักผ่อนได้แล้วครับ…”
“…รับทราบแล้วครับ” หลังจากพูดจบอัลเฟรโด้ก็ได้เดินออกจาสนามและได้เดินขึ้นมาถึงบริเวณที่ลีฟนั่งอยู่และลีฟก็ได้พูดขึ้นมา
“เป็อย่างที่ผมบอกเลยใช่ไหมล่ะครับ…”
“ใช่แล้วครับ...พวกเขาแข็งแกร่งมากจริง ๆ ขนาดยังใช้มานาได้ไม่คล่องแต่ก็สามารถโจมตีผมโดนได้” อัลเฟรโด้พูดพร้อมกับมองไปที่บริเวณแขนของเขา
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หลังจากอัลเฟรโด้พูดจบเขาก็ได้โน้มตัวทำความเคารพลงมาที่ลีฟและก็ได้เดินออกจากประตูไป
จากนั้นลีฟก็ได้ลุกขึ้นมาและได้เดินลงไปหาเซและอีวานที่ยืนหอบกันอยู่ในสนามประลอง
“หายเหนื่อยกันรึยังครับ?” ลีฟยังคงพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเช่นเดิม
“ถ้าหายเหนื่อยแล้วผมอยากจะให้พวกคุณลองนึกภาพว่ามานาที่กำลังไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายของคุณอย่างช้า ๆ กำลังไหลเวียนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ดูสิครับ”
เซและอีวานได้หลับตาลงและได้ยืนนิ่งตั้งสมาธิเพื่อพยายามที่จะทำตามในสิ่งที่ลีฟบอก และทันใดนั้นเองพลังงานมานาที่อยู่ภายในร่างกายของพวกเขาทั้ง 2 คนก็ได้พรั่งพรูออกมา
“ดีมากครับ นี่เป็วิธีการที่จะสามารถเค้นพลังที่อยู่ในแก่นมานาออกมาใช้ ถ้าฝึกใช้จนชำนาญแล้วจะสามารถเค้นมานาออกมาใช้ได้เรื่อย ๆ ไม่คิดว่าจะสามารถทำได้ั้แ่ครั้งแรกนะครับเนี่ย งั้นต่อจากนี้ก็ลองฝึกด้วยตัวเองดูนะครับ”
จากนั้นลีฟก็ได้หันกลับไปและกำลังจะเดินขึ้นไปที่ประตูแต่เขาก็ได้หยุดชะงักลงซะก่อนและทำท่าทางเหมือนกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างออกมาได้
“อ้อ…ผมลืมไปเลย…พรุ่งนี้พวกคุณทั้ง 2 คนช่วยซื้อ ครีมพัฟ มาให้ผมหน่อยนะครับ มันเป็ของโปรดของผมเลยน่ะ”
“ครีมพัฟ?” เซและอีวานต่างก็พากันงงกับคำพูดของลีฟ
“ใช่แล้วครับ ถ้างั้นวันนี้ก็เอาไว้เท่านี้ก่อนละกันนะครับ เชิญไปพักผ่อนกันได้ที่โรงแรมข้างนอกกันให้เต็มที่เลยนะครับ พรุ่งนี้พวกคุณอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ…”
และในขณะที่ลีฟกำลังจะเดินออกไปเซก็ได้ะโขัดขึ้นมาซะก่อน
“ดะ...เดี๋ยวก่อน!”
