บทที่ 9 พายุไต้ฝุ่น
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจ้องตากันเงียบ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
"จงจวิน พี่สะใภ้นายให้ฉันเอาของกินมาส่งให้" เสียงทุ้มหนักแน่นของผู้บัญชาการหลิวดังมาจากด้านนอก
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ พายุไต้ฝุ่นกระหน่ำซัดประตูหน้าต่าง ซูจงจวินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หันไปเปิดประตูให้ผู้บัญชาการหลิว
สามีภรรยาบ้านข้าง ๆ ต่างถือร่มคนละคัน ภรรยาของผู้บัญชาการหลิว พี่สะใภ้ต้วนถือตะกร้าผัก ยิ้มเขิน ๆ ให้ทั้งสองคน
อย่าได้ตำหนิที่เธอพูดจาตรง ๆ เธอก็แค่ผู้หญิงบ้านนอก อ่านหนังสือได้ไม่กี่ตัว ถ้าไม่ใช่เพราะสามีได้รับเกียรติในาเกาหลี เธอคงไม่มีชีวิตที่ดีอย่างทุกวันนี้
"จงจวิน เมื่อกี้ฉันใจร้อนไปหน่อย" พี่สะใภ้ต้วนแม้จะเรียกซูจงจวิน แต่สายตากลับมองไปที่ซ่งเฉียว
สามีของเธอตำหนิว่า คำพูดเมื่อครู่ทำให้ซูจงจวินเสียหน้า เขาเป็คนจบมหาวิทยาลัย มีทิฐิสูง การเปิดโปงต่อหน้าว่าภรรยาของเขาเป็คนี้เี ต่อไปเขาจะสั่งสอนทหารได้อย่างไร
"พี่สะใภ้ เชิญข้างในก่อนค่ะ"
ซ่งเฉียวรู้ว่าพี่สะใภ้คนนี้ไม่ได้มีจิตใจที่เลวร้าย อีกอย่างยังเป็ภรรยาของผู้บังคับบัญชาโดยตรงของซูจงจวิน เธอจึงรับตะกร้าผักมาอย่างรู้กาลเทศะ ข้างในมีแตงกวาสด ฟักเขียว และต้นหอมใหญ่สามต้น
"ผักพวกนี้ปลูกเองที่บ้านทั้งนั้น น้องสาว เธอก็ควรจะจัดการลานบ้านตอนที่ว่าง ๆ ฤดูใบไม้ผลิยังไม่ผ่านไป ยังทันปลูกผักผลไม้อยู่นะ" เห็นซ่งเฉียวอายุยังน้อย เธอก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนเล็กน้อย
ผู้บัญชาการหลิวที่อยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงในลำคอดุภรรยาอย่างไม่พอใจ ทำไมถึงอดไม่ได้ที่จะไปยุ่งกับเื่ในบ้านของคนอื่นอีก
ซ่งเฉียวกลับไม่รู้สึกว่าเป็เื่ใหญ่อะไร ลานบ้านนั้นเธอก็ตั้งใจจะจัดการอยู่แล้ว จะปลูกทั้งผักผลไม้และดอกไม้ การมีลานบ้านเป็ของตัวเองเป็ความฝันตลอดชีวิตของเธอ ในชีวิตเก่าราคาบ้านแพงมาก ทำงานทั้งชีวิตก็คงจะซื้อไม่ได้ ไม่คิดว่าเมื่อทะลุมิติมาที่นี่ แค่แต่งงานกับซูจงจวินก็ทำให้ความฝันเป็จริงได้ง่าย ๆ
