บทที่ 1 ประธานอวี๋ผู้มีคุณธรรม สวยทั้งภายนอกและภายใน (รีไรต์)
เดือนกรกฎาคมในเมืองหลวงร้อนราวกับเพลิงสุม บ้านหลังหนึ่งในเขตซีเฉิงซึ่งเป็ที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่าสิบครัวเรือน ตอนนี้มีผู้คนแออัดยัดเยียดอยู่ในลานบ้านราวกับเกี๊ยวที่ถูกโยนลงในหม้อกำลังพูดคุยซุบซิบนินทาอย่างออกรสชาติ
อวี๋จิ่นซูที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างในห้อง ขณะนั้นก็มีลมพัดผ่านหน้าต่างพัดพากลิ่นตัวของผู้คนเข้ามาพร้อมกับเสียงพูดคุยที่ดังมาไม่ขาดสาย ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวจนเกือบจะเป็ลม
หากเป็ชาติที่แล้ว เื่แบบนี้คงเป็เื่ตลก ถ้ามีข่าวแพร่ออกไปว่าผู้บริหารหญิงของบริษัทเอกชนที่ผลิตเครื่องปรับอากาศเกิดเป็ลมแดดเพราะอากาศร้อน
ท่านประธานอวี๋รู้สึกว่าตัวเองช่างโชคร้ายเหลือเกิน จากปี 2024 เธอกลับทะลุมิติมาอยู่ในปี 1994 ทั้งบริษัท เงินทอง ลูกสาวที่แสนดีและน่ารัก ทั้งหมดหายวับไปกับตา
อวี๋เยาเม่ยเ้าของร่างที่เธอมาอยู่ในปี 1994 นั้นน่าสงสารยิ่งกว่าเธอตอนเป็ท่านประธานอวี๋เสียอีก ทั้งที่เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสได้ไม่ทันไร สามีที่เป็ทหารถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สูญหายไร้ร่องรอย แม่สามีก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนกลายเป็เ้าหญิงนิทรา
ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่หญิงสาววัย 20 ปี อวี๋เยาเม่ยรู้สึกสิ้นหวัง จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการะโลงแม่น้ำ
จากนั้นอวี๋จิ่นซูก็ข้ามเวลามาอยู่ในร่างของหญิงสาวแทน กลายเป็ อวี๋เยาเม่ยภรรยาสาวที่แสนบอบบางของผู้บัญชาการหลิน
“ผู้บัญชาการหลินเพิ่งจดทะเบียนสมรสกับเธอเมื่อเช้า พอตอนบ่ายก็ถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว เยาเม่ยเองก็ยังเป็สาวบริสุทธิ์อยู่เลยไม่ใช่รึไง พอเงินช่วยเหลือจากทางการถูกส่งมาให้เมื่อไหร่ เธอก็คงจะรีบเผ่นหนีไปแต่งงานใหม่แน่!”
“ถ้าเธอแต่งงานใหม่ แล้วแม่สามีของเธอจะอยู่ยังไงล่ะ?”