“...ครับ?” ลีฟได้หันหน้ามาพร้อมกับทำสีหน้างงงวย
จากนั้นเซก็ได้ล้วงมือลงไปควักกระเป๋าของตนเองและได้นำเม็ดยาสมุนไพรที่ได้มาจากพ่อของเอลก้าออกมา
“นายบอกว่านายมีพวกแฟรี่อยู่ทั่วทวีปนี้สินะ งั้นนายช่วยส่งยานี้ไปให้เอลิน่าทีได้ไหม?” เซได้พูดกับลีฟพร้อมกับสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยหวัง
“ได้สิครับ...ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายานั่นไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งอีนิกม่าได้นะครับ อย่างมากที่สุดก็แค่ชะรออาการออกไป 1 ถึง 2 ปี”
“ฉันรู้น่า...แต่อย่างน้อยแค่ชะรออาการออกไปได้ก็ดีแล้วล่ะ ฝากหน่อยนะ”
ลีฟที่เห็นเซที่กำลังขอร้องด้วยความตั้งใจของเขาจริง ๆ ก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ เขาจึงได้เรียกให้แฟรี่ออกมาและให้แฟรี่ตัวนั้นนำเม็ดยาไปส่งให้เอลิน่าที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ…”
หลังจากพูดจบลีฟก็ได้เดินออกประตูไปเพื่อที่จะค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีรักษาโรคของเอลิน่า ทำให้เหลือเพียงแค่เซและอีวานที่ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงแค่ 2 คน
“เฮ้ออ…เหนื่อยชะมัด อยากกินชาอีกซักแก้วจัง…” เซบ่นพึมพำออกมา
“เลิกบ่นได้แล้วน่า ฉันว่าเรารีบกลับไปพักผ่อนกันเถอะ ฉันเหนื่อยจะแย่ตอนนี้”
…
ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เซและอีวานได้เดินออกไปจากห้องสมุดของลีฟ และในระหว่างทางที่ทั้ง 2 คนกำลังเดินไปที่โรงแรมก็โดนสายตาจับจ้องจากชาวเมืองมองเขม่นมาที่พวกเขาตลอดเวลาเฉกเช่นเดียวกับตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา พอทั้ง 2 คนได้เดินมาถึงโรงแรมพวกเขาก็ได้พูดคุยกับเ้าของโรงแรมซึ่งเป็คนแคระหญิงที่ดูมีอายุคนหนึ่ง เธอมีจิตใจที่ดี เธอไม่ได้มองเขม่นมาที่เซและอีวานเหมือนพวกชาวเมืองข้างนอก ทำให้ทั้ง 2 คนรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีที่ได้มาพักที่นี่ หลังจากนั้นเซและอีวานก็ได้เดินขึ้นไปยังห้องพักของพวกเขาและทั้งคู่ก็ได้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของใครของมันด้วยความเหนื่อยล้า
“เฮ้ออ~ วันนี้เกิดเื่ขึ้นเยอะแยะชะมัดเลยนะอีวาน”
“นั่นสินะ… แต่ฉันรู้สึกตะหงิดใจกับคำพูดของลีฟที่ว่า ‘พรุ่งนี้อาจต้องเหนื่อยหน่อย’ นั่นนะ” ลางสังหรณ์ที่แม่นยำของอีวานเริ่มทำงานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“คิดมากน่าอีวานเื่ของพรุ่งนี้ก็ปล่อยให้มันเป็เื่ของพรุ่งนี้เถอะ ตอนนี้ฉันง่วงแล้ว ราตรีสวัสดิ์นะ...” และทั้ง 2 คนก็ได้หลับลงไป
…
เช้าวันรุ่งขึ้นเซและอีวานได้ทักทายกับเ้าของโรงแรมด้วยความเป็มิตรและได้ถามข้อมูลเกี่ยวกับร้านขายครีมพัฟที่อยู่ในเมืองนี้ ป้าเ้าของโรงแรมไม่ได้ตอบอะไรพวกเขากลับมาแต่เธอได้เปิดแผนที่ของเมืองนี้ออกมาและได้ชี้ไปที่ที่ตั้งอยู่ของร้านขายครีมพัฟ หลังจากที่เซและอีวานได้ข้อมูลมาก็ได้รีบเดินทางออกไปยังร้านนั้นทันที พอเดินไปถึงร้านนั้นพวกเขาก็ได้พบว่าไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยซักคนเดียวมีเพียงลุงเอลฟ์แก่ ๆ ที่เป็คนขายกำลังยืนอยู่ในร้านและครีมพัฟที่อยู่เต็มตู้ เซและอีวานจึงได้โอกาสรีบวิ่งตรงดิ่งเข้าไปซื้อทันที จากนั้นเซก็ได้ควักเงินในกระเป๋าของเขาออกมา แต่ทว่าในขณะที่เซกำลังจะจ่ายเงินให้ลุงคนนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
ฟิ้ว!!!!!!