"ได้ค่ะ ถ้ามีอะไรที่ฉันไม่เข้าใจ คงต้องขอคำแนะนำจากพี่สะใภ้อีกที" ซ่งเฉียวยิ้มและพูดอย่างเป็กันเอง ไม่มีท่าทีเขินอาย
พี่สะใภ้ต้วนได้ยินก็ดีใจ
นายทหารส่วนใหญ่บนเกาะเป็ผู้ที่เคยสร้างผลงานในสนามรบ บางคนที่อายุไม่มาก ก็อาศัยตำแหน่งปัจจุบันแต่งงานกับสาวในเมืองทั้งนั้น
เธอกับพวกผู้หญิงเ่าั้ไม่ค่อยเข้ากัน แต่เพราะตำแหน่งของสามีจึงจำเป็ต้องคบหากัน ส่วนใหญ่เวลาพูดคุยกันจึงรู้สึกอึดอัด เดิมคิดว่าภรรยาของจงจวินก็คงจะเหมือนกัน ไม่คิดว่าเด็กสาวคนนี้จะเป็คนเรียบง่าย นั่นทำให้เธอชอบมาก
"รู้ว่าพวกคุณไม่มีอะไรกิน เลยเอามาให้ ประทังไปก่อนใน่ที่พายุเข้านี้"
ใน่ที่มีพายุไต้ฝุ่น เรือขนส่งเนื้อสัตว์และผักไม่สามารถออกจากชายฝั่งมายังเกาะได้ ร้านค้าสวัสดิการบนเกาะต้องอาศัยแค่สินค้าที่เก็บไว้มาขาย ซึ่งมีปริมาณไม่มาก โดยทั่วไปชาวประมงที่อยู่ใกล้จะรีบมาซื้อจนหมดก่อน ส่วนครอบครัวที่อยู่ไกลแทบไม่มีโอกาสได้ซื้อเลย
นั่นเป็เหตุผลที่วันนี้พี่สะใภ้ต้วนต้องรีบให้ผู้บัญชาการหลิวส่งคนไปซื้ออาหาร เพราะที่บ้านมีลูกสี่คน ลูกชายสามคนลูกสาวหนึ่งคน ซึ่งกำลังอยู่ใน่วัยที่กินจุที่สุด
พอได้ยินว่าจะเอาอาหารมาให้ ซ่งเฉียวก็รีบปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอก วันนี้ฉันซื้อมาเยอะ น่าจะพอกินแล้ว"
"ฉันซื้อข้าวสารกับแป้งขาวมาอย่างละสิบจิน พี่สะใภ้แบ่งไปบ้างซิคะ"
พอซูจงจวินได้ยินว่าสิบจินก็ใ เพราะในใบรายการที่เขาเขียนทิ้งไว้บอกแค่สามจินเท่านั้น
พอได้ยินว่าบ้านซูมีข้าวเหลือเฟือ ผู้บัญชาการหลิวก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาชมซ่งเฉียวว่า "คุณเป็คนแรกเลยที่ผมเห็นซื้อเยอะขนาดนี้ ปกติผู้หญิงบนเกาะนี้เพื่อประหยัดเงินไม่เท่าไร ยอมเดินไปซื้อหลายรอบ"
ผู้บัญชาการหลิวคลุกคลีอยู่ในสนามรบมาสิบกว่าปี ในด้านยุทธวิธีก็มีกลยุทธ์ตัดเสบียงของฝ่ายตรงข้าม ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนต่างเคยผ่าน่อดอยากครั้งใหญ่ในปี 60 มา การมีข้าวในบ้านจึงทำให้สบายใจ
แต่เพียงเพื่อประหยัดเงินเล็กน้อย ทำให้กินแค่สองวันก็ต้องไปซื้อใหม่ ถ้าเจอสภาพอากาศรุนแรง ก็จะไม่มีอาหารกินหลายวัน ดูสิ วันนี้ก็เป็แบบนั้นไม่ใช่หรือ?