“ก่อนประสบอุบัติเหตุ แม่สามีเธอก็เป็คนปากร้ายใช่ย่อย แต่ตอนนี้ก็เป็แค่คนป่วยติดเตียง เยาเม่ยได้เงินมา ก็คงหาบ้านพักคนชราสักแห่งแล้วยัดเธอเข้าไป จะเป็ตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครสนใจหรอก”
กลุ่มแม่บ้านปากมากนั่งนินทาอยู่หน้าบ้านของตระกูลหลินอย่างไม่เกรงกลัว พวกเธอรู้อยู่แก่ใจว่าอวี๋เยาเม่ยเป็คนขี้ขลาดและไม่สู้คน ได้ยินอะไรมาก็ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ในบ้าน ไม่กล้าแม้แต่จะออกมาโต้เถียง
แต่พวกเธอไม่รู้เลยว่าคนที่นั่งอยู่ในบ้านตอนนี้ ไม่ใช่อวี๋เยาเม่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็เธอที่ย้อนเวลามาต่างหาก
“จะนินทาเื่ในบ้านฉันทั้งที ไม่ชวนฉันด้วยจะดีเหรอคะ มีอะไรสงสัยก็ถามฉันตรง ๆ ได้เลยนะ ฉันรู้อะไรก็จะเล่าให้ฟังทั้งหมด ขอแค่กล้าถามฉันก็กล้าตอบ” เสียงพูดคุยที่กำลังออกรสก็หยุดชะงักลงทันที
เธอเดินมายืนบริเวณขอบหน้าต่าง ก่อนจะจ้องมองลงมาที่กลุ่มคนที่เบื้องล่างด้วยสายตาเหนือกว่า ทุกคนต่างตกตะลึงด้วยความหวาดกลัว
พวกแม่บ้านปากมากที่ถูกจับได้ ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ รีบหิ้วเก้าอี้เล็กๆ ย้ายที่นั่งหนีทันที
คนพวกนี้กล้ารังแกก็แต่คนซื่อ ๆ แบบเ้าของร่างเดิม พอเจอคนจริงจัง ตรงไปตรงมาอย่างเธอเข้าหน่อย ก็หงอเป็แมวไปหมด แต่ก็เพราะพวกปากมากนี่แหละ เธอถึงได้รู้เื่ราวของเ้าของร่างเดิม
เ้าของร่างเดิมไม่ได้ทิ้งความทรงจำอะไรไว้ให้เธอเลย เธอต้องฟังคนอื่นเขาพูดกัน ถึงได้ปะติดปะต่อเื่ราวได้ อยู่ ๆ ประตูก็เปิดออกหญิงวัยกลางคนบ่นทันทีที่เข้ามา
“เงินช่วยเหลือยังไม่มาอีกหรอ? ทำงานกันยังไงเนี่ยผ่านมานานจนป่านนี้แล้ว หลินอี้เซวียนหายไปตั้งห้าวันแล้ว คนคงตายไปแล้วจะหาไปทำไม แทนที่จะรีบส่งเงินมา”
เธอเดาว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็ญาติของเ้าของร่างเดิม จึงยังไม่พูดอะไร รอดูท่าทีว่าอีกฝ่ายจะหลุดอะไรออกมาบ้าง
“ตอนนั้นฉันเห็นว่าหลินอี้เซวียนอายุยังน้อยก็ได้เป็ผู้บัญชาการหน่วยแล้ว จะต้องมีอนาคตไกลอย่างแน่นอน อีกอย่างปู่ของเธอก็มีบุญคุณกับบ้านเขาก็เลยใช้เื่นี้บังคับให้เขาแต่งงานกับเธอ ถ้าไม่ติดว่าพี่สาวเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้วคิดว่าเื่ดี ๆ แบบนี้จะตกมาถึงเธอหรือไงกัน?
เหอะ! แต่ใครจะไปรู้ว่าหลินอี้เซวียนดันอายุสั้น ช่างเถอะไม่พูดเื่นี้แล้ว เข้าเื่กันเลยดีกว่า” จางเจาตี้มองลูกสาวด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ก็รู้สึกว่าลูกสาวที่อยู่ตรงหน้าดูแปลกไป ดวงตาดูเฉียบคมผิดปกติ
“ข้างนอกเขาลือกันว่าแม่สามีเธอเก็บเงินไว้เยอะ ตอนนี้หล่อนไม่รู้สึกตัวแล้ว เธอก็รีบไปหามาให้ฉัน อ้อ! แล้วพอเงินชดเชยออกเธอก็เอาเงินก้อนนั้นมาให้ฉันด้วยนะ ฉันได้ยินมาว่ามีเซียนแก่คนหนึ่งมีสูตรยาทำให้มีลูกชาย แต่แพงไปหน่อย ฉันต้องรีบมีลูกชายต้องใช้เงิน…” จางเจาตี้พร่ำบ่นถึงเหตุผลที่ต้องใช้เงิน
“มี...ลูกชายเนี่ยนะคะ?” เธอมองริ้วรอยบนใบหน้าของจางเจาตี้ด้วยส่ายตาเหลือเชื่อ ‘อายุขนาดนี้แล้วยังจะมีลูกอีกถือว่ากล้ามากเลยนะเนี่ย’
“ทำไม! ฉันมีแต่เธอกับพี่สาวเธอที่เป็ตัวสูบเืสูบเนื้อ ถ้าไม่คลอดลูกชาย พวกเราจะไม่ถูกคนอื่นรังแกไปจนตายเลยหรือไง!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงไอดังมาจากห้องข้าง ๆ เธอจึงไม่สนใจจางเจาตี้ แล้วรีบเดินไปดู
ภายในห้องนอนใหญ่ ซุนอิงแม่สามีของเธอกำลังไออย่างหนัก จางเจาตี้พูดอย่างรังเกียจว่า
“เธอเป็เ้าหญิงนิทราไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังไอได้อีกล่ะ?