ภูติตนหนึ่งบินเข้ามาโฉบเอาเงินค่าครีมพัฟของเซและอีวานออกไปด้วยความรวดเร็วจนทำให้พวกเขาใขึ้นมาทันที และลุงเ้าของร้านที่กำลังจะยื่นครีมพัฟให้เซ ก็ค่อย ๆ เก็บครีมพัฟกลับเข้าไปในตู้เหมือนเดิม
“เห้ย!!” เซและอีวานได้ะโออกมาด้วยความใและได้รีบวิ่งตามภูติตัวนั้นไปทันที
หลังจากที่พวกเขาได้วิ่งตามภูติตนนั้นไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็ได้มาโผล่ที่บริเวณป่าด้านหลังของเมืองซึ่งค่อนข้างจะห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร
“แฮ่ก...แฮ่ก...อะไรกันน่ะเ้าภูติตัวนั้น บินเร็วอะไรขนาดนี้ล่ะเนี่ย!” เซบ่นออกมา
เซและอีวานไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ไหวจึงเป็เหตุจำเป็ที่ทำให้พวกเขาทั้ง 2 คนต้องหยุดพักหายใจอยู่กลางป่า ภูติตนนั้นที่บินอยู่ด้านหน้าของพวกเขาก็ได้หันหน้ามามองและก็ได้หยุดตามลงไป
“ฮ่า ๆ ๆ นี่น่ะเหรอคนที่สามารถโจมตีอัลเฟรโด้โดนได้น่ะ สงสัยเ้าอัลเฟรโด้คงจะฝีมือตกซะแล้วล่ะมั้งเนี่ยย…” ภูติตนนั้นเริ่มพูดจายียวนกวนประสาทใส่เซและอีวาน
“แฮ่ก...แฮ่ก...แกเป็ใครกันแน่!?” อีวานถามขึ้นมา
“อ่ะ ๆ ๆ อ้าวว! ไม่รู้จัก ท่าน ‘ซันนี่’ ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อย่างงั้นหรอเนี่ย งั้นฉันจะแนะนำตัวให้ล่ะกัน ฉันชื่อ ซันนี่ เป็ 1 ใน 4 องครักษ์ของท่านลีฟ จะมาคอยฝึกฝนพวกนายทุกวันั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเลยนะจะบอกให้ ฮิ ๆ ๆ”
“และถ้าพวกนายสามารถจับหรือสามารถแตะตัวฉันได้แม้แต่นิดเดียวล่ะก็ฉันจะถือว่าพวกนายได้ผ่านการฝึกของฉันแล้วยังไงล่าา เห็นไหมล่ะง่าย ๆ แค่นี้เอง เอาล่ะอย่ามัวชักช้า ตามฉันมาเร็วววว!!”
หลังจากพูดจบซันนี่ก็ได้บินต่อไปด้วยความรวดเร็ว จนทำให้เซและอีวานไม่มีทางเลือกจึงจำเป็ต้องวิ่งตามซันนี่ต่อไปในทันที ทั้ง 2 คนวิ่งตามซันนี่ลึกเข้าไปในป่าเรื่อย ๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับแสงสว่างส่องเล็ดลอดต้นไม้เข้ามาจากทางออกของป่าเบื้องหน้าของพวกเขา เซและอีวานจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่พวกเขามีวิ่งพุ่งออกจากป่าไปทันที และตอนนี้เหมือนกับว่าพวกเขาจะโผล่ไก้มายังบนูเาหินลูกหนึ่ง และซันนี่ก็ค่อย ๆ หยุดบินลง เนื่องจากเซและอีวานได้ใช้แรงทั้งหมดที่มีไปจนหมดทำให้พวกเขาเหนื่อยจนไม่สามารถแม้แต่ที่จะยืนไหวได้ ทั้งคู่เลยได้ล้มลงไปนอนแผ่อยู่บนพื้นและพยายามที่จะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดอย่างหนักหน่วง
