ตอนที่ 148 ห้องทดลองสยอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินนั้นตัดสินใจที่จะศึกษาพลังอักขระที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งวิญญาณ ดังนั้นห้องทดลองของเขาจึงต้องเป็นความลับ แม้แต่มาร์เทลที่เป็นผู้ติดตามก็ไม่ควรล่วงรู้ความลับนี้ได้
เขาเชื่อว่าด้วยการแข่งขันของมหาวิทยาลัยภายในประเทศ อัจฉริยะอายุน้อยอย่างเขาย่อมตกอยู่ในสายตาของผู้คน จากพฤติกรรมที่วิวเกอฟอร์ดชิงลงมือก่อน เขาก็รู้ได้แล้วว่าต้องมีมหาวิทยาลัยอื่นยื่นข้อเสนอให้กับเขาเช่นกัน
แต่ที่ช่วงนี้เขาไม่ได้รับการติดต่อ เหตุผลอาจเป็นข้อจำกัดเรื่องอายุของเขา ความรับผิดชอบจึงตกไปอยู่ที่ผู้ปกครอง นั่นก็คือออสตินนั่นเอง
มันคาดเดาได้ไม่ยากว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ย่อมติดต่อไปที่ออสตินแน่ ดังนั้นเขาจึงสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้าเรียนได้
ต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยในฮันเดดลีก เมอร์ลินก็เชื่อว่าพวกเขาไม่ปฏิเสธนักวิชาการสามดาวที่อายุเพียงสิบเอ็ดขวบอย่างแน่นอน แม้ว่าเขาในตอนนี้จะยังไม่ได้เป็นนักวิชาการสามดาวจริงๆ ก็ตาม
แต่ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนก็คงไม่ให้สิทธิพิเศษมอบห้องทดลองส่วนตัวให้กับนักศึกษาปริญญาไดม่อน
ตอนนี้เขาสามารถหาห้องทดลองของตนเองได้แล้ว มันจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาต้องเลือกเรียนต่อที่เจเฮรีสแน่นอน
“ก่อนอื่นฉันต้องทำการเก็บกวาดที่นี่เสียก่อน น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่มีวัตถุเวทเหมือนที่บ้านบนภูเขา”
เมอร์ลินอดที่จะคิดถึงวัตถุเวททำความสะอาดของออสตินไม่ได้ ความจริงหากเขาต้องการที่จะซื้อมันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็สาหัสน่าดู
ตอนนี้เมอร์ลินเหลือเงินเพียงไม่กี่แสนวอยส์เท่านั้น เขาไม่อยากใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเพราะในอนาคตเขาย่อมจำเป็นต้องซื้อวัสดุอื่นๆ ในการวิจัย มันยังมีค่าใช้จ่ายมากมายรอเขาอยู่ข้างหน้า
“ยังไงตอนนี้ฉันต้องพึ่งตัวเองไปก่อน” เมอร์ลินมองไปรอบๆ ห้องโถงอันเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าสยดสยองสำหรับคนทั่วไป
“ฉันต้องจัดการกับโครงกระดูกพวกนี้ก่อน”
ว่าแล้วเมอร์ลินก็เริ่มลงมือทำความสะอาด เขาใช้วัตถุเวทแหวนแรงโน้มถ่วงควบคุมโครงกระดูกที่ถูกตรึงอยู่กับไม้มากมาย
ตึง!
ตอนนั้นเองเมอร์ลินก็เกิดความประหลาดใจขึ้นมา ทันทีที่เขาดึงโครงกระดูกเหล่านั้นหลุดออกมาจากแท่งไม้ได้
กระดูกพวกนั้นไม่ได้กลายเป็นฝุ่นเหมือนโครงกระดูกที่นอนอยู่บนเตียง เวทแรงโน้มถ่วงไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นฝุ่น ไม่ใช่ว่าเมอร์ลินไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง แต่เป็นเพราะว่ากระดูกพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าปกติ
“หืม? เป็นไปได้ยังไง?”
