ราตรีดำเนินไปจนดึกสงัดเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมขับกล่อมความเงียบของค่ำคืนในชนบทกลิ่นดินชื้นหลังฝนคละเคล้ากับกลิ่นใบไม้แห้งลอยเอื่อยเข้ามาทางหน้าต่างที่แง้มไว้
ภายในบ้านไม้สองชั้นขนาดย่อมแสงสีฟ้าอมเทาจากหน้าจอโทรทัศน์ที่ถูกปิดเสียงไว้สาดส่องเป็เงาตะคุ่มบนผนังไม้เก่าๆแต่บรรยากาศกลับไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ควรจะเป็
บางที...อาจจะเป็เพราะฤทธิ์ของเหล้าขาวสี่สิบดีกรีที่พร่องไปเกือบครึ่งเป็ตัวช่วยละลายพฤติกรรมหรืออาจจะเป็เพราะความเป็กันเองอย่างไม่ถือตัวของเด่นบวกกับความเปิดเผยและอยากรู้อยากเห็นของอั๋น
จึงทำให้กำแพงน้ำแข็งที่เคยขวางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสองค่อยๆทลายลงอย่างรวดเร็ว
“เข้ามาใกล้ๆ หน่อย แม่งมองไม่เห็น” เด่นว่าพลางขยับตัวเล็กน้อยเอนหลังพิงพนักโซฟา มองเด็กหนุ่มด้วยสายตาพิจารณา
อั๋นกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เขาขยับเท้าเปล่าๆ ที่ัักับพื้นเย็นเฉียบ ค่อยๆก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ระหว่างโซฟากับโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่วางขวดเหล้าและกับแกล้มไว้
ร่างสูงบนโซฟาขยับตัวลุกขึ้นนั่งตรงๆก่อนจะยื่นฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการเข้าฟิตเนส แตะลงบนหัวไหล่ของเขาเบาๆแล้วค่อยๆ ลากไล้ลงมาตามแผงหลัง
ัันั้นมันทั้งร้อนและสากจนน่าขนลุก…
“หันหลัง” เสียงเดิมสั่งอีกครั้ง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
ร่างโปร่งหมุนตัวตามคำสั่งนั้นอย่างเชื่องช้าเขารู้สึกเหมือนเป็หุ่นยนต์ที่กำลังถูกประเมินราคาฝ่ามือหนานั้นยังคงลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลัง ััหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยบีบเคล้นกล้ามเนื้อ่เอวเบาๆ ราวกับจะทดสอบความหนาแน่นและยืดหยุ่นของมัน
“หืม...ก็ไม่ได้แห้งกะหร่องนี่หว่า” เด่นพึมพำพลางยกยิ้มมุมปากดวงตาคมกริบคู่นั้นไล่สำรวจรูปร่างของอั๋นั้แ่ต้นคอจรดบั้นเอว
“แค่ซ่อนรูปเฉยๆ”
“ใช่เลยพี่! ่นี้ผมก็พยายามวิดพื้นอยู่ทุกวันนะ”อั๋นรีบหันกลับมาเสนอผลงาน ดวงตาเป็ประกายเล็กน้อย เขายืดตัวขึ้นแอ่นอกที่เริ่มจะมีกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้างให้ดูอย่างภาคภูมิใจ
“แต่ทำยังไง๊…ยังไง กล้ามมันก็ไม่ใหญ่เหมือนของพี่เลยอ่ะท้อจะแย่” เขาเผลอชี้ไปยังแผงอกหนั่นแน่นของคนที่นั่งมองอยู่ ก่อนจะถือวิสาสะค่อยๆยื่นปลายนิ้วชี้ที่สั่นเทาเล็กน้อยเข้าไปใกล้ๆ
แล้วแตะััลงไปบนยอดอกนั้นเบาๆอย่างกล้าๆ กลัวๆปลายนิ้วของเขาซึมซับความอุ่นและความแข็งกระด้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวเนื้อนั้น
