ตอนที่ 6 ช่วยงานสวน
อนงค์นางจอดรถจักรยานที่เดิม สภาพหน้าบ้านยังเละเทะ เนื่องจากยังไม่มีใครมาเก็บกวาด แล้วก็มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามา แม้จะกินเหล้าเข้าไป แต่ก็ต้องตื่นแต่เช้ามาทำงาน เพราะแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ขึ้นมารับผลผลิตไปขายอยู่แทบทุกวัน ผักสดที่นี่ถูกปลูกทดแทนวนเวียนกันไป“ตื่นแต่เช้าเชียว”เธอยิ้มตอบหัวหน้าคนงานที่ส่งเสียงทัก แล้วก็หันไปหยิบขันเงินกับทัพพีตักข้าวที่อยู่ในตะกร้าด้านหน้ารถจักรยานขึ้นถือ ขณะที่อีกฝ่ายพูดกับเธออีก พลางกวาดสายตาหาชายหนุ่มไปด้วย“เขมล่ะ ตื่นแล้วหรือยัง”“ยังไม่ตื่นค่ะ”“เมื่อคืนเขมเข้าไปนอนตอนไหน เห็นพวกไอ้ก้อนมันรั้งให้อยู่จนดึก และเมามากไหม”“ตีสองค่ะ ก็เมามากอยู่”“งั้นปล่อยให้นอนไปเถอะเนอะ นานๆ จะเมาสักที”“ค่ะ”“ไปทำงานก่อน...จะไล่ให้คนไปเก็บมะเขือเปราะกับพริก”คล้อยหลังอีกฝ่าย เธอเดินกลับขึ้นเรือน แล้วก็ล้างขันเงินกับทัพพีก่อนจัดเก็บ จากนั้นก็เดินออกมายังหน้าระเบียง สายตาทอดมองความเขียวขจีที่ตัดกับสีฟ้าประดับด้วยหมู่เมฆของท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ใจของเธอตอนนี้เหมือนถูกลูกตุ้มถ่วง แต่ไม่ใช่เรื่องเดิม มันเป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้รู้สึกกังวล เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งพิศวาสผู้ชาย แน่อยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นแสดงท่าทางเกลียดชังศัตรูหัวใจออกมา“เฮ้อ...”ความกลัดกลุ้มทำให้เธอถอนหายใจ จากนั้นก็ปัดความคิดอันน่าปวดหัวนั้นออกไป ก่อนจะหันไปมองประตูห้องนอน และถามตัวเองอยู่ในใจขึ้นมา เขาเป็นคนยังไงนะ พึ่งพาได้และซื่อสัตย์หรือเปล่า หลังจากคิดและหาคำตอบไม่ได้ ดวงตามองไปที่หน้าปัดนาฬิกา ครั้นเห็นว่าเจ็ดโมง ร่างบางก็ลงจากเรือน เพราะไม่มีอะไรทำ จึงเก็บขวดเหล้า แก้วเปล่า จานชามที่ถูกวางระเกะระกะนำมารวมกัน“น้อง...”ใครคนหนึ่งส่งเสียงเรียกเธอ พอหันไปมองก็เห็นนกน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมสีหน้ากระอักกระอ่วน และพูดด้วยน้ำเสียงกังวลเมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้า“เรื่องเมื่อวาน อย่าคิดมากนะ ลูกสาวของพี่มันพูดไปแบบนั้นเอง”เธอรับรู้ และอยากที่จะแก้ปัญหานั้นอยู่ เพราะเด็กสาวคนนั้นดูชิงชังเธอมาก คงต้องฝากคนเป็นแม่ให้เตือนและกำราบแทน“อย่าไปบอกเขมนะ นังฝันมันพูดเล่นเท่านั้นเอง”“ไม่บอกหรอกค่ะ”“นังฝันมันไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หรอก เขมแก่กว่ามันเกือบรอบ มันยังเป็นเด็ก”“ค่ะ”“มันไม่ได้คิดอะไรจริงๆ นะ! เชื่อฉันเถอะ ฉันพูดกับมันแล้ว”“ลูกพี่อายุเท่าไหร่แล้วหรือคะ”เธอถามออกไปด้วยความสงสัย ราวกับส่งสัญญาณเตือนอีกฝ่ายว่าช่วยหน่อย เพราะเมื่อกี้เพิ่งถูกด่าลอยๆ ว่าตอแหล แต่ไม่ได้พูดออกไป เดี๋ยวจะกลายว่าเป็นฟ้อง แล้วเด็กสาวจะมาหาเรื่องเธอหนักกว่าเดิม“สิบแปด ปีหน้าก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”เธอรับรู้ด้วยการพยักหน้า พร้อมกับหัวใจที่รู้สึกหนักอึ้ง วัยรุ่นช่วงนี้มีความคิดที่แรงมาก และดูว่าเหมือนฝันอยู่ในประเภทนั้น เด็กสาวเป็นคนอารมณ์ร้าย ที่กล้าด่าเธอขึ้นมาลอยๆ อย่างไม่เคารพคนที่อายุเยอะกว่า“อย่าคิดมากนะ อย่าบอกเขมเด็ดขาด”“ค่ะ”“มันไม่ได้คิดอย่างที่มันพูดหรอก”“ค่ะ”“อย่าไปใส่ใจเลยนะ ถือว่ามันพูดเล่นไปอย่างนั้นเอง และฉันก็ด่ามันไปแล้ว”“ค่ะ”อีกฝ่ายเดินแยกออกไป แทนที่จะกลับขึ้นเรือน เธอกลับเดินไปเรื่อยๆ รอบตัวบ้าน จนสายตาสะดุดกับผักสีเขียวต่างๆ ที่ถูกปลูกอยู่ตรงหน้า เธอเห็นฟักทองลูกโต ต้นกะเพรา ต้นโหระพา และพืชผักสวนครัวอย่างอื่นอีกนานาชนิด ที่ไม่ต้องควักเงินซื้อเลย นอกจากเนื้อสัตว์เท่านั้นจริงสิเธอนึกขึ้นมาแล้วก็ถามตัวเองอยู่ในใจว่า...จะไปซื้อเนื้อสัตว์กับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ในชีวิตที่ไหน เช่นยาสระผม สบู่ ผงซักฟอก และผ้าอนามัย แต่แล้วก็นึกถึงเขาขึ้นมา คนที่เป็นสามีของเธอร่างบางเดินวนกลับมาขึ้นเรือน พอก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนบ้าน ก็เห็นร่างสูงกำยำที่นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินออกมาจากห้องน้ำ เท้าของเธอสะดุด แล้วก็ต้องเบนสายตาไปมองหน้าปัดนาฬิกาอย่างสงสัยว่าทำไมเขาตื่นเร็วจัง ตอนนี้เป็นเวลากี่โมงกันหรือแปดโมงสามนาทีเธอรู้เวลาแล้ว แต่แทนที่จะมองหน้าเขา สายตากลับมองไปที่พื้น เพราะแผงอกบึกบึนที่ปราศจากไขมันส่วนเกินตรงหน้า และแววตาคมกริบข���งเขาทำให้เธอหวาดหวั่น“ตื่นแล้วหรือคะ ทำกับข้าวเอาไว้แล้วค่ะ”เธอพูดออกไปจนได้ ไม่เห็นหรอกว่าเขามีสีหน้าแบบไหน แต่ก็คงนิ่งดุจรูปปั้นเหมือนเดิม พอเขาจะเดินผ่านเธอไปที่ห้องนอน เธอพูดกับเขาขึ้นมาอีกเสียงแผ่วเบา“ลุงที่เป็นพิธีกรมาหาค่ะ”“ลุงชื่อลุงสน”“อ๋อค่ะ”“เป็นหัวหน้าคนงานที่นี่”“ค่ะ”เขาแต่งตัวอยู่ในห้องนอน ส่วนเธอยังยืนอยู่ที่ชานระเบียงด้านนอก และดวงตามองไม่เห็นเขา จึงเดินเข้าไปใกล้ช่องระหว่างประตูอีกนิด เพราะสนทนากันโดยไม่เห็นหน้า เธอรู้สึกแปลกๆ ชอบกล“เห็นลุงบอกว่าจะให้คนเก็บมะเขือเปราะกับพริก”เขาไม่พูดอะไร นอกจากหยิบเสื้อผ้ามาสวมอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้า คนที่ไม่กล้ามองเข้าไปข้างใน ก็เสสายตาไปทางอื่นและพูดอีก“แถวนี้มีร้านค้าไหมคะ ฉันสงสัยว่าจะซื้อของได้ที่ไหน”“มีตั้งอยู่ริมถนนหน้าสวน ขี่จักรยานไปทางซ้ายอีกสักหน่อยก็เจอ”“อ๋อค่ะ” เธอนึกตามที่เขาพูดปัณณวัตรสวมเสื้อผ้าเป็นกางเกงยีนส์และเสื้อยืดเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจากห้อง มุ้งที่เคยแขวนอยู่เขาจัดเก็บเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ลุกขึ้น“กินข้าวเลยไหมคะ ฉันผัดถั่วฝักยาวกับไข่เจียวเอาไว้”เขาพยักหน้า และเดินผ่านเธอเข้าไปในครัว อนงค์นางเดินตามหลัง อีกฝ่ายเป็นคนพูดน้อยจัง น้อยจนเธอรู้สึกโดดเดี่ยว และเมื่อนั่งลงกินข้าวด้วยกัน จู่ๆ เขาก็ถามในสิ่งที่ทำให้เธอสะดุ้ง“พี่นกมาคุยเรื่องอะไรด้วยเมื่อเช้า”“คือ...”“ได้ยินว่าห้ามบอกอะไรผม มันเรื่องอะไร”“ไม่มีอะไรค่ะ”“เกี่ยวกับฝัน”“คุณได้ยิน”เขาได้ยินแน่ๆ แต่ทั้งหมดหรือเปล่า แล้วเขารู้ไหมว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งหลงรัก น่าจะรู้อยู่นะ เพราะดูแล้วไม่ใช่คนโง่ แววตาของผู้หญิงยามมองคนที่หลงรัก มักจะเต็มไปด้วยความหวาน และใบหน้ามีรอยยิ้มให้ผู้ชายอยู่เสมอ“ใช่ ได้ยิน” เขาตักข้าวเข้าปาก“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” เธอตัดสินใจที่จะไม่บอก เดี๋ยวจะกลายว่าเป็นก่อเรื่องขึ้นมา เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเชื่อคำพูดของเธอไหม ระหว่างเมียแปลกหน้ากับเด็กสาวที่รู้จักกันมานานปัณณวัตรไม่ถามอะไร แต่นึกสงสัยว่าเป็นเรื่องอะไร เพราะจากคำพูดของนกน้อยเต็มไปด้วยความกังวล จนไม่อยากให้เขารับรู้ หลังจากกินอิ่ม เขาก็ยกจานเปล่าขึ้น“ฉันอยากช่วยงานค่ะ”“ช่วยงาน?”ดวงตาคู่คมกริบหันมามองเธอ“ค่ะ เด็ดพริก เก็บมะเขือเปราะ เก็บแตงกวา ฉันทำได้”ปัณณวัตรรู้สึกแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้นิสัยเป็นยังไงนะ เห็นครั้งแรกดูบอบบางและอ่อนแอ แต่ตอนนี้เธอเรียกหางานทำ และยังเป็นงานที่ต้องทำอยู่ท่ามกลางแดดร้อนๆ เสียด้วย“ไปสิ”เขาปล่อยให้เธอลงสวน และเธอพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น จากนั้นก็ยกสำรับอาหารเข้าไปในครัว แต่ก่อนจะลงไปยังสวนกว้างที่ไกลสุดหูสุดตาด้วยกัน ชายหนุ่มบอกให้เธอรอก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในห้องนอน“เดี๋ยว!”“คะ?”“แดดแรง ต้องใส่เสื้อแขนยาว”เธอยืนรอเขาอยู่แป๊บเดียว ร่างสูงใหญ่กำยำก็เดินออกมายื่นเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตแขนยาวให้ พลางพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่ฟังดูนุ่มนวล“ใส่ซะ!”อนงค์นางรับมาสวมอย่างไม่แน่ใจ ความใหญ่ของตัวเสื้อหลวมโพรก ซึ่งทำให้เธอแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าเขาตัวใหญ่ขนาดนี้เชียวเหรอ หรือว่าตัวเธอจะเล็กไป แต่เธอก็สูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรเชียวนะ