“มองเห็นข้าแล้วเหรอ!?! เ้า...โอฟีลีย์สินะ ข้าชื่อ ‘เชียร’ ขอบใจนะที่ปล่อยข้าออกมา!”
เ้าของเสียงปริศนาพูดกับโอฟีลีย์อย่างดีใจหลังจากตนถูกขังอยู่ในภาชนะแคบๆ อย่างโดดเดี่ยวโดยไม่รู้วันรู้คืนไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร และไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นจากการคุมขังได้อย่างไรการได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้งและมีคนรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเขาในที่สุด นับเป็ประกายแห่งความหวังที่เขาไม่ได้ััมานาน
“จะ...เ้ารู้ชื่อข้าได้ยังไง?” โอฟีลีย์ละล่ำละลักถามเธอซบหน้าลงกับมืออันสั่นเทา ไม่กล้าแม้จะเงยหน้ามองสิ่งที่เรียกตัวเองว่า ‘เชียร’ ให้เต็มตา
“ได้ยินเพื่อนเ้าเรียกเช่นนั้นตอนที่เ้าปล่อยข้าออกมาครั้งแรกตอนนั้นทั้งเ้าและเพื่อนไม่มีใครมองเห็นข้าเลย ข้ากังวลแทบตาย...” คนถูกถามตอบอย่างใสซื่อ
แม้ว่าบุรุษปริศนาจะพูดจาดูเป็มิตรกว่าที่เธอเคยจินตนาการว่าพวกภูตผีปีศาจน่าจะเป็แต่หญิงสาวก็ยังไม่สามารถห้ามร่างกายไม่ให้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวได้แน่นอนว่าเธอปรารถนาอย่างหนักแน่นที่จะช่วยปลดปล่อยเขาออกจากที่คุมขังแต่เธอยังได้เตรียมใจว่าอยู่ๆ เขาจะโผล่มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอเช่นนี้
“ข้าทำให้เ้ากลัวงั้นเหรอ...ต้องขออภัยด้วย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ละขอแค่อย่างเดียว อย่าเรียกข้ากลับเข้าไปในสลักนั่นอีกได้ไหม?” เมื่อเห็นโอฟีลีย์ดูหวาดกลัวเขาขนาดนั้นน้ำเสียงที่เคยตื่นเต้นดีใจก็โศกสลดขึ้นมาทันที เขาหันหลังเดินออกห่างจากหญิงสาวจากความหวังที่ผุดขึ้นมาในชั่วเวลาสั้นๆกลายเป็ความเคว้งคว้างที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป
โอฟีลีย์เองก็สับสนหนักเธอไม่เคยเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติมาก่อนในชีวิต แต่กลับมองเห็นเชียรได้ ทั้งๆเมื่อคราวที่เปิด ‘สลักกักผี’ ครั้งก่อนเธอยังมองไม่เห็นเขาอยู่เลยแต่แล้วใจเธอก็ประหวัดไปถึงสิ่งที่ตนเองอธิษฐานกับพระผู้เป็เ้าไว้
‘ถ้าเป็ผู้ตกทุกข์ได้ยากหรือจิติญญาที่หลงทาง ก็ขอให้พบพาน…’
คิดได้แบบนั้นหญิงสาวก็สงบความกลัวลงได้พระเป็เ้าอยู่ข้างเธอ นี่คงเป็พระประสงค์ของพระองค์เป็แน่โอฟีลีย์เอามือที่ปิดหน้าออกมาแตะร่างกายเป็สัญลักษณ์ไม้กางเขนก่อนจะเอ่ยปากรั้งเชียรเอาไว้
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป...ถ้าเ้าออกไปเตร็ดเตร่ตามลำพัง หมอผีนั่นต้องล่าตัวเ้ากลับไปอีกแน่”
“ข้า...ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไป...” ชายปริศนาเอ่ยอย่างสับสน
“เ้าคืออะไรงั้นหรือ? เป็ผี ปีศาจ...หรือสิ่งอื่น?”หญิงสาวถามเพื่อความแน่ใจคริสตังอย่างเธอถูกห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับปีศาจ แต่ ‘ผี’ ในความเชื่อของชาวสยามนั้นไม่เคยถูกบัญญัติเอาไว้ในพระคัมภีร์และเธอก็ยังไม่แน่ใจว่าเธอควรจะรับมืออย่างไร
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ข้าเป็ตัวอะไร เ้าลืมตาขึ้นมามองข้าแล้วช่วยบอกข้าทีได้ไหม” ชายผู้ที่ดูจะเต็มไปด้วยความสับสนเดินกลับมาหยุดยืนใกล้ๆโอฟีลีย์ หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจก่อนจะค่อยๆ ลืมตามองไปที่เชียร
สิ่งที่เธอเห็นเบื้องหน้าคือร่างเกือบโปร่งใสที่เรืองแสงรางๆ ในห้องอันมืดสลัวของชายหนุ่มคนหนึ่งดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอหรืออาจจะเด็กกว่านิดหน่อยแม้ว่าร่างของชายตรงหน้าจะดูเลือนรางเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดเจนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ คือเครื่องหน้าอันงดงามหมดจดที่ประกอบกันอยู่บนใบหน้าของเขาเรือนผมตรงยาวถึงบั้นเอวเป็สีแดงเพลิงงามจับตาอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนมันปลิวสยายอยู่รอบกายเขาราวกับต้องลม แม้ในห้องจะไม่ได้มีลมพัดสักแอะดวงตาคู่สวยสีดั่งเืนั้นคมกริบ ขัดกับแพขนตายาวหวานละมุนแม้จะไม่ได้มีแววตาของความอาฆาตมาดร้ายแต่ยามที่จ้องมองก็อดทำให้เธอสั่นสะท้านไม่ได้
สวยเกินกว่าจะบอกว่าเป็ไปหน้าของบุรุษ แต่คมเข้มเกินกว่าจะบอกว่าเป็ใบหน้าของสตรีเป็ตัวตนที่ให้ความรู้สึกทรงพลังกว่ามนุษย์แต่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะกล่าวหาว่าเป็ปีศาจ การดำรงอยู่ของชายตรงหน้าเธอให้ความรู้สึกกำกวมหากแต่ก็กลมกล่อมอย่างประหลาดเช่นกัน
เมื่อเลื่อนสายตาจากใบหน้าที่ราวกับเป็ผลงานชิ้นเอกของพระเ้าลงมาเธอก็ตระหนักว่าร่างสูงโปร่งที่ลอยอยู่เหนือพื้นเล็กน้อยตรงหน้านั้นเปลือยเปล่า...
ใช่เปลือยเปล่า เผยกล้ามเนื้อที่สวยงามพอเหมาะพอดีไปทุกสัดส่วน
หญิงสาวถึงกับเข่าอ่อนทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นทันควัน ตาจ้องเขม็งไปที่ลายไม้ที่พื้นกระดาน ตัวแข็งทื่อสำหรับหญิงสาวหมอสอนศาสนาที่ถือพรหมจรรย์อย่างเธอการต้องมาเห็นผีและผู้ชายเปลือยในคราวเดียวกันนั้น ถือเป็อุบัติการณ์ระดับหายนะเธอแทบอยากจะออกบวชเพื่อล้างบาปเสียซะตอนนั้น
เชียรลงมานั่งขัดสมาธิกับเธอที่พื้น...จะว่าพื้นก็ไม่ถูกเพราะร่างเขาลอยอยู่เหนือพื้นตลอดเวลา ราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้มีผลต่อเขาเขาเอียงหน้าตัวเองให้มาอยู่ในระยะสายตาของเธอที่ยังจับจ้องอยู่ที่พื้นไม้
