บทที่ ๑
ในความแก่นแก้ว
ราวปีพุทธศักราช๒๕๐๗
ภายในบริเวณรั้วรอบขอบชิดซึ่งกินเนื้อที่เกือบหนึ่งไร่เรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาดปานกลางหลังคาหน้าจั่วหัวตัดยังคงมุงกระเบื้องว่าวสีเทาเข้มตามแบบนิยมั้แ่สมัยรัชกาลที่๗ ยังคงเดิม มีเพียงตัวบ้านเดิมที่เคยเป็เรือนไม้ไม่ทาสีบัดนี้ฉาบสีฟ้าอ่อนจนใหม่เอี่ยมทั้งภายในและภายนอกจากห้องหับที่เคยมืดและทึมจึงดูสว่างตากว่าเก่าก่อนส่วนที่มีการปรับปรุงจนแปลกตาคือใต้ถุนสูงเดิมเป็ชานโล่งมีไม้ระแนงตีสลับไขว้เป็ตารางกั้นโดยปลูกพวงแสดออกดอกสีส้มสดเลื้อยพันจนทั่วทั้งแผงแต่บัดนี้ได้รื้อไม้ระแนงกั้นที่เคยใช้แทนฝาเรือนแล้วก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่จึงกลายเป็เรือนสองชั้นเต็มรูปแบบ ส่วนแนวบันไดขนาดเตี้ยที่ยกสูงจากพื้นดินก่ออ่างซีเมนต์เป็แนวยาวปลูกบัวออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งล้อมกรอบส่วนตัวบ้านนั้นได้ต่อเติมห้องขึ้นใหม่ทางปีกด้านข้างหลังจากผู้ร่วมอาศัยที่นับเป็ลูกหลานได้เจริญเติบโตตามวัยวันจนบัดนี้เป็หนุ่มสาวกันหมด
คุณหญิงเฟื้อเทวาวันนั่งพับเพียบอยู่บนตั่งไม้สักเคลือบเงาเอนตัวข้างหนึ่งพิงหมอนขวานสามเหลี่ยมเย็บด้วยผ้าลายขิดซึ่งทอมืออย่างประณีต มีเสียงเพลง‘ภิรมย์รัก’อันคุ้นเคยบรรเลงจับจิตดังจากเครื่องเล่นปากแตรวัสดุจากทองเหลืองฐานทรงแปดเหลี่ยมผลิตจากไม้เนื้อดีประดับลวดลาย ขณะที่ในมือกำลังพลิกนิตยสารสยามสมัยรายสัปดาห์ซึ่งรับทุกฉบับเป็ประจำในวันจันทร์ นอกเหนือไปจากหนังสือพิมพ์หลากฉบับทั้งสยามรัฐพิมพ์ไทย เสียงอ่างทองรวมถึงสยามนิกรซึ่งปกติเธอนั้นจะเพลิดเพลินกับข่าวสารบ้านเมืองไม่ว่าแง่มุมไหนทั้งที่อ่านเอาความรู้หรืออ่านเพื่อความบันเทิงก็ดีเพราะสิ่งที่ได้รับเสมอจากการอ่านคือความเปลี่ยนแปลงอันผ่านไปตามยุคสมัยอย่างเห็นได้ชัด
อย่างสยามนิกรฉบับพิเศษที่เพิ่งพับวางลงไว้ใกล้ตัวนั้นก็สรุปเนื้อความข่าวเด่นดังกว่าครึ่งปีแรกเอาไว้ครบถ้วน ที่น่าสนใจก็มีข่าวโผนกิ่งเพชร กระชากมงกุฎแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทจากเอบิฮาราคืนมาเป็ผลสำเร็จ...ข่าวการแสดงเพลงฉ่อย คณะนางต่วนบุญล้นที่สังคีตศาลาและสักรวาวงใหญ่ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช...ข่าวเปิดเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตากซึ่งเป็เขื่อนใหญ่ที่สุดในไทยและใหญ่เป็อันดับที่ ๗ของโลก...เพลงฆ่าฉันให้ตายดีกว่า ขับร้องโดยสวลี ผกาพันธุ์ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานของปีก่อน ส่วนสุเทพวงศ์กำแหงได้แผ่นเสียงทองคำจากเพลงอาญารักและในโลกแห่งความฝัน