“การนอนติดเตียงเป็เวลานานอาจทำให้เกิดโรคปอดบวมจากการสำลัก หรืออาจเป็แค่อาการไอแห้ง” เธอลูบหลังของซุนอิงเบา ๆ ซุนอิงก็หยุดไอ
พอเห็นว่าซุนอิงหายใจเป็ปกติแล้ว และไม่มีอาการอื่น ๆ จึงเดาว่าซุนอิงคงกระหายน้ำ เธอหยิบถ้วยน้ำที่หัวเตียงขึ้นมา แล้วใช้สำลีจุ่มน้ำแล้วป้อนน้ำให้แม่สามีอย่างระมัดระวัง
“ถึงจะทำไปหล่อนก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วย ปรนนิบัติแบบนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร? ไม่ต้องสนใจแล้ว รีบเอาเงินมาให้ฉันก่อน” จางเจาตี้เร่งรัดเื่เงินอีกครั้ง
“ฉันคงเอาเงินให้คุณไม่ได้หรอกค่ะ”
“อวี๋เยาเม่ยแกพูดบ้าอะไรของแกห๊ะ! ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนแม่นี่ยังมีสติอยู่หล่อนเองก็ไม่ชอบขี้หน้าแก จะปกป้องมันไปทำไม?” จางเจาตี้แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ฉันลืมไปแล้วจริง ๆ แล้วฉันเองก็จะเปลี่ยนชื่อด้วย ต่อไปนี้ฉันไม่ได้ชื่อเยาเม่ยแล้ว” อวี๋จิ่นซูยอมรับอย่างไม่ปิดบัง เธอไม่ชอบชื่อของเ้าของร่างเดิม
ในความคิดของอวี๋จิ่นซูนี่เป็ชื่อที่เต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทและเธอยังคงชอบชื่อของตัวเอง… อวี๋จิ่นซู
จางเจาตี้ได้ยินว่าเธอจะเปลี่ยนชื่อก็ยกมือชี้หน้าด่าด้วยความโมโห
“อวี๋เยาเม่ย! นังเด็กอกตัญญู! แกจะเปลี่ยนชื่อเพื่อสาปแช่งไม่ให้ฉันมีลูกชายงั้นสิ?! อยากให้ตระกูลอวี๋ของพวกเราสิ้นสุดลงงั้นเหรอ?!” จางเจาตี้โกรธจนแทบจะะเิ ด่าไฟแลบ ด่าไม่ไว้หน้า ด่าลากไปถึงบรรพบุรุษ
แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะด่าหยาบคายแค่ไหน จิ่นซูก็ไม่ต่อปากต่อคำด้วย ด่าอวี๋เยาเม่ยแล้วมันเกี่ยวอะไรกับอวี๋จิ่นซู?
พออีกฝ่ายด่าจนเหนื่อยจึงได้หยุดพัก จิ่นซูยังมองเธอด้วยแววตาให้กำลังใจ เพื่อบอกเป็นัยว่าให้เธอด่าต่อ ราวกับเป็การแสดงความห่วงใยต่อคนที่อ่อนแอกว่า
จางเจาตี้ด่าจนคอแห้ง พอเจอคนใจแข็งอย่างจิ่นซูที่เอาแต่เงียบไม่ต่อปากต่อคำก็รู้สึกเหนื่อยใจ
“แกเป็ย้าอะไรไปแล้วห๊ะ?! ซุนอิงไม่ได้ดีกับแกเลยสักนิด หล่อนก็เป็แค่แม่สามีใจร้าย นี่แกเห็นนังแม่ผัวใจร้ายดีกว่าแม่แท้ๆ ตัวเองอย่างงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่ได้ทำเพื่อเธอ แต่ทำเพื่อลูกชายของเธอต่างหาก”
“เพื่อหลินอี้เซวียน? แกเองก็เพิ่งเจอหน้าเขาแค่ครั้งสองครั้ง พอจดทะเบียนเสร็จ เขาก็ทิ้งแกไปเลย แกไม่ได้สนิทกับเขาสักหน่อย จะมีเยื่อใยต่อกันได้ยังไง?”
“ฉันไม่ได้สนิทกับเขา แต่ฉันรู้สึกดีและผูกพันกับชุดทหารที่เขาสวมต่างหาก”
ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ทั้งหมดของทุกคน แต่อย่างน้อยเธอเองก็เป็คนที่มีคุณธรรมอยู่บ้าง
หลินอี้เซวียนเป็ทหาร ถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วหายสาบสูญ ถ้าเขาตายไปจริงๆ ซุนอิงก็จะเป็ครอบครัวทหารกล้า
“ทหารคือคนที่คอยปกป้องประเทศชาติ คนที่มีจิตสำนึกจะไม่รังแกครอบครัวทหารหรอก คนที่ไม่มีแม้แต่สามัญสำนึกขั้นพื้นฐานแบบนี้ นับว่าเป็คนไม่ได้ด้วยซ้ำ” จิ่นซูให้ความเคารพทหารมากที่สุด ชีวิตเธอก็ได้ทหารช่วยเอาไว้
เมื่อเทียบกับเื่ชาติบ้านเมืองแล้ว เื่ความรักใคร่ชายหญิง หรือความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้ ล้วนไม่สำคัญอะไรเลย
จางเจาตี้แทบไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ยืนต่อหน้าเธอ ซ้ำยังต่อว่าเธอด้วยวาจาเชือดเฉือนคนนี้คือลูกสาวที่อ่อนแอและไร้ความสามารถของเธอจริงๆ เธอจึงเงื้อมมือขึ้นหมายจะตบจิ่นซู
แต่จิ่นซูคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้ทัน “การใช้กำลัง ไม่ใช่เื่ที่ดีเลยนะคะ”
“อวี๋เยาเม่ย! รีบเอาเงินมาซะ! ถ้าไม่ให้ ก็ไม่ต้องกลับบ้าน แล้วไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก!”
“จำคำพูดตัวเองไว้ด้วยก็แล้วกัน อย่ามาเสียใจทีหลังนะคะ คุณป้า” ในเมื่อไม่ให้เรียกแม่ เธอไม่เรียกก็ได้
ประธานอวี๋คิดในใจว่ายังมีเื่ดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
จางเจาตี้ ......?!!!
“หรือว่าไม่ชอบให้เรียกว่าคุณป้า งั้นฉันเรียกว่าคุณน้าก็ได้ คุณน้าคะ เชิญทางนั้นเลยค่ะ ไม่ส่งนะคะ” จิ่นซูผายมือไปที่ประตูอย่างสุภาพ
ตราบใดที่เธอยังอยู่ ก็อย่าหวังว่าจะมีใครหน้าไหนมาเอาเปรียบครอบครัวทหารได้
ซุนอิงที่นอนอยู่บนเตียง ได้ยินเข้าน้ำตาก็ไหลรินออกมาอย่างเงียบๆ
สารจากผู้แปล
เปิดเื่มาก็ต้องสู้คนเลย สู้ๆ นะจิ่นซู ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีความลำบากอะไรรออยู่บ้าง
ไหหม่า(海馬)