ซ่งเฉียวไม่กล้าบอกว่าตัวเองแค่ี้เีไปที่ร้านค้าสวัสดิการบ่อย ๆ จึงบังเอิญได้ของมาเยอะ เพื่อรักษาหน้า เธอจึงตอบว่า "ตอนออกไปเห็นว่าอากาศไม่ค่อยดี ก็เลยคิดว่าซื้อเยอะหน่อยคงไม่ผิดอะไร"
"เห็นไหม ความคิดของเสี่ยวซ่งถูกต้องแล้ว" ผู้บัญชาการหลิวหันไปพูดกับพี่สะใภ้ต้วน
บรรยากาศในห้องเริ่มอึดอัด ซ่งเฉียวจึงรีบพูดแทรก "พี่สะใภ้ ห้าจินพอไหมคะ?"
พี่สะใภ้ต้วนแม้จะไม่พอใจที่ผู้บัญชาการหลิวสั่งสอนตนเพื่อเด็กสาวคนหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าซ่งเฉียวจะให้ยืมข้าวจริง ๆ ก็อดดีใจไม่ได้
อะไรนะที่เขาว่ากัน? อ๋อ ใช่! ตอนนี้เธอกำลังเอาความคิดร้าย ๆ ไปตัดสินคนดี
เมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้ต้วนมองซ่งเฉียวด้วยสายตาชื่นชม ซูจงจวินก็มองซ่งเฉียวอย่างมีนัยยะแอบแฝง
ตอนนี้ลมนอกบ้านยิ่งแรงขึ้น พายุกระหน่ำอย่างรุนแรง ผู้บัญชาการหลิวและภรรยาไม่สามารถกลับไปได้ชั่วคราว แต่เดิมผู้บัญชาการหลิวมาที่นี่ก็ตั้งใจจะสอบถามข้อมูลของซ่งเฉียว จึงถือโอกาสนั่งลง
"เสี่ยวซ่งจบการศึกษาระดับไหนมาเหรอ?" ผู้บัญชาการหลิวถามออกมาตรง ๆ เขาเป็ผู้นำที่ผ่านการนำทัพรบมาหลายปี จึงไม่ชอบการอ้อมค้อมนัก
ตอนนั้นซูจงจวินก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าซ่งเฉียวจบการศึกษาระดับไหน
"จบชั้นมัธยมต้นค่ะ"
พอคำพูดของซ่งเฉียวจบ ชายทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย โดยเฉพาะผู้บัญชาการหลิว ไม่คิดว่าซูจงจวินจะแต่งงานกับผู้หญิงที่มีระดับการศึกษาต่างกันมากขนาดนี้
ส่วนซูจงจวินที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่คาดคิดเช่นกัน แต่เขาไม่อาจให้ผู้บัญชาการหลิวรู้ได้ คนคนนี้มีความสามารถในการสืบสวนสูงมาก ถ้ารู้ว่าเขาแต่งงานเพื่อรายงานขอขึ้นเกาะ ชาตินี้เขาก็คงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเกาะหลูเหวยอีกแล้ว
ในห้องนี้จึงมีแต่พี่สะใภ้ต้วนที่ดีใจ เมื่อเทียบกับภรรยาทหารคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน การศึกษาของซ่งเฉียวต่ำกว่าพอสมควร นั่นไม่ใช่เื่ดีหรอกหรือที่จะได้เข้ากันกับตัวเธอ?