พวกมันมีอายุมากกว่าร้อยปี ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ต่อให้ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันแต่คงจะห่างกันไม่กี่ปี แล้วทำไมมันถึงไม่แตกสลายเป็นฝุ่นเหมือนกระดูกชิ้นอื่นๆ
เมอร์ลินบังคับกระดูกชิ้นนั้นให้ลอยเข้ามาหาแล้วจ้องมองมันอย่างสงสัย
แสงจากตะเกียงส่องลงไป
ดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างเมื่อเห็นบางสิ่งที่อยู่บนกระดูก
“นี่มันอะไรกัน?”
เมอร์ลินพบอะไรบางอย่างอยู่บนกระดูก เขายื่นมือเขาไปลูบและพบว่ากระดูกไม่ได้บอบบางหรือเก่าแก่จนกลายเป็นฝุ่น
ดวงตาของเมอร์ลินแหลมคมกว่าปกติ ไม่นับว่าเขามีพลังจิตแต่เขายังมีดวงเนตรสีเงินที่มีคุณสมบัติด้านการรับสัมผัสอีกด้วย
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่าบนกระดูกมีอักขระปรากฏอยู่
“ตัวหนังสือพวกนี้?” หัวคิ้วของเมอร์ลินขมวดมุ่น
อักขระเหล่านั้นมีขนาดเล็กมาก ความเล็กของมันยากที่จะมองด้วยตาเปล่าเห็น แต่โชคดีที่เมอร์ลินมีความสามารถพิเศษโดยมองด้วยดวงเนตรสีเงินจึงสังเกตเห็นมัน
ทว่าเขากลับอ่านตัวหนังสือเหล่านี้ไม่ออก!
ต้องรู้ไว้ว่าเขาได้อ่านหนังสือมากมายเพียงใด แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถอ่านอักษรบางตัวที่อยู่บนกระดูกได้
“บางตัวดูเหมือนตัวหนังสือที่ใช้ในโลกนี้ แต่บางตัวกลับดูเหมือนอักษรรูน ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอักขระอีกประเภทหนึ่ง” เมอร์ลินกล่าวพึมพำ
โลกแห่งนี้กว้างใหญ่มาก เพียงแค่มหาทวีปแห่งนี้ก็มีจำนวนประชากรนับพันล้านคนแล้ว ซึ่งมหาทวีปแห่งนี้ก็ยังไม่ใช่ทวีปที่ใหญ่ที่สุด มันยังมีอีกหลายมหาทวีปอย่างเช่นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนปีศาจ และดินแดนอสูร
โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินไป แม้กระทั่งในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเดินทางรอบโลกได้ แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ก็ยังเชื่อว่าโลกแบนและดวงดาวมากมายหมุนรอบโลกเลยด้วยซ้ำ
“แม้ฉันจะเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาษาโบราณมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยพบกับอักษรพวกนี้”
กล่าวตามตรงก่อนหน้านี้เมอร์ลินนั้นไม่ได้ใส่ใจในเรื่องภาษาหรือตัวอักษรมากนัก เพราะดินแดนศักดิ์สิทธิ์และดินแดนเวทมนตร์มีรากเง้าเดียวกัน ดังนั้นภาษาที่พวกเขาใช้จึงเหมือนกัน
ในตอนที่เมอร์ลินมายังดินแดนเวทมนตร์ครั้งแรกเขาจึงไม่มีปัญหาเรื่องภาษา
แม้มหาทวีปแห่งนี้จะมีร้อยประเทศและมีประชากรหลายพันล้าน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังพูดและใช้ภาษาเดียวกัน
มันจึงไม่มีความจำเป็นที่เมอร์ลินจะต้องเรียนภาษาอื่นเพิ่ม
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนศึกษาเรื่องนี้ พวกเขาได้เขียนหนังสือออกมามากมายเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาเทพและภาษาปีศาจ
ภาษาเทพคือภาษาที่ใช้ในบทสวดของศาสนจักร ส่วนภาษาปีศาจนั้นถูกเผยแพร่ออกมาจากดินแดนปีศาจ
นอกจากนี้แล้วยังมีภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้เช่นกัน เพราะมหาทวีปอื่นไม่ได้เป็นปึกแผ่นเหมือนดินแดนเวทมนตร์ พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ ต่างคนต่างเผ่า มันจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีภาษาเพื่อใช้สื่อสารเป็นของตนเอง
ซึ่งอักขระที่สลักอยู่บนกระดูกอาจจะเป็นหนึ่งในภาษาเหล่านั้น
นอกจากกระดูกแล้วสิ่งที่เมอร์ลินสังเกตเห็นก็คือลิ่มสีเงิน
เวลาผ่านไปนานมากขนาดนี้ แต่ลิ่มเหล่านี้กลับดูเกลี้ยงเกลา มองไม่เห็นถึงความเก่าแก่เลยแม้แต่น้อย
เมอร์ลินหยิบลิ่มชิ้นหนึ่งออกมาดู เขาถอนมันออกมาจากโครงกระดูกตรงหน้า
แต่ทันทีที่ลิ่มนั้นมาอยู่ในมือ ดวงเนตรสีเงินของเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากลิ่มเงินชิ้นนี้
“หืม? พลังวิญญาณอย่างนั้นหรอ?”
หากเมอร์ลินไม่ลองจารึกอักขระลงบนวิญญาณ เขาคงจะไม่รู้ว่าพลังนี้คืออะไร แต่เพราะเขาเคยสัมผัสกับพลังวิญญาณมาก่อนจึงรู้ว่าลิ่มเงินชิ้นนี้มีกลิ่นอายของพลังวิญญาณ
“มันแน่ชัดแล้วว่านี่คือห้องทดลองของผู้ใช้ศาสตร์วิญญาณจริงๆ แต่น่าแปลกทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันกวาดพลังจิตออกไปสำรวจดูแล้ว แต่กลับไม่สามารถตรวจหาวัตถุพลังวิญญาณแบบนี้ได้พบ”
ขณะเดียวกันเมอร์ลินก็เดินถือตะเกียงไปที่ผนังของห้องโถง
เวลานั้นแสงจากตะเถียงทำให้เขาได้เห็นภาพนูนที่เหมือนกับผนังทางเดิน แต่ผนังนี้กลับดูไม่ใช่ร่างของมนุษย์ธรรมดา เพราะมันคือภาพของสิ่งมีชีวิตร่างใหญ่ ที่มีหลายหัวหลายมืออยู่ในตัวเดียวกัน มิหนำซ้ำร่างนี้ยักมีปากที่แยกเขี้ยวอยู่เต็มร่างกาย ราวกับเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
แต่น่าเสียดายที่ภาพอันน่าสยดสยองเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้อารมณ์บนใบหน้าของเด็กน้อยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเดินเรียบผนังต่อไปเรื่อยๆ เขาก็ได้เห็นภาพนูนของสัตว์ประหลาดมากมาย บางตัวถึงกับมีรูปร่างคล้ายครึ่งคนครึ่งสัตว์ด้วยซ้ำ แต่รูปร่างของพวกมันดูเหมือนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะยังเห็นรอยเย็บเหมือนมีคนตั้งใจนำอวัยวะต่างๆ มาตัดต่อกันใหม่
หาใช้แสงไฟจากตะเกียงที่มากกว่านี้ เมอร์ลินก็จะพบว่าภาพสัตว์ประหลาดเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ผนัง แต่มันลามไปทั่วทั้งห้องจรดเพดาน
“หรือคนคนนี้คิดจะสร้างโฮมุนคูสขึ้นมา?”
จากภาพและสิ่งต่างๆ ในห้องนี้ดูเหมือนว่าเมอร์ลินพอจะคาดเดาได้แล้วว่าที่นี่อาจเป็นห้องทดลองเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณ และมันอาจเกี่ยวข้องกับศิลานักปราชญ์