คุณหญิงเฟื้อให้ความสนใจกับข่าวสารเ่าั้ั้แ่ครึ่งชั่วยามก่อนหน้าระหว่างรอเดือนสิบลงไปเก็บดอกมะลิเพื่อมาร้อยพวงมาลัย...และดอกกุหลาบสำหรับปักแจกันทว่าผ่านไปหลายนาทีก็ไม่เห็นวี่แววเ้าของชื่อโผล่เข้ามา จึงเอ่ยปากบอกบัวศรีหลานสาวของนางบัวตองซึ่งเป็บ่าวผู้รับใช้ภายในบ้านมาั้แ่สมัยที่บิดายังมีชีวิตอยู่
“แม่บัวศรี...หล่อนวางมือจากมาลัยชั่วครู่ลงไปดูแม่เดือนที่สวนให้ฉันทีเถิดเหตุไฉนถึงโอ้เอ้ไม่ขึ้นมาเสียที กับอีแค่ลงไปเก็บมะลิไม่กี่กำมือ”
บัวศรีจึงละจากเข็มมาลัยวางลงในถาดเงินแล้วค่อยๆคลานเข่าถอยห่างออกไปจนกระทั่งผุดลุกขึ้นเดินเมื่อใกล้ถึงประตูเรือนด้านหน้า...นางบัวตองที่นั่งเจียนหมากจีบพลูอยู่ข้างกันจึงแกล้งเอ่ยสัพยอกถึงสตรีอีกผู้หนึ่งที่ถูกถามถึงด้วยเห็นว่านางเป็ข้าเก่าเต่าเลี้ยงมาั้แ่คุณหญิงเฟื้อยังเยาว์วัย
“คุณหญิงเ้าขา...ยังไม่ชินอีกหรือเ้าคะคุณหนูเดือนเธอไม่เก่งการบ้านการเรือน ยิ่งเคร่งให้เธอฝึกฝนมากเท่าไรอิฉันว่าเธอจะยิ่งเตลิดมากเท่านั้น ที่หายตัวไปกว่าครึ่งค่อนชั่วโมงอิฉันว่าคงไม่แคล้วหาข้ออ้างแบบเดิมมาแก้ตัวกระมัง”
เสียงนางบัวตองแหบแห้งขณะหัวเราะทิ้งท้ายทำให้ผู้มีศักดิ์เป็นายอย่างคุณหญิงเฟื้อถึงกับปั้นสีหน้าเหมือนกลืนบอระเพ็ดเพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่าสิ่งที่นางบัวตองเอ่ยถึงมีความหมายเยี่ยงไร...จะกระไรเสียอีกเพราะหลายครั้งที่ปล่อยให้เดือนสิบไปเก็บดอกมะลิหรือดอกพุดที่ปลูกอยู่ในสวนมาร้อยมาลัยทีไรเป็อันว่าจะมีข้อแก้ตัวมาพร้อมกับเื่ปวดหัวอยู่แทบทุกครั้ง อย่างคราวก่อนก็ตีหน้าสลดพร้อมกับวางโถเงินไว้เบื้องหน้า เมื่อคุณหญิงชะโงกมองก็แทบลมจับคิ้วพันกันยุ่งเพราะในโถเงินใบนั้นมีแต่ดอกมะลิที่กลีบดอกเป็สีน้ำตาลแก่กลืนสีขาวจนเกือบมิดกำลังจะเอ่ยปากติติง อีกฝ่ายก็กุลีกุจอคลานเข่าเข้ามาประจบพร้อมกับเปรยเสียงอ่อย
‘คุณหญิงยายขาอย่าเอ็ดเลยนะคะเดือนไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโหคุณหญิงยายให้เกรี้ยวแต่อย่างใด...แต่ต้นมะลิที่ปลูกอยู่ในสวนแทบไม่เหลือดอกตูมสำหรับร้อยมาลัยแล้วนะคะเดือนก็เลยเก็บได้แต่ดอกที่มันใกล้เฉาอย่างที่เห็น ไม่เชื่อคุณหญิงยายก็สั่งให้บัวศรีลงไปดูสิคะหรือคุณหญิงยายจะไปดูให้รู้แจ้งเห็นกับตา...’