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ผู้บัญชาการหลิวจึงเอ่ยทำลายความอึดอัดนั้น
"การศึกษาไม่ได้เป็ตัวบ่งชี้ทุกอย่าง คนสองคนสามารถร่วมมือกันใช้ชีวิตให้ดีได้ นั่นต่างหากที่สำคัญ"
ซ่งเฉียวพยักหน้าและส่งเสียงตอบรับ จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนัก
แม้ร่างเดิมจะมีการศึกษาไม่สูง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเธอจะเป็แบบนั้น เธอจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง สาขาวิศวกรรมโยธา หลังจบการศึกษาเธอทำงานเป็วิศวกรในโครงการของรัฐวิสาหกิจ เมื่อสองปีก่อนเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งกลับเข้าสำนักงานใหญ่เป็รองหัวหน้าแผนกวิศวกรรม เพราะมีผลงานโดดเด่น
ในบริษัทก่อสร้างของรัฐ การที่ผู้หญิงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็ผู้บริหารระดับกลางนั้นหาได้ยากมาก
"เฟอร์นิเจอร์ในบ้านดูจะน้อยไปหน่อย" ผู้บัญชาการหลิวมองสำรวจห้องพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ทางกองทัพไม่ได้จัดการเื่เฟอร์นิเจอร์ให้กับครอบครัวทหาร และครอบครัวซูก็โชคไม่ดีที่เจอพายุไต้ฝุ่น การจะไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เมืองปินไห่คงจะลำบากมาก
"ที่กองของเก่าหลังบ้านเรามีตู้ถ้วยชามเก่าสองตู้ใช่ไหม?" ผู้บัญชาการหลิวถามภรรยา
"ของพวกนั้นจะใช้ได้เหรอ? โดนปลวกกัดจนแทบไม่เหลือสภาพแล้ว"
"พรุ่งนี้นายลองมาดูก่อน ถ้าใช้ได้ก็เอามาใช้ไปพลาง ๆ ดูในบ้านเฟอร์นิเจอร์น้อยเกินไป ไม่มีบรรยากาศของคู่แต่งงานใหม่เลย" ผู้บัญชาการหลิวพูดกับซูจงจวิน
เขาชื่นชมซูจงจวินมาก คนหนุ่มมีความสามารถ มีความกล้าหาญ เป็คนที่มีอนาคตไกล
ปัญหาเื่ความรักของเขายังคงแก้ไม่ตก บนเกาะมีคนแนะนำสาว ๆ ดี ๆ ให้มากมาย แต่เขาก็ไม่สนใจใคร ผัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย ๆ นอกจากอายุจะมากขึ้นแล้ว ยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย
ไม่คิดว่าคนคนนี้จะยังอยากขอขึ้นเกาะไปปฏิบัติการ ซูจงจวินไม่มีทั้งครอบครัวและทายาท เขาไม่อาจทำให้พ่อแม่ของซูจงจวินผิดหวังได้
และผู้บัญชาการหลิวเองก็เห็นว่าซูจงจวินเป็คนใจร้อนมาก เื่ในอดีตทำให้เขาไม่สนใจชีวิตตัวเองแล้ว ดังนั้นพอได้ยินว่าเขาแต่งงานและพาภรรยามาอยู่บนเกาะด้วย ก็รู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
คุยกันไปได้สักพัก ฝนข้างนอกค่อย ๆ ซาลง เสียงลูกชายคนโตของผู้บัญชาการหลิวะโเรียกแม่มาจากลานบ้านข้าง ๆ บอกว่าน้องชายฉี่รดที่นอนอีกแล้ว
พี่สะใภ้ต้วนโมโหรีบคว้าถุงแป้งและธัญพืชวิ่งออกไปข้างนอก ส่วนผู้บัญชาการหลิวขมวดคิ้วแน่น จำใจเดินตามภรรยาไป
หลังจากพวกเขากลับไป ทั้งสองคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก ซ่งเฉียวยิ่งผ่อนคลายพิงพนักเก้าอี้ หาวหวอดติดกันหลายที
การพูดคุยคืนนี้ทำให้ซูจงจวินแทบจำซ่งเฉียวไม่ได้ เธอบอกว่าเรียนจบแค่มัธยมต้น แต่กิริยาท่าทางและการพูดจากลับเหมือนคนเรียนจบมัธยมปลาย วันนี้ยังสามารถพูดคุยกับครอบครัวผู้บัญชาการหลิวได้อย่างไม่ประหม่า ถ้าบอกว่าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่แปลกใจ
และสิ่งที่ทำให้ซูจงจวินงงกว่านั้นคือตัวเขาเอง ที่แต่งงานกับผู้หญิงที่เรียนจบแค่มัธยมต้น แต่กลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย