สามวันก่อนกำหนดการเดินทางไปทวีปยุโรป... ห้องนอนของผมตอนนี้มีสภาพไม่ต่างจากพื้นที่ประสบภัยพิบัติย่อมๆ
เสื้อผ้าหลากสีสัน ทั้งเสื้อเชิ้ตลายสก็อต เสื้อยืด กางเกงยีนส์แบรนด์หรู รวมถึงเสื้อแจ็กเก็ตกันลมและเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมหนานุ่ม ถูกนำออกมากองพะเนินเทินทึกอยู่บนเตียงกว้างจนแทบไม่มีที่ว่างให้นั่ง กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้วสีเทาเข้มแบรนด์ RIMOWA สองใบใหญ่ตั้งอ้าปากกว้างรอคอยการจัดระเบียบอยู่กลางห้อง
ผมยืนกุมขมับอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า พลางหยิบเสื้อโค้ทวูลหนาหนักสีดำตัวใหญ่ออกมาถือไว้ด้วยความลังเลใจอย่างสุดซึ้ง แถมยังมีตุ๊กตากระต่ายขนนุ่มตัวใหญ่ั์ที่พี่ไมค์เคยคีบให้ตอนไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันวางอยู่ข้างๆ ผมคิดว่าจะเอาใส่กระเป๋าเดินทางไปด้วยเพราะติดนอนกอดมันทุกคืน
"ฤดูใบไม้ผลิที่ยุโรป่เดือนเมษายนมันจะหนาวขนาดไหนกันนะ... ลอนดอนจะฝนตกไหม แล้วปารีสล่ะ? ส่วนมิวนิกจะยังมีหิมะหลงเหลืออยู่หรือเปล่า..."
ผมบ่นพึมพำวิเคราะห์สภาพอากาศพยากรณ์โลกอย่างเคร่งเครียดประหนึ่งกำลังทำข้อสอบระดับชาติอีกครั้ง
"พยากรณ์อากาศบอกว่าลอนดอนประมาณสิบสององศาครับคนดี มีฝนตกปรอยๆ ส่วนปารีสสิบห้าองศา และมิวนิก่เช้าอาจจะเหลือเลขตัวเดียวครับ"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากทางบานประตูห้องที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ร่างสูงใหญ่ของพี่ไมค์ก้าวเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส เขาสวมเสื้อยืดสีดำพอดีตัวจับคู่กับกางเกงขายาวสีครีมดูเรียบเท่สบายๆ พี่เลี้ยงจอมเเนี้ยบกวาดสายตามองสภาพความเละเทะของห้องนอนผมแล้วหลุดขำทุ้มต่ำในลำคอเบาๆ ก่อนจะจ้องมองตุ๊กตากระต่ายั์ที่ผมเตรียมยัดใส่กระเป๋าเดินทาง
"นี่หนูจะย้ายบ้านหรือจะไปเที่ยวแค่สองสัปดาห์กันแน่ครับลูกคลื่น? แล้วนั่น... หนูจะเอาตุ๊กตากระต่ายั์ตัวนี้ใส่กระเป๋าไปด้วยจริงเหรอครับ? มันกินพื้นที่กระเป๋าไปครึ่งใบเลยนะนั่น"
"ก็... ก็ผมติดนอนกอดมันนี่ครับพี่ไมค์ ถ้าไม่มีมันกอดนอนผมก็นอนไม่หลับน่ะสิครับ"
ผมเถียงเสียงเขียวทำแก้มป่องประชดประชัน
พี่ไมค์ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าผมแย่งเสื้อโค้ทวูลหนาหนักออกจากมือผมเอาไปแขวนเก็บไว้ในตู้ตามเดิมช้าๆ ก่อนจะโอบยึดเอวบางของผมดึงเข้าไปชิดอกแกร่งอุ่นๆ โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมากระซิบกระซาบข้างใบหู
"หนูไม่จำเป็ต้องเอาตุ๊กตากระต่ายใส่กระเป๋าเดินทางไปให้หนักหรอกครับคนดี... ในเมื่อหนูมีพี่เลี้ยงที่สูงร้อยเก้าสิบห้าเซนเมตรคนนี้นอนกอดก่ายให้ไออุ่นเคียงข้างอยู่ตลอดทริปยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว กอดอุ่นกว่าตุ๊กตาตั้งเยอะ แถมบริการกอดฟรีไม่มีคิดค่าธรรมเนียมด้วยนะ"
"งะ... งี่เง่าที่สุดเลยครับพี่ไมค์ อึก... คลื่นไม่กอดพี่หรอกนะ"
ผมหน้าร้อนผ่าวพูดตะกุกตะกักหลบสายตาคมกริบหัวใจเต้นโครมครามพ่ายแพ้ต่อคำเต๊าะอันตรายของคนตัวโตเสมอ
"หึๆ เอาล่ะครับ ส่วนเสื้อโค้ทวูลพวกนี้ก็ไม่ต้องเอาไปเยอะหรอกครับ เอาไปแค่สเวตเตอร์อุ่นๆ สักสองสามตัวกับแจ็กเก็ตกันลมเก๋ๆ ก็พอแล้ว ลืมไปแล้วเหรอครับว่าคุณม้าซื้อเสื้อโค้ทชาแนลตัวใหม่เตรียมไว้ให้หนูที่ปารีสแล้วน่ะ ไปถึงนู่นเราค่อยไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมตัวใหม่ๆ มาใส่กันดีกว่านะ กระเป๋าจะได้เหลือพื้นที่ไว้ขนของฝากขากลับด้วยไงครับ"
พี่ไมค์ลูบผมผมเบาๆ เสนอทางออกแสนสมเหตุสมผล
"อา... จริงด้วยครับ ผมลืมเื่เสื้อโค้ทชาแนลไปเลย"
ผมทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเองตาโตด้วยความยินดีดีใจสุดขีด
"ถ้าอย่างนั้นผมจะได้ใส่เสื้อโค้ทเท่ๆ เดินถ่ายรูปหน้าหอไอเฟลกับพี่ไมค์สิครับ พี่ไมค์ต้องเตรียมกล้องโซนี่ตัวโปรดคอยถ่ายรูปสวยๆ ให้ผมเยอะๆ เลยนะ"
"ด้วยความยินดีอย่างยิ่งครับคุณแฟนนึกคิดคนเก่งของพี่ พี่จะถ่ายรูปหนูเก็บไว้ทุกมุมเมืองเลยครับ"
พี่ไมค์กดจูบลงบนปลายจมูกรั้นของผมหยอกเย้า
คำว่า ‘แฟน’ ที่หลุดออกมาจากปากของร่างสูงใหญ่ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวเขินอายขึ้นมาทันควัน ถึงแม้เราสองคนจะก้าวผ่านความสัมพันธ์ทางกายและทางใจไปไกลแสนไกลจนแแ่มั่นคงแล้ว ทว่ายามที่ได้ยินคำเรียกขานแสนหวานที่เป็ทางการแบบนี้ทีไร หัวใจของผมมันก็ยังคงเต้นระรัวประหม่าด้วยความเขินอายชวนฝันทุกครั้งไป
พวกเราทรุดตัวลงนั่งคู่กันบนขอบเตียงนอนดึงเอกสารแผนการท่องเที่ยวและซองใส่ตั๋วเครื่องบินขึ้นมาเปิดตรวจสอบรายละเอียดร่วมกัน ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ (Business Class) ของการบินไทยสองใบระบุการเดินทางชัดเจน
เที่ยวบินขาไป: บินตรงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) สู่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีธโรว์ (LHR)
เที่ยวบินขากลับ: บินตรงจากท่าอากาศยานมิวนิก (MUC) กลับสู่กรุงเทพมหานคร
"แผนเดินทางตามนี้นะครับคนดี..."