“ข้าขอโทษที่ทำให้ไม่สบายใจ แต่ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย ข้าเป็ใครมาจากไหน ที่นี่ที่ไหนหรือแม้แต่ข้าเป็ตัวอะไรข้าก็ยังไม่แน่ใจ...ข้ารู้แค่ว่าเ้าเป็คนแรกที่ข้าเห็นหลังจากออกมาจากห้องแคบๆในสิ่งที่ชายคนนั้นเรียกว่าสลักกักผี...เ้า...พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับข้าไหม?”ความสับสนของชายหนุ่มถูกถ่ายทอดผ่านคำถามที่ทำให้โอฟีลีย์รู้สึกว่าหากจะมีใครสักคนสมควรถูกเรียกว่า ‘ลูกแกะหลงทาง’ ที่สุด คนคนนั้นก็คงจะเป็ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้
และถ้าให้ตอบคำถามของเขาตามภาพที่เห็นโอฟีลีย์ก็อยากจะตอบว่าเขาเป็ทูต์ แต่ถ้าให้ตอบตามความเป็ไปได้ ก็คงหนีไม่พ้น…
“เ้าเป็...ผี ละมั้ง? ขะ...ข้าเคยได้ยินว่าชาวสยามชอบเลี้ยงผีไว้ในภาชนะต่างๆแล้วตัวเ้าเองก็ออกมาจากภาชนะอันนั้น” โอฟีลีย์ตอบพลางชี้ไปที่เขี้ยวเสือที่ตกอยู่ข้างๆอันเป็สิ่งที่หมอผีคนนั้นพูดเป็นัยชัดเจนว่ามันใช้ ‘กักผี’
“ผีงั้นเหรอ?”
“อืม...ผี หมายถึงคนตายไปแล้วเหลือแต่ิญญา ไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ได้แล้วแต่ิญญาเ้าคงถูกหมอผีเหนี่ยวรั้งไว้จนไม่สามารถเข้าสู่แดนชำระ...แต่ไม่ต้องห่วงนะข้าจะนำพาเ้าไปพบพระเป็เ้าเอง...ไปสู่สุคติอย่างที่เ้าสมควรได้รับ” เธอตอบเชียรไปเช่นนั้น แต่ไม่ได้บอกเขาว่าแม้เขาจะเป็ผีก็เป็ผีที่ดูมีชีวิตกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้หรือกว่าที่ใครๆเคยเล่าให้ฟังมากนัก...อย่างน้อยเขาก็ทำให้ประสบการณ์เจอผีครั้งแรกในสยามของเธอไม่เลวร้ายนักล่ะนะ
“งั้นเหรอ...ข้า...ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ข้าควรอยู่สินะ...” เชียรเปรย คลี่ยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าทำไมถึงแม้โอฟีลีย์จะพูดว่าจะส่งเขาไปอยู่ในที่ที่ดูเหมือนจะดีกว่าแต่ความรู้สึกว่าต้องจากโลกนี้ไปแล้วมันช่างน่าเ็ป
“งั้น...พร้อมไหม? ข้าจะลองสวดบทขับไล่...เอ่อบทส่งิญญาที่ข้าเคยเรียนมาล่ะนะ”
“อะ...อืม...”
สิ้นเสียงรับคำของเชียรโอฟีลีย์ก็ถอดสร้อยไม้กางเขนของเธอออกมา แล้วแตะไปที่หน้าผากของเขา...ไม่สิจะเรียกว่าแตะก็ไม่ถูกนัก เพราะเขาไม่มีกายเนื้อให้ัั เชียรหลับตาลงปล่อยให้โอฟีลีย์ทำพิธีของเธอแต่โดยดี ในเมื่อเขาไม่มีความทรงจำ ไม่มีจุดมุ่งหมายไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องอยู่บนโลกนี้ต่อไป การไปอยู่ในที่ใหม่ที่เป็ที่ของเขาอย่างแท้จริงก็คงดีที่สุดแล้ว
“อะแฮ่ม...ในพระนามและโดยพระอานุภาพของพระเยซูคริสต์เ้าองค์พระผู้เป็เ้าของเรา เราขอขับไล่เ้าจากผู้ที่เ้าสิงสถิตอยู่ในหมู่เราเ้าผู้มีจิตใจสกปรก พลังทั้งสิ้นของซาตาน ผู้รุกรานจากนรก กองทัพ กองพลและกลุ่มกองชั่วร้ายทั้งสิ้น...”
