ว่าด้วยเื่ของศาสตราวุธแล้วในสุสานแห่งนี้นับว่ามีสิ่งที่ผู้คนตามหานับไม่ถ้วนแต่จะได้มันมาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและโชควาสนา
ตลอดการเดินทางทั้งสองปกปิดกลิ่นอายของพลังิญญาเอาไว้เพื่อไม่ให้สัตว์ิญญาและสัตว์เทพค้นพบแต่จะมีบ่อยครั้งที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งถูกหลอกให้เข้าไปในเขตแดนสัตว์ิญญาหรือแม้แต่สัตว์เทพทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าเป็อวิ๋นเฟยเฟิ่งเพียงคนเดียวที่ต่อสู้ โดยมีร่างสูงสง่ายืนดูอย่างรื่นรมย์
อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงแม้จะโมโหจนแทบกระอักเืแต่ก็ต้องจำยอมด้วยเหตุผล โดยเขาบอกว่ามาถึงที่นี่แล้วหากไม่ฝึกปรือฝีมือจะเสียเปล่าดังนั้นสามวันมานี้อวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงมีสภาพทรหดเนื้อตัวทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยคราบเื
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการต่อสู้กับสัตว์เทพในสุสานกระบี่มารบรรพชนนี่ทำให้พลังิญญายุทธ์ของนางคงที่และเสถียรเป็อย่างมากอีกทั้งยังชำนาญการใช้พลังธาตุทั้งสองสาย กลิ่นอายรอบกายของอวิ๋นเฟยเฟิ่งในตอนนี้แตกต่างจากตอนก่อนเข้ามามาก ตอนนี้หากอยู่ด้านนอกคงทำให้ผู้คนแตกตื่นจนไม่อยากเข้าใกล้เลยเชียว
และแล้วทั้งคู่ก็มาถึงใจกลางของสุสานจนได้ บริเวณโดยรอบเงียบซะงัดไอหมอกปกคลุมทั่วบริเวณมีแต่ความมืดมิดหากไม่ใช่ผู้มีพลังิญญายุทธ์ระดับศิลาขึ้นไปเกรงว่าคงไม่อาจมองเห็นสิ่งใดนอกจากความมืดแน่นอนว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งมองเห็นทุกอย่างชัดเจนร่วมถึงร่างสูงด้วย
พอมองกว้างๆจะเห็นว่าโดยรอบสุสานจะเต็มไปด้วยศาสตราวุธมากมายหลายหมื่นชิ้นถูกทิ้งระเกะระกะเต็มพื้น บางชิ้นก็เสียบอยู่บนต้นไม้ก็มี
"ที่นี่แหละ"ร่างสูงเอ่ยขึ้น
"แล้วข้าต้องทำอย่างไร"อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่เข้าใจว่าจะต้องทำเช่นไรให้อาวุธที่มีจิติญญาเ่าั้เลือกนาง
"ปลดปล่อยพลังิญญาของเ้าทั้งหมดออกมาจากนั้นมันจะมาหาเ้าเอง"กล่าวแล้วก็ถอยหลังออกไปเพื่อให้พื้นที่แก่นางแต่แล้วก็นึกบางอย่างได้
"อ้อ ลืมบอกไปเมื่อมันปรากฏออกมาต่อหน้าเ้า ฉะนั้นเ้าต้องสู้กับมันให้ชนะมันถึงจะเป็ของเ้าอย่างแท้จริง"ว่าแล้วก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที
"นี่ยังต้องสู้กับอาวุธที่จะมาเป็ของตัวเองอีกหรือนี่ ยุ่งยากซะจริง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่ได้ใที่ร่างสูงหายตัวไปเพราะตลอดเวลาที่อยู่ในสุสานแห่งนี้มากว่าหกวันเขาก็มักจะทำแบบนี้ประจำเมื่อมีสิ่งที่นางต้องลงมือทำด้วยตัวคนเดียว
อวิ๋นเฟยเฟิ่งหลับตารวบรวมสมาธิให้นิ่งก่อนจะปลดปล่อยพลังิญญายุทธ์ระดับราชันย์ขั้นสูงออกไป ไอพลังแพร่กระจายออกไปบริเวณรอบๆกลางสุสาน ไม่นานก็มีเสียงเหมือนเหล็กกระทบกันดังขึ้น
อวิ๋นเฟยเฟิ่งลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆฝ่าความมืดเพื่อหาที่มาของเสียงเมื่อมองไปยังด้านในส่วนลึกของสุสานจะเห็นแสงสีม่วงอ่อนๆลอยตรงเข้ามาหานางด้วยความเร็วเมื่อมาหยุดอยู่ต่อหน้ามันก็ลอยวนรอบตัวของนางไปมาเหมือนกับกำลังสำรวจตรวจตราอวิ๋นเฟยเฟิ่งั้แ่หัวจรดเท้ายังไงอย่างงั้นก่อนที่มันจะหยุดอยู่ตรงหน้าของนางนิ่ง
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเมื่อเห็นรูปนางของมันชัดๆจึงเห็นว่ามันคือโซ่จิติญญาระดับเทวะ! หัวใจของนางถึงกับกระตุกถึงจะดีใจที่อาวุธระดับสูงเลือกนางแต่ว่าศาสตราวุธระดับนี้นางจะเอาชนะมันได้อย่างไร
"สู้ให้ถึงที่สุดก็พอไม่ต้องคิดอะไรมาก"ร่างสูงที่หลบอยู่ในความมืดเหมือนจะรู้ว่าในใจของนางกำลังคิดอะไรจึงเอ่ยขึ้น เขานึกไม่ถึงว่าของชิ้นนี้จะเลือกนาง
โซ่จิติญญาระดับเทวะคือศาสตราวุธที่ทรงพลังมันสามารถแปรสภาพร่างกายของมันเป็ไปตามความนึกคิดของผู้เป็นาย ในการต่อสู้หากเชี่ยวชาญอาวุธที่ตนถือครองว่าดีแล้วแต่ถ้าหากอาวุธในมือสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ก็ยิ่งเพิ่มอัตราการชนะมากขึ้น ของชิ้นนี้มีเพียงชิ้นเดียวในโลกว่ากันว่าในตอนที่เกิดาของแดนมารโซ่จิติญญาถูกนำมาหลอมโดยสิ่งที่ใช้หลอมคือหัวใจของัน้ำแข็งที่มีพลังิญญาระดับา
และยิ่งได้ออกรบดื่มเืในสนามรบเป็เวลานานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็ศาสตราวุธที่เปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจนึก ผู้คนเรียกมันว่าโซ่แห่งจิติญญาสารพัดนึกหรือเรียกสั้นๆว่าโซ่สารพัดนึก
โซ่สารพัดนึกเริ่มโจมตีอวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยความเร็วและแรงพลังิญญาเอ่อล้นทะลักออกมา อวิ๋นเฟยเฟิ่งได้แต่หลบการโจมตีที่ทรงพลังจากนั้นก็ปลดปล่อยพลังิญญายุทธ์ธาตุพฤกษาออกมาตวัดไปทางโซ่สารพัดนึก เถาวัลย์ของนางยึดเหนี่ยวโซ่สารพัดนึกเอาไว้ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นมันก็สะบัดหลุดออกมาได้
การต่อสู้ของอวิ๋นเฟยเฟิ่งกับโซ่จิติญญาสารพัดนึกมีความรุนแรงเป็อย่างมากทั่วบริเวณใจกลางสุสานแห่งนี้มีร่องรอยของการถูกพลังิญญาแผดเผา ถึงอวิ๋นเฟยเฟิ่งจะใช้พลังระดับราชันย์โจมตีเข้าใส่เต็มแรงแต่ก็ไม่อาจทำให้โซ่สารพัดนึกสั่นไหวได้เลยแม้แต่น้อย