พี่ไมค์ใช้นิ้วชี้ชี้ไปตามแผ่นตารางเดินทางแผนการท่องเที่ยว
"วันแรกถึงวันที่สี่เราจะเที่ยวเล่นในลอนดอน พาไปเดินเล่นสวนสาธารณะไฮด์ปาร์ค (Hyde Park) ช็อปปิ้งของฝากที่ห้างแฮร์รอดส์ และขึ้นลอนดอนอายชมวิวแม่น้ำเทมส์... วันที่ห้าเราจะนั่งรถไฟความเร็วสูงยูโรสตาร์ (Eurostar) ลอดใต้ทะเลข้ามไปฝรั่งเศส เที่ยวปารีสสี่วันเต็ม ช็อปปิ้งดูพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์... และสี่วันสุดท้ายเราจะบินข้ามไปเยอรมนี พักผ่อนที่มิวนิก พี่จะพาหนูไปดูมหาวิทยาลัยที่พี่เคยเรียนอยู่และพาไปเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ที่หนูเคยบ่นว่าอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองไงครับ"
"พี่ไมค์ครับ... แล้วพวกเราจะนอนพักที่ไหนบ้างเหรอครับ? โรงแรมหรูไหมครับ?"
ผมถามแววตาสั่นระริกอยากรู้
"แน่นอนครับคนดี ที่ลอนดอนเราจะพักที่โรงแรมเดอะซาวอย (The Savoy Hotel) ชมวิวแม่น้ำเทมส์สวยสะกดสะดุดตา ส่วนปารีสพี่จองโรงแรมแชงกรี-ลา (Shangri-La Hotel) ห้องสวีทที่มองเห็นหอไอเฟลได้โดยตรงจากระเบียงห้องนอนเลยครับป๊าเป็คนใช้คอนเนกชั่นจองให้เลยนะ"
พี่ไมค์อธิบายยิ้มๆ
"หูย... โรงแรมหรูขนาดนั้นต้องแพงมากแน่ๆ เลยครับพี่ไมค์ ป๊าพี่ไมค์ใจดีจังเลยครับ พอกลับมาผมต้องไปกราบขอบคุณท่านอย่างเป็ทางการแล้วล่ะครับ"
"ขอบคุณธรรมดาไม่ได้แล้วล่ะครับคนดี ต้องกราบสวัสดีป๊าในฐานะลูกสะใภ้ตระกูลเกริกเกียรติแล้วล่ะครับป๊าเปิดทางขนาดนี้แล้ว"
พี่ไมค์ล้อเลียนแววตาหยอกเย้าหัวเราะร่า
"งื้อออ บ้าสิครับ ใครยอมเป็ลูกสะใภ้กันล่ะ เรายังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อยนะ"
ผมทุบอกแกร่งบ่นงุบงิบหน้าแดงก่ำ
"ฮ่าๆๆ อีกไม่นานเกินรอแน่นอนครับกระต่ายดื้อของพี่"
ร่างสูงใหญ่กอดกระชับเอวผมแ่า
พวกเราช่วยกันจัดพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางช้าๆ คอยจัดเก็บหัวแปลงปลั๊กไฟ พาสปอร์ต และสายชาร์จต่างๆ พี่ไมค์แสดงความสามารถจอมจัดระเบียบขั้นเทพคอยม้วนพับเสื้อผ้าสูทแจ็กเก็ตหลากชิ้นใส่กระเป๋าเดินทางได้อย่างเป็สัดส่วนเรียบร้อยประหยัดพื้นที่อย่างประหลาด ผมได้แต่นั่งเท้าคางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาเอาการเอางานของเขาด้วยความชื่นชมระคนรักใคร่ในความสามารถรอบด้านของคนรัก
คืนสุดท้ายก่อนวันเดินทางจริง...
ข้าวของเครื่องใช้กระเป๋าเดินทางทั้งหมดถูกปิดล็อกซิปแน่นเตรียมพร้อมเรียบร้อยตั้งอยู่ริมบานประตูห้อง ผมกับพี่ไมค์ชวนกันมาเดินยืนมองผืนฟ้ายามค่ำคืนอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ของคฤหาสน์หรู สายลมเย็นๆ พัดโชยมาปะทะผิวหน้าเอื่อยๆ ลมอุ่นชวนคิดถึงเื่ราวเก่าๆ
"พี่ไมค์ครับ..."
ผมแหงนหน้าซบไหล่กว้างกุมมือหนาของเขาแน่น มองดูเงานอกคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ครั้งแรกที่พี่ไมค์ก้าวเข้ามาคุมประพฤติผม ตอนนั้นผมยืนพิงขอบหน้าต่างนี้คิดว่าจะต่อต้านคนร่างั์คนนี้ยังไงให้เขาปวดหัวลาออกไป แต่ดูตอนนี้สิครับ... หัวใจและกายของผมตกเป็ของเขาหมดจดแล้ว
"จำวันแรกที่พี่ไมค์เดินเข้ามาได้ไหมครับ? ผมเกลียดพี่ชะมัดเลยล่ะ"
ผมเอ่ยกลั้วหัวเราะเบาๆ
"จำได้แม่นยำเลยครับ เด็กดื้อหน้าบึ้งคนนั้นมองค้อนพี่ตาเขียวปั้ดเหมือนกระต่ายขี้โมโหไม่มีผิด"
พี่ไมค์หัวเราะทุ้มต่ำอบอุ่นกระชับกอดแน่นขึ้น
"แต่ตอนนี้กระต่ายตัวนั้นเชื่องและน่ารักกับพี่มากเลยนะ"
"อื้อ... ก็เพราะพี่เลี้ยงผมร้ายกาจขนาดั์คอยคุมความประพฤติเก่งนี่ครับ"
ผมซบแก้มใสลงบนลาดไหล่กว้างกริบของเขาอย่างแสนรัก
"พอกลับมาจากยุโรป... เราจะย้ายไปอยู่เพนต์เฮาส์สุขุมวิทด้วยกันจริงๆ แล้วใช่ไหมครับ?"
ผมถามแววตาสั่นระริกหวานซึ้ง
"ครับ พอกลับมาเราจะย้ายเข้าสู่รังรักส่วนตัวของเราสองคนอย่างเป็ทางการทันทีเลยครับลูกคลื่น จะไม่มีใครมารบกวนขัดจังหวะความสุขของเราได้อีกแล้วครับ"
พี่ไมค์กระซิบตอบข้างขมับโน้มใบหน้าลงกดจูบหน้าผากมนแสนรักใคร่มั่นคง
ผมยิ้มละมุนเกี่ยวกระชับกอดเอวสอบกว้างของเขาแ่ารู้สึกว่าชีวิตนี้ของผมได้เติมเต็มความฝันและชิ้นส่วนที่ขาดหายไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
อดีตเด็กดื้อดึงจอมประชดประชันที่เคยโดดเดี่ยวอ้างว้าง บัดนี้มีพี่เลี้ยงสุดหล่อเหลาผู้แสนร้ายกาจคอยดูแลโอบอุ้มหัวใจไว้เคียงคู่ร่วมเดินทางก้าวสู่อนาคตที่สดใส ชีวิตที่ดีงามที่สุดในโลกกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในขณะที่ค่ำคืนนี้กำลังผ่านพ้นไป หัวใจของผมมันกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและความตั้งใจดีๆ ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยและบ้านหลังใหม่กับพี่ไมค์ ชายผู้เป็ดั่งดวงประทีปส่องนำทางชีวิตที่เคยมืดมนของผมให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้งหนึ่ง