“แหม ๆ น่าเสียดายจริง ๆ เลยนะเนี่ยย… แต่ก็นะ อย่างน้อยพวกนายก็ยังไม่ได้สลบลงไป ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับวันแรก การฝึกฝนของฉันวันนี้ได้จบแล้วล่ะ ถ้าพวกนายเดินตามเส้นทางข้างหน้านี้ไปก็จะเจอกับการฝึกฝนต่อไปนะ- งั้น...เจอกันพรุ่งนี้นะ! บ๊ายบาย….” หลังจากพูดจบซันนี่ก็ได้บินกลับเข้าไปในเมืองด้วยความรวดเร็วทันที
ในขณะนั้นเซและอีวานเหนื่อยมากเกินไปจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ทำได้มากที่สุดก็เพียงแค่ลืมตาอ้าปากมองขึ้นไปบนฟ้าและหายใจเข้าออกพะงาบ ๆ ได้อย่างเดียว ผ่านไปซักพักหนึ่งทั้ง 2 คนเริ่มหายเหนื่อยและค่อย ๆ ทรงตัวลุกยืนขึ้นมา
“แฮ่ก...แฮ่ก...เ้านั่นมันบอกว่าการฝึกต่อไปเดินไปทางนี้งั้นสินะ…” เซพูดขึ้นมาพลางเดินตามทางไปพร้อมกับอีวาน
“ระวังด้วยนะฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเล-”
ในขณะที่อีวานพูดยังไม่ทันจบทันใดนั้นเอง เส้นทางที่ทั้ง 2 คนกำลังเดินก็ได้เกิดผุลง ปรากฏให้เห็นโพลงถ้ำขนาดใหญ่อยู่ข้างล่าง ทำให้เซกับอีวานร่วงลงไปโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวและได้ร้องเสียงหลงออกมา
อ๊ากกกก~!!!!
เซและอีวานที่ร่วงลงมาก็ได้สติหลุดกลางอากาศไปชั่วขณะหนึ่งแต่อีวานก็สามารถตั้งสติกลับมาได้ทันท่วงทีและได้แลนดิ้งตั้งหลักลงบนพื้นได้อย่างปลอดภัย
“นายไม่เป็ไรใช่ไหมเซ!?” อีวานได้หันหน้าไปถามเซแต่ก็ได้เห็นกับเซกำลังนอนน็อคหัวหมุนอยู่บนพื้น และจากนั้นอีวานก็ค่อย ๆ พยุงเซขึ้นมา
“นายนี่จริง ๆ เลยนะ ตั้งสติหน่อยสิ เฮ้!” อีวานพยุงเซขึ้นมาพร้อมกับพยามที่จะเรียกสติในขณะที่ตัวของเขาเองก็ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า และทันใดนั้นเอง
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!!!” เสียงของชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้ดังออกมาจากในมุมมืดของโพรงถ้ำ
จากนั้นเ้าของเสียงก็ได้เดินออกมาจากมุมมืดของถ้ำก็ได้ปรากฏให้เห็นเป็คนแคระผู้ชายที่มีหนวดเครายาวถักเปียสวยงามกำลังเดินออกมาพร้อมกับขวดเหล้าในมือ เซที่เริ่มได้สติก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาและได้มองไปที่ชายคนนั้น
“หืม~ ลุงเป็ใครอ่ะ~” เซพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสะลึมสะลือ
“ข้างั้นเหรอ อึ้ก ๆ ๆ จำเอาไว้ให้ดีล่ะ ข้าชื่อ ‘วาลดอน’ เป็ 1 ใน 4 องครักษ์ของท่านลีฟ ข้าได้รับหน้าที่มาให้ฝึกฝนพวกเ้า เอาล่ะพร้อมกันหรือยังล่ะ? ว๊ากก๊าก ๆ ๆ ๆ” วาลดอนพูดพร้อมดื่มเหล้าของเขาไปด้วย
“…”
“ดูเหมือนพวกเ้าจะพร้อมกันแล้วสินะ งั้นดูนี่!”
ครืนนนน!!