‘เอาละไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า ฉันรู้ว่าต่อให้ลงไปดูกับตาด้วยตัวเองก็คงไม่เหลือดอกขาวที่ใช้การได้ให้เห็นดอกเพราะหล่อนก็คงเด็ดดอกที่อูมหรือบานสดเอาไปทิ้งลงข้างคูคลองจนเกลี้ยง’
เมื่อคุณหญิงเฟื้อรู้ทัน...เดือนสิบก็เลยหน้าหงอเพราะถูกจับได้ไล่ทันเฉกเดียวกับวันนี้ คุณหญิงเฟื้อก็คาดเดาเอาไว้อย่างที่นางบัวตองสัพยอกแต่แอบคาดโทษเอาไว้ในใจถ้าหากอีกฝ่ายหาหนทางพิลึกพิกลมาเอาตัวรอดเพื่อไม่ต้องนั่งพับเพียบฝึกร้อยมาลัยเห็นทีว่าจะต้องดัดนิสัยกันเสียบ้าง ทว่าความคิดนั้นก็ต้องสะดุดลงฉับพลันเมื่อเสียงร้องเอะอะมะเทิ่งของบัวศรีดังควบคู่มาพร้อมกับเสียงตึงตังของการย่ำบนกระไดขึ้นเรือนก่อนที่หน้าแฉล้มของเ้าตัวจะปรากฏเสียอีก
“แย่แล้วเ้าค่ะคุณหญิง...แย่แล้ว! ต้นไม้ในสวนเ้าค่ะ...”
บัวศรีทรุดลงนั่งพรวดพราดออกอาการเหนื่อยหอบจนตัวโยนค่าที่เดินกึ่งวิ่งอย่างเร็วจี๋เพื่อรีบมารายงานสิ่งที่ไปเห็นมาเต็มสองตา
“ค่อยๆพูดค่อยๆจาก็ได้แม่บัวศรีร้องเสียงหลงยังกับเจ๊กตื่นไฟ”
พูดจบคุณหญิงเฟื้อก็ขยับตัวเปลี่ยนท่าเป็นั่งห้อยขาอยู่ขอบตั่งโดยบัวศรีกระเถิบเข้ามาเกาะขา หันรีหันขวางระหว่างมองหน้าผู้เป็นายกับทางประตูโดยนางบัวตองที่อยู่ไม่ห่างกันรีบคายหมากบ้วนลงกระโถนแล้วจับชายผ้าใกล้มือขึ้นเช็ดแบบลวกๆเป็ฝ่ายออกปากอย่างร้อนใจแทนคุณหญิงเสียเอง
“ว่าอย่างไรเล่าแม่บัวศรีคุณหนูเดือนเธอไปก่อวีรกรรมแผลงฤทธิ์เดชตรงไหนให้คุณหญิงท่านปวดหัวอีก”
เมื่อโดนมารดาเอ็ดเสียงเขียวประกอบกับสายตาของคุณหญิงเริ่มฉายแววนิ่ง บัวศรีจึงไม่รีรอรายงานสถานการณ์ที่เห็นจากในสวนดอกไม้ด้านล่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“อิฉันไม่เห็นคุณหนูบัวในสวนหรอกเ้าค่ะไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ตรงที่ใด เห็นแต่ไอ้ดำ ไอ้แดง ไอ้ทอง หมาสามตัวของพี่แสวงมันนอนเล่นแทะกระดูกอยู่แถวนั้น...แต่กอกุหลาบกับต้นมะลิน่ะสิเ้าคะตอนนี้เหี้ยนเตียนระเนระนาดพังราบเป็หน้ากลอง ไม่มีเหลือสักต้นก็ว่าได้เ้าค่ะ”
“อุบ๊ะ!อย่าบอกว่าเป็ฝีมือคุณหนูเดือนนะแม่บัวศรี” นางบัวตองยกมือทาบอกอ้าปากเหวอจนเห็นฟันซี่ดำเรียงเต็มปากมีคราบแดงของหมากติดกรัง
ฝ่ายคุณหญิงเฟื้อฟังความจบก็ลุกขึ้นยืนตัวตรงเหลียวมองไปยังประตูบานเฟี้ยมที่เชื่อมต่อไปจดชานระเบียงโล่งซึ่งทอดยาวติดกับบันไดเรือนหมายจะเห็นสตรีผู้มีแววเป็ต้นเหตุเดินกระย่องกระแย่งขึ้นมาด้วยสีหน้าสำนึกผิดแต่อนิจจา ถัดไปแค่ไม่กี่นาที เดือนสิบกลับก้าวขึ้นเรือนมาด้วยวงหน้ายิ้มย่องผ่องใสสองแขนโอบโถเงินที่ถือลงเรือนไปใส่ดอกมะลิแต่แรกมาหยุดชะงักเมื่อทั้งนายและบ่าวในเรือนต่างจ้องไปที่เธอเป็ตาเดียว
คำแรกที่เปล่งออกไปเป็เสียงเขียวปนแววตาขุ่น...“แม่เดือน!หล่อนจะแก้ตัวว่ากระไร”
///////////////////////////////////////////////////