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นโครมครามขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วได้ััเข้ากับผิวเนื้ออุ่นๆและความแน่นตึงของมัดกล้ามเนื้ออกนั้น มันทั้งแข็งราวหินผาแต่ก็มีความยืดหยุ่นนุ่มมืออย่างน่าประหลาด
เป็ััที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ชอบมั้ยล่ะ?” เสียงทุ้มต่ำของเด่นถามขึ้นพลางยกยิ้มบางๆ
“ถ้าชอบก็ลองจับดูให้เต็มที่กูไม่หวงหรอก” คนพูดคลายมือที่จับไหล่ออกเอนหลังพิงพนักโซฟาหนังเก่าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด อย่างสบายอารมณ์ทำเหมือนกับว่าภาพตรงหน้าเป็เื่ปกติที่สุด ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเล็กน้อยปล่อยให้กลิ่นแอลกอฮอล์แรงๆ แผ่ซ่าน
เมื่อได้รับอนุญาตความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความเขินอายไปจนหมดสิ้น
อั๋นค่อยๆวางฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงไปบนหน้าท้องแบนราบของเด่น ลูบไล้ไปมาอย่างแ่เบาััได้ถึงความตึงของมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดแต่แข็งแรงนั้น
ก่อนจะค่อยๆไล่ฝ่ามือสูงขึ้นไปตามแนวซี่โครงจนกระทั่งถึงแผงอกที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามเนื้อสวยงาม ภายใต้แสงสลัวเขาเห็นไรขนอ่อนๆ ที่ขึ้นประปรายบริเวณนั้น
“โห...พี่เด่น” เขาครางออกมาเบาๆ อย่างอดใจไม่ไหว
“โคตรแข็งเลยพี่...แต่มันก็นุ่มๆด้วย แปลกดี...มันไม่เหมือนกับ...” เขาชะงักคำพูดไปกะทันหันใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่เหมือนกับอะไรวะ?”ร่างสูงบนโซฟายกยิ้มมุมปากถามอย่างรู้ทัน ดวงตาเป็ประกายล้อเลียนเล็กน้อย
“ก็...ไม่เหมือนกับหน้าอกของผู้หญิงน่ะสิพี่”เขากระซิบตอบกลับไปด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย แทบจะไม่ได้ยิน
“ฮ่าๆๆๆ ไอ้สัสนี่!”เด่นะเิหัวเราะลั่นออกมาอย่างชอบใจในความซื่อตรงนั้นเสียงหัวเราะนั้นก้องกังวานอยู่ในห้อง
“แก่แดดแต่เด็กเลยนะมึงเนี่ย!ระวังเหอะ ไปทำใครเขาท้องขึ้นมาจะยุ่ง!” เขาพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปพ่นเมล็ดแตงโมที่คาบไว้ตรงริมฝีปากใส่หน้าผากอีกฝ่ายเบาๆอย่างนึกสนุก เมล็ดแตงโมเล็กๆ ัักับผิวหน้าผากของอั๋นเบาๆ ก่อนที่เขาจะคว้ามันไว้ได้ทัน
เด็กหนุ่มรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเก้อเขินแก้เกี้ยว แล้วหยิบเม็ดแตงโมในมือขึ้นมาแกะกินเมล็ดด้านในตามอย่างไม่คิดอะไรปล่อยให้บรรยากาศของความเป็กันเองและความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆนั้นดำเนินต่อไปในห้องนั่งเล่นที่มืดสลัว...
“ทำอะไรกันน่ะ?”
จู่ๆเสียงยานคางที่ฟังดูแหบแห้งก็ดังขึ้นจากทางลงบันไดไม้ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเบาๆน้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความงัวเงียและความสงสัยทำให้บรรยากาศที่กำลังผ่อนคลายพลันหยุดชะงักลงในทันที!