บทสวดแรกจบลงด้วยความเงียบงันเชียรยังอยู่ตรงนั้น หน้าตาเขาดูเศร้ายิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีกทำเอาหัวใจโอฟีลีย์ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“อืม...บทนี้ใช้ไม่ได้งั้นลองอีกบทหนึ่งนะ...เดชะพระนามแห่งพระเยซูคริสต์เ้า องค์พระผู้เป็เ้าของเราเดชะพระนางมารีผู้นิรมล พระมารดาของพระเ้า อัครเทวดามิคาเอลอัครสาวกเปโตรและเปาโล และนักบุญทั้งหลายข้าขอขับไล่การจู่โจมและการล่อลวงของปีศาจและจิตชั่วร้ายทั้งปวง...”
บทสวดที่สองยังคงจบลงที่ความเงียบเชียรยังคงอยู่ที่เดิม บทสวดของคริสตังใช้กับเขาไม่ได้ผลซึ่งโอฟีลีย์ก็ไม่แน่ใจว่าเป็เพราะอะไร เชียรลืมตาขึ้นเอ่ยคำถามที่โอฟีลีย์กลัวที่จะได้ฟัง
“พระผู้เป็เ้าที่เ้าพูดถึงมองว่าผีอย่างข้าเป็สิ่งชั่วร้ายที่ต้องขับไล่งั้นเหรอ...แต่ข้าไม่ได้มุ่งร้ายกับใครหรอกนะเ้าสบายใจได้”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ! ข้าผิดเอง คือ...อาจจะเพราะที่ข้าสวดไปเป็บทขับไล่ปีศาจซึ่งผีกับปีศาจคงจะไม่เหมือนกัน ถึงใช้บทสวดพวกนั้นไม่สำเร็จ” โอฟีลีย์พยายามหาคำอธิบายให้กับสิ่งที่เธอไม่เคยอ่านเจอในตำราดวงตาคู่สวยหลุบต่ำอย่างเจ็บใจกับความไร้ความสามารถของตัวเองบททดสอบที่พระเ้าส่งมา เธอรู้สึกว่าเธอกำลังสอบตกโดยสิ้นเชิงแต่ที่รู้สึกแย่กว่าการสอบตกก็คือเผลอไปทำให้ดวงิญญาตรงหน้าต้องถามอะไรแบบนั้นออกมานั่นแหละ
“อย่าโทษตัวเองสิ! เ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลยโอฟีลีย์ขอบใจมากนะที่พยายามช่วยข้าขนาดนี้ แต่ข้าไม่อยากรบกวนเ้าไปมากกว่านี้แล้วเราลากันตรงนี้เถอะ”
เชียรอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่เห็นโอฟีลีย์ดูเศร้าสร้อยขนาดนั้นทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่ต้องมาช่วยเหลือหรือรับผิดชอบชะตากรรมของเขาเลยแท้ๆและตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากเป็ภาระของใคร เพราะฉะนั้น การแยกไปตามทางของตัวเองน่าจะเป็การดีต่อทั้งเขาและเธอมากกว่า
แต่ก่อนที่เชียรจะลุกเดินจากไปโอฟีลีย์ผู้ถูกถาโถมด้วยความรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองช่วยใครไม่เคยได้เป็คนดีตามตำราไปวันๆ มาทั้งชีวิตก็โพล่งออกมาในสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้พูดกับภูตผีปีศาจที่ไหน
“เชียร...เ้าสูญเสียความทรงจำไปหมดแบบนั้น คงจะโดดเดี่ยวมากให้ข้าเป็เพื่อนคนแรกของเ้าเถอะ ถ้าเป็เพื่อนก็จะช่วยเหลือกันได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็ภาระใช่ไหมล่ะข้าจะอยู่ช่วยจนกว่าเ้าจะไปสู่สุคติได้ หรือถ้าไม่ได้...อย่างน้อยมีเพื่อนก็ดีกว่าเร่ร่อนไปคนเดียวนะ”
โอฟีลีย์เงยหน้าสบตากับเชียรตรงๆเป็ครั้งแรก ทั้งคู่มองกันอย่างนั้นนิ่งนาน คนหนึ่งรอคำตอบอีกตนหนึ่งคิดหนักว่าตัวเองจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้อีกฝ่ายจริงๆ น่ะเหรอแต่สุดท้ายความ้าใครสักคนมาอยู่เคียงข้างใน่เวลาที่เคว้งคว้างที่สุดก็เป็ฝ่ายชนะชายผมแดงที่ตื้นตันเกินกว่าจะเรียบเรียงคำพูดใดๆออกมาได้จึงยิ้มให้หญิงสาวแทนคำตอบเป็รอยยิ้มที่ใสซื่อที่สุดเท่าที่โอฟีลีย์เคยพบ ในวินาทีนั้นนอกจากเื่ที่เชียรเป็เพียงร่างเลือนรางที่ไม่มีกายเนื้อแล้วเธอก็ไม่รู้สึกว่าเขาต่างจากเธอหรือคนที่ยังมีชีวิตคนอื่นเลยแม้แต่น้อย...แถมยังเป็คนที่มาพร้อมแววตาบริสุทธิ์ราวเด็กแรกเกิดจนเธออยากจะปกป้องเขาจากชะตากรรมอันโหดร้ายทั้งที่เคยผ่านมาและที่กำลังจะผ่านไป
“ตอนนี้เ้าอยู่ที่หมู่บ้านชาวฟรองเซแห่งอยุธยา ปี 1682...อ่า แต่ถ้านับในแบบชาวสยาม ก็ต้องบอกว่าปี 2225 สินะข้าชื่อโอฟีลีย์ เป็หมอสอนศาสนาคริสต์กับภาษาฟรองเซอยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟยินดีที่ได้รู้จัก” โอฟีลีย์ยิ้มกลับไปให้เพื่อนใหม่ยื่นมือออกมาข้างหน้าเพื่อให้เชียรจับ
“ข้าชื่อเชียร เป็ผีที่เป็เพื่อนของโอฟีลีย์ยินดีที่ได้รู้จัก...จากนี้ไป ช่วยสร้างความทรงจำใหม่กับข้าแทนที่ส่วนที่หายไปทีนะ”เชียรยื่นมือโปร่งใสไปจับหลอกๆ กับโอฟีลีย์แม้จะไม่ได้ัักับจริงๆ แต่ทั้งคู่ก็ััได้ถึงมิตรภาพที่ส่งผ่านถึงกัน
‘ส่วนข้าชื่อลูธ เป็นากน้อยน่ารักของโอฟีลีย์ และโอฟีลีย์เป็ของข้าไม่ยอมให้ผีแปลกหน้าที่ไหนมายุ่มย่ามด้วยหรอกนะ!’
เสียงเล็กๆอีกเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังโอฟีลีย์ เชียรหันไปหาต้นเสียงตัวนากตัวหนึ่งกำลังวิ่งย่องแย่งตรงมาด้วยขนที่เปียกหมาดๆ เหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำมันพุ่งตัวเข้าคลอเคลียกับมือโอฟีลีย์ที่จับกับเขาอยู่ส่วนมือของเขาก็ทะลุตัวมันไปราวกับเป็อากาศธาตุ มันส่งเสียงแอ๊ๆ อย่างออดอ้อนโอฟีลีย์เพียงหัวเราะแล้วเกาหัวเกาหูมันด้วยความเอ็นดู
เชียรชักมือกลับอย่างงงๆเพราะเสียงพูดที่ราวกับเด็กมนุษย์ของมันนั้น ดูเหมือนจะมีเพียงเขาที่ได้ยิน