วาลดอนชูมือขึ้นมาและได้ทำการควบคุมหินรอบ ๆ บริเวณให้มารวมกันเป็หินขนาดใหญ่ที่มีมานาของเขาปกคลุมอยู่และมีความสูงราว ๆ 2 เมตร มาตั้งอยู่ตรงหน้าของเซและอีวานคนละหนึ่งก้อน
“เอาล่ะ พวกเ้าเห็นหินที่อยู่ตรงหน้าของพวกเ้าแล้วใช่ไหม จงทำลายมันซะ! แต่ว่าห้ามขยับไปไหนจากตรงนั้นแม้แต่ก้าวเดียวล่ะ”
เซที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้โต้แย้งกลับมาทันที
“พูดบ้า ๆ น่าลุง ถ้าไม่ให้พวกฉันขยับไปไหนได้แล้วจะให้พวกฉันทำลายหินพวกนั้นยังไงล่ะ!?”
คำถามที่เซได้ถามออกมาทำให้วานดอลถึงส่ายหัวขึ้นมาทันที
“…โถ ๆ ๆ ๆ เ้าพวกหนุ่มน้อยผู้น่าสงสาร พวกเ้าช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก- งั้นจับตาดูข้าให้ดี ๆ ล่ะ…!”
วาลดอนได้ทำการยื่นมือออกไปด้านข้างและได้รวบรวมมานาไปไว้ที่มือของเขาจนมานาเริ่มไหลมารวมกันและได้เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็อีเตอร์ขุดหินที่อยู่ในรูปแบบพลังงานสีน้ำตาลทำให้เซและอีวานต่างก็ใไปตาม ๆ กัน และจากนั้นวาลดอนก็ได้เขวี้ยงอีเตอร์ที่อยู่ในมือออกไปใส่หินที่อยู่ตรงหน้าของเซจนหินก้อนนั้นแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ และจากนั้นไม่นานเศษหินพวกนั้นก็ได้กลับมารวมตัวเป็ก้อนใหญ่และมีมานาปกคลุมเหมือนเดิม
“เอาล่ะ ตาของพวกเ้าแล้ว”
เซและอีวานที่เห็นวาลดอลสามารถทำได้ง่าย ๆ ก็เริ่มที่จะทำตาม พวกเขาได้ยื่นมือออกมาและพยายามรวบรวมมานาไปที่ไว้มือของตนแต่ทว่ามันยากมากกว่าที่พวกเขาได้คาดคิดเอาไว้มากโข
“ว๊ากก๊าก ๆ ๆ ครั้งแรกก็งี้แหละ เป็เื่ธรรมดาน่ะ ปกติเขาใช้เวลากันเป็ปีถึงจะสามารถทำได้นะ แต่ถ้าพวกเ้าหมั่นทำทุกวันอาจจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 1 ปีก็นะได้ อาจจะลดลงมาเหลือแค่ซัก 11 เดือนก็ได้ ว๊ากก๊าก ๆ ๆ ยังไงก็เถอะพวกเ้าก็ตั้งใจฝึกเข้าล่ะ ข้าขอตัวไปนอนก่อนละกัน อึ้ก ๆ ๆ ”
หลังจากที่วาลดอนพูดจบเขาก็ไดกระดกเหล้าเข้าไปและได้เดินหายกลับเข้าไปในมุมมืดปล่อยให้เซและอีวานฝึกแบบนั้นต่อไปด้วยตัวของพวกเขาเอง
จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมง
วาลดอนได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเหมือนกับมีอะไรบางอย่างมากระทบกับหินเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง และทันทีที่เขาเดินออกไปหาต้นตอของเสียงนั้น เขาก็ได้ไปเห็นเซและอีวานในสภาพที่กำลังเหน็ดเหนื่อย ยืนหอบ หายใจไม่เป็จังหวะ แม้จะเป็แค่มานาเพียงน้อยนิดแต่ทั้งคู่ก็สามารถปล่อยพวกมันออกมาจากฝ่ามือได้แล้ว จากนั้นเซและอีวานก็ล้มลงไปกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้าและได้สลบลงไป วานดอลที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้แต่เงียบกับสิ่งที่เห็นและแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง
‘น่าใจริง ๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถปล่อยมานาออกมาได้แล้วงั้นอย่างงั้นเหรอเนี่ย! เป็อย่างที่ท่านลีฟบอกจริง ๆ ด้วยสินะ’
วานดอลที่ได้เห็นเซและอีวานมีพัฒนาการที่รวดเร็วแบบก้าวะโผิดมนุษย์มนาก็ทำให้เขานึกถึงสมัยที่ตัวของเขายังเป็หนุ่มและได้ยิ้มมุมปากออกมา
“เฮ้ออ…ช่างเป็เด็กหนุ่มที่ไฟแรงกันจริง ๆ เลยนะ เล่นซะเอาข้าคิดถึงวันเก่า ๆ ขึ้นมาเลยนะเนี่ย… ว๊ากก๊าก ๆ ๆ”
หลังจากวาลดอนพูดจบก็ได้มีภูตินับ 10 ตน มาแบกร่างของเซและอีวานออกไปจากถ้ำ ภูติเ่าั้ได้แบกร่างของพวกเขาจนมาถึงตัวเมืองและได้ไปวางร่างของทั้ง 2 คนไว้ที่หน้าโรงแรมของพวกเขา ทันทีที่ร่างทั้ง 2 ได้ถูกวางลงกับพื้น คุณป้าเ้าของโรงแรมก็ได้เดินออกมารับ่ต่อแบกร่างของทั้ง 2 ขึ้นไปที่ห้องนอนของพวกเขาและได้วางพวกเขาลงบนเตียงจากนั้นเธอก็ได้เดินออกจากห้องไป
…
เช้าวันรุ่งขึ้น เซและอีวานได้ตื่นขึ้นมาและรับประทานอาหารฝีมือของคุณป้าเ้าโรงแรมที่วางอยู่เต็มโต๊ะราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหายอย่างสุดขีด หลังจากที่พวกเขาได้กินอิ่มจนพุงปลิ้นแล้ว พวกเขาก็ได้เดินออกมาหน้าโรงแรมของตนและก็ได้เห็น ซันนี่ที่มายืนรอและกำลังโยนกระเป๋าตังของพวกเขาเล่นไปมาอยู่ในมือ เซและอีวานจึงพยายามที่จะช่วยกันเอากระเป๋าตังคืนแต่ซันนี่ก็ได้บินหนีออกไปยังเส้นทางเส้นทางเดิมกับเมื่อวาน พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกและจำเป็ต้องวิ่งตามซันนี่ไป และเป็เช่นเดิมเซและอีวานก็ยังคงไม่สามารถเข้าใกล้ตัวของซันนี่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พอทั้งคู่ได้วิ่งออกจากป่ามาก็ได้หอบเจียนตายกันเช่นเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงราวกับฉายภาพซ้ำ
“งั้น.…ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” ซันนี่ได้กล่าวอำลาเซและอีวานและเขาก็ได้บินกลับเข้าเมืองไปด้วยความรวดเร็ว
ส่วนเซและอีวานที่เริ่มหายเหนื่อยแล้วก็ได้ะโลงไปฝึกข้างในถ้ำของวาลดอนต่อ ถึงแม้ทั้งคู่จะสามารถปล่อยมานาออกมาได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถทำลายหินที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาได้อยู่ดี ทำได้เพียงแค่สร้างรอยแตกร้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับมันได้เพียงเท่านั้น พอตกเย็นเซและอีวานก็ได้หมดแรงข้ามต้มจนล้มลงไปแต่ครั้งนี้พวกเขาทั้งคู่สามารถประคองสติไม่ให้สลบเอาไว้ได้ แต่ถึงแม้เซและอีวานจะสามารถประคองสติไว้ได้แต่ก็พวกเขาก็ไม่มีแรงเหลือพอที่จะสามารถขยับตัวได้แม้แต่จะกระดิกนิ้วราวกับคนที่เป็อัมพาตไปทั้งตัว และจากนั้นก็ได้มีภูติมารับตัวพวกเขาไปวางไปไว้ที่หน้าโรงแรมเช่นเดิมและคุณป้าเ้าของโรงแรมก็ได้มาแบกร่างของทั้ง 2 คนไปที่โต๊ะอาหารและทั้งคู่ก็ได้ทำการซัดอาหารเ่าั้จนหมดภายในระยะเวลาที่ไม่ถึง 5 นาที จากนั้นเซและอีวานก็ได้เดินขึ้นห้องของตนและได้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงและได้หลับลงไปทันทีเพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกอันหฤโหดต่อในเช้าวันต่อไป…