เด่นรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรงแววตาที่เคยอ่อนโยนกลับมาแข็งกร้าวเล็กน้อยส่วนอั๋นก็รีบคว้าเสื้อยืดของตัวเองที่พาดอยู่บนโซฟาขึ้นมาถือบังหน้าอกไว้อย่างลนลานใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
ที่ขั้นบันไดบนสุดร่างเล็กของเดียวยืนเกาะราวบันไดไม้เก่าๆ อยู่เขาห่อตัวเองด้วยผ้าห่มผืนหนาที่ดูใหญ่เกินตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาปรือเล็กน้อยแต่ก็ยังคงจับจ้องมายังพวกเขาทั้งสองอย่างสงสัย
ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากพิษไข้แต่แววตาคู่นั้นกลับมีประกายของคนที่จับผิดอะไรบางอย่างได้
แท้จริงแล้ว...เขาที่นอนซมอยู่บนเตียงไม่ได้หลับเลยสักนิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวทำให้เขาพลิกตัวไปมาอย่างไม่สบายตัว บวกกับเสียงหัวเราะคิกคักและเสียงพูดคุยที่ดังลอดขึ้นมาจากข้างล่างทำให้เขาค่อยๆ พยุงร่างตัวเองลุกจากเตียงเดินย่องไปยังมุมหนึ่งของห้องที่พื้นกระดานมีร่องมีรูอยู่บ้าง
เขาค่อยๆก้มลงมองลอดช่องแคบๆ นั้นลงไปยังชั้นล่างภาพที่เห็นภายใต้แสงสลัวทำให้เขาถึงกับต้องเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย...
ไอ้เพื่อนซี้ตัวดีกำลังยืนถอดเสื้ออยู่กับพี่ชายของเขา!
ด้วยความสงสัยปนกับความรู้สึกแปลกๆ ที่บอกไม่ถูกเขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องลงไปดูให้เห็นกับตาให้ได้...
“อะ...ไอ้เชี้ยอั๋น! มึงจะแก้ผ้าทำไม!” เดียวทำตาโตเท่าไข่ห่านมองเพื่อนสนิทที่ยืนกอดเสื้อไว้กับอกอย่างใ ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง
“แล้วนั่น...อะไรกัน?” เขาเดินลงมาจนถึงพื้นชั้นล่างพูดพลางชี้นิ้วไปยังขวดเหล้าขาวและแก้วเป๊กที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะหันไปทำหน้าเขียวใส่พี่ชายตัวเองด้วยสายตาจับผิด
“ไอ้เด่น! มึงชวนมันกินเหล้า… มึงไม่รู้อะไรซะแล้ว!”
ร่างที่ห่อด้วยผ้าห่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ระวังมันเมาแล้วจะคลานสี่ขาอ้อ! แล้วอย่าให้มันออกจากบ้านไปได้ล่ะ ไม่งั้นมึงได้เหนื่อยตามเก็บศพมันแน่!”เขาหรี่ตามองเพื่อนสนิทอย่างรู้ทัน
“ไอ้เวรนี่พอเหล้าเข้าปากแล้วชอบใจกล้า…ชอบมองหาสาวไปเรื่อย เมากับมันระวังจะโดนตีนเข้าสักวัน...” เขาพูดเหมือนจะขำๆแต่ในน้ำเสียงนั้นก็มีแววเตือนอย่างชัดเจน
คนที่ยืนเปลือยอกถึงกับหน้าเหวอรีบเอาเสื้อยืดที่ถือบังตัวเองขึ้นมาม้วนๆ ทำท่าเหมือนนวมชกมวย
“ปากมากอีกแล้วมึง!กูไปทำอย่างนั้นตอนไหน! มึงอย่ามาพูดจาใส่ร้ายกูนะไอ้เดียว!” อั๋นทำหน้ายุ่งเหงื่อเริ่มซึมตามขมับ เขาเหลือบมองเด่นด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