[ชาติปัจจุบัน] เวลา 17.00 น. ณ สถาบันโบราณคดีเซี่ยงไฮ้ เมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ. 2024
ความเงียบในห้องประชุมทำให้เสียงกรอบแกรบของกระดาษและเสียงพิมพ์เบาๆ บนแป้นพิมพ์ของโน้ตบุ๊กยิ่งดังชัดเจน รอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยเอกสารโบราณ ภาพร่างและตำราที่บอกเล่าเื่ราวจากอดีต ดร. จ้าวหยูซิน และหวู่ ทเฉิง นั่งเคียงข้างกันใจของทั้งคู่จมดิ่งไปในกองข้อมูลที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดต่างเฝ้าค้นหาความจริงที่อาจช่วยคลายปริศนาที่ค้างคาในหัวใจหลายวันแล้วที่ทั้งสองมาประชุมร่วมกัน เพื่อค้นคว้าหาคำตอบจากข้อมูลเหล่านี้
บนโต๊ะประชุมใหญ่แก้วกาแฟสองแก้วถูกลืมทิ้งไว้เย็นชืดและกล่องอาหารที่ยังไม่ได้เปิดราวกับเป็เครื่องหมายของความเหนื่อยล้าที่แผ่ซ่านภายในห้องแม้ว่าพวกเขาจะนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีใครพูดอะไรความเงียบกลับเป็เสียงที่ดังกว่า ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่งรอคอยเพียงคำตอบเดียวที่ยังไม่ปรากฏ
หวู่ไทเฉิงรับรู้เื่ราวทั้งหมดจากศาสตราจารย์หลี่แล้วเขาฟังอย่างตั้งใจ ไม่แปลกใจกับความซับซ้อนของคำสาปโบราณเพราะในอดีตเขาเองก็เคยเผชิญหน้ากับเื่ราวที่ลึกลับเหล่านี้มาก่อน การที่ได้ยินเื่ของคำสาปที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบันทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงความลึกซึ้งของมัน และความจริงที่ว่าชะตากรรมของจ้าวหยูซินอาจผูกไว้กับมันมาตลอด
จ้าวหยูซินนั่งนิ่งมองตำราโบราณตรงหน้า ขณะที่นิมิตและความทรงจำของซ่งหยูเฟิงยังคงตามหลอกหลอนความเงียบในห้องไม่สามารถคลายความกดดันที่ก่อตัวในใจได้ทุกวินาทีดูเหมือนจะหนักหน่วงยิ่งขึ้น เมื่อเวลาของเธอใกล้เข้ามาทุกที วันที่เธอจะอายุครบ28 ปี และคำสาปอาจถูกปลดปล่อย
หวู่ไทเฉิงเหลือบมองจ้าวหยูซินจากกองเอกสารใบหน้าของเธอบ่งบอกถึงความกังวลที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่กับคำสาปโบราณแต่มันเป็การเผชิญหน้ากับอดีตที่ยังคงตามติดชีวิตของจ้าวหยูซินมาโดยตลอดราวกับว่าคำสาปนี้เป็เงามืดที่ยิ่งใหญ่กว่าจะเป็เพียงสิ่งลึกลับในประวัติศาสตร์ มันคือตัวตนของเธอ
จ้าวหยูซินพลิกเอกสารอีกฉบับในมือความเหนื่อยล้าแทรกซึมเข้ามาในน้ำเสียงขณะที่เธอเอ่ยขึ้น"เราตรวจสอบเอกสารพวกนี้มาหลายชั่วโมงแล้วแต่ฉันรู้สึกว่าเรากำลังพลาดอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก"
หวู่ไทเฉิงเงยหน้าจากกองเอกสารแม้เขาจะเหนื่อยล้าไม่แพ้เธอ แต่ประกายความมุ่งมั่นยังคงอยู่ในดวงตา"ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน บางทีเราอาจต้องถอยออกมามองภาพรวมหรือพิจารณาในมุมมองที่เราไม่เคยคิดถึง" เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด"ผมกำลังคิดถึงหลักของหยินและหยาง"
จ้าวหยูซินเงยหน้ามองด้วยความสงสัย"หยินและหยาง?"
หวู่ไทเฉิงเอนตัวไปข้างหน้าแตะนิ้วลงบนหน้ากระดาษในตำราที่เขาอ่านอยู่ "หยกัเป็ตัวแทนของหยาง พลังที่กระตือรือร้นแข็งแกร่ง และเต็มไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างความเป็ชายที่เชื่อมโยงกับธาตุธรรมชาติ แต่ในปรัชญาเต๋าหยางทุกอันต้องมีหยินที่สร้างสมดุล หากพลังหยางไม่มีหยิน ความไม่สมดุลจะเกิดขึ้น"
ดวงตาของจ้าวหยูซินเบิกกว้างราวกับจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายเริ่มเข้าที่ "ดังนั้น ถ้าหยกัเป็ตัวแทนของหยางเราจำเป็ต้องหาคู่หยินของมันใช่ไหม?"
“ใช่”หวู่ไทเฉิงตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้น"คำสาปนี้อาจเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างหยินและหยาง ถ้าเราหาคู่หยินของหยกัได้เราอาจสามารถคืนความสมดุลและทำลายคำสาปได้"
“แต่เราจะค้นหามันได้ยังไง?”จ้าวหยูซินถาม ความคิดหมุนวนในหัว “หยกหยินนี้อยู่ที่ไหนแล้วมันจะเป็หยกแบบไหน?”
ไทเฉิงเอนหลังพิงเก้าอี้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง "หยกหยินนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยซ่งหยูเฟิงเองเพื่อสร้างสมดุลกับหยกั ถ้าหยกัเป็พลังที่รุนแรงและทำลายล้างหยกหยินก็ต้องเป็พลังที่สงบและปกป้อง มันคือสมดุลที่เราตามหา"
จ้าวหยูซินนั่งนิ่งจิตใจหมุนวนไปด้วยความคิดต่าง ๆ แล้วจู่ ๆความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวเธอเหมือนสายฟ้า "หยกนกเฟิ่งหวง" จ้าวหยูซินเอ่ยเบาๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยแสงแห่งความตระหนัก "หยกของแม่ฉัน...มันอยู่กับฉันมาตลอด และฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันมาจากไหนมันอาจถูกแกะสลักโดยซ่งหยูเฟิง"
ไทเฉิงจ้องมองเธอด้วยความสนใจ"ใช่ มันสมเหตุสมผลมาก นกเฟิ่งหวงมักจะเป็ตัวแทนของหยิน พลังแห่งการเกิดใหม่และปกป้องมันคือคู่ตรงข้ามของั"
หัวใจของจ้าวหยูซินเต้นแรงขึ้นเมื่อคิดถึงหยกนกเฟิ่งหวงที่แม่ของเธอมอบให้มันเป็หยกที่อยู่กับเธอมานานและมีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงหยกธรรมดาชิ้นหนึ่งความคิดที่ว่าหยกนี้อาจเป็กุญแจสำคัญในการทำลายคำสาปทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตัวมากขึ้น
"ฉันคิดว่า... มันอาจเป็อย่างนั้น" จ้าวหยูซินพูดเบา ๆขณะที่จ้องมองไปที่ไทเฉิง "หยกเฟิ่งหวงคือคู่หยินที่เราตามหาและมันอยู่กับฉันมาตลอด"
ไทเฉิงพยักหน้าสีหน้าเต็มไปด้วยความจริงจังและมุ่งมั่น "เราต้องทดสอบทฤษฎีนี้ถ้าหยกเฟิ่งหวงเป็คู่หยินของหยกั เราต้องวิเคราะห์มันอย่างละเอียดผมเชื่อว่านี่อาจเป็กุญแจสำคัญ"
จ้าวหยูซินยิ้มเล็กน้อยความหวังเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยความท้าทายแต่ตอนนี้ เธอเริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้นี้อาจไม่ไร้ความหมายอย่างที่เคยคิด ทุกอย่างดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันเธอรู้สึกราวกับว่ามีเส้นใยที่มองไม่เห็นกำลังชักใยทุกสิ่งให้มาเกี่ยวพันกันอย่างไม่บังเอิญเส้นใยแห่งอดีตและปัจจุบันที่ทับซ้อนกันจนยากจะแยกออก
“คุณพูดถูก คุณหวู่”จ้าวหยูซินกล่าว “เราต้องตรวจสอบองค์ประกอบของหยก ฝีมือการแกะสลัก และสัญลักษณ์เพื่อหาความคล้ายคลึงกัน และดูว่ามาจากวัตถุดิบและช่างแกะสลักคนเดียวกันหรือไม่”
“พรุ่งนี้ผมจะทำเื่ขอทดสอบจากห้องแล็บ”หวู่ไทเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะใช้เครื่อง XRF วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุของหยกวิเคราะห์ไอโซโทป เพื่อตรวจสอบว่าแหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็แหล่งเดียวกันหรือไม่ ใช้เครื่องFTIR เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของหยกและตรวจสอบรอยแกะสลักด้วย Scanning Electron Microscope (SEM) ซึ่งจะช่วยบอกเทคนิคการแกะสลัก ว่าทั้งสองชิ้นถูกสร้างโดยช่างแกะสลักคนเดียวกันหรือไม่"
ความหวังพุ่งขึ้นมาในหัวใจของจ้าวหยูซินราวกับแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นหลังจากหลายวันแห่งความมืดมิด สองหนุ่มสาวใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการค้นคว้าและสะสมข้อมูลแต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นในทิศทางที่ถูกต้อง
“พรุ่งนี้ฉันจะนำหยกนกเฟิ่งหวงมา” จ้าวหยูซินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น“เราจะทดสอบมัน เราจะได้รู้ว่ามันเป็หยินกับหยางจริง ๆ หรือไม่”
หวู่ไทเฉิงสบตาเธอทั้งสองคนต่างรู้สึกถึงความเข้าใจในทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดราวกับว่าความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกเขาผูกพันกันอย่างไม่รู้ตัว
“เราจะไขปริศนานี้ให้ได้ครับ ดร.จ้าว” หวู่ไทเฉิงพูดเบาๆ “เราใกล้จะพบคำตอบแล้ว”
จ้าวหยูซินพยักหน้า ความตึงเครียดที่เคยครอบงำจิตใจเธอเหมือนจะเริ่มเบาบางลงแม้คำสาปจะยังคงอยู่ แต่บางสิ่งบางอย่างที่เธอเคยสูญเสียไปกลับเริ่มกลับมาบางสิ่งที่สำคัญ และจำเป็ที่สุดใน่เวลานี้
‘ความหวัง’