การฟาดฟันกันของหนึ่งคนหนึ่งโซ่มองในความมืดจะเห็นเพียงสีของพลังิญญายุทธ์สองสายเท่านั้นเพราะทั้งคู่โจมตีกันด้วยความเร็วจนมองตามไม่ทัน แต่แน่นอนว่ายกเว้นร่างสูงที่สวมหน้ากากที่กำลังยืนดูการปะทะกันของโซ่สารพัดนึกและอวิ๋นเฟยเฟิ่ง
เป็เวลากว่าหนึ่งวันหนึ่งคืนที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งได้ต่อสู้กับโซ่สารพัดนึกแน่นอนว่าอวิ๋นเฟยเฟิ่งาเ็อย่างหนักโอสถรักษาแผล โอสถเพิ่มพลังิญญาและน้ำมรกต์ถูกนำออกมากินนับไม่ถ้วน โดยตลอดเวลาที่โซ่จิติญญาสารพัดนึกเข้าจู่โจมมันจะแปรสภาพร่างกายของมันเป็ศาสตราวุธทุกชนิดเท่าที่มันจะทำได้ แต่อวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ไม่ยอมแพ้เพราะในเมื่อมาแล้วพบเจอกันแล้วหากพลาดไปก็ไม่มีโอกาสอีกแล้วเช่นกัน ยังไงโซ่จิติญญาสารพัดนึกต้องเป็ของนาง!ฉะนั้นจะสู้ให้ถึงที่สุด
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าการที่นางต่อสูงกับโซ่สารพัดนึกกำลังได้รับการถ่ายทอดทักษะวิชายุทธ์ระดับราชันย์ เป็ทักษะวิชาขั้นสุดของเคล็ดวิชายุทธ์ อีกทั้งความเร็วในการออกกระบวนท่าแต่ละครั้งมีความรุนแรงมากขึ้นเป็สองเท่า หากสำเร็จต่อให้เป็ผู้มีพลังระดับเทวะหรือเซียนก็สามารถเอาชนะได้ไม่ยาก
สองวันผ่านไปอย่างทรหดเข้าวันที่สามของการต่อสู้ตอนนี้อวิ๋นเฟยเฟิ่งเริ่มจะไม่ไหวแล้วด้วยร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่ชั่วครู่ แต่กระนั้นโซ่สารพัดนึกก็ไม่ผ่อนแรงในการโจมตีเลยสักครั้ง
แน่นอนว่าตลอดเวลาที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งฟาดฟันกับโซ่จิติญญาสารพัดนึกก็มีสัตว์ิญญาที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาก่อกวนอยู่ไม่น้อย หรือแม้แต่สัตว์เทพบางตัวที่อยู่บริเวณใกล้ๆก็มา บางตัวเพียงแค่มาดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็กลับออกไปบางตัวก็เข้ามาแจมด้วยแต่ก็ไม่อาจผ่านด่านของคนตัวสูงที่ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากเข้าไปก่อกวนอวิ๋นเฟยเฟิ่งได้เลยแม้สักตัว
ฉึก!
โซ่สารพัดนึกกลายสภาพเป็กระบี่เล่มยาวกำลังจะแทงเข้าบริเวณหน้าอกของอวิ๋นเฟยเฟิ่งแต่แล้วอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ได้ยับยั้งเอาไว้ด้วยการจับคมกระบี่เอาไว้เพื่อไม่ให้มันแทงเข้ามาซึ่งบริเวณนี้อยู่ใกล้กับหัวใจของนางมาก แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแรงมีหรือจะยับยั้งเอาไว้ได้
ฉึก!
"อึก! แค่กๆ"เสียงของอวิ๋นเฟยเฟิ่งสำลักเืออกมาคำใหญ่และไอออกมาเมื่อคมของกระบี่เสียบแทงเข้ากับหน้าอกข้างซ้าย ความเ็ปรุนแรงไหลบ่าเข้าทันทีมือทั้งสองข้างที่ถูกคมกระบี่บาดก็มีเืไหลออกมาไม่ขาดสายทำให้หน้ามืดคล้ายจะเป็ลมกำลังประคองสติไม่ไหวอีกต่อไป
ร่างสูงที่เห็นแบบนั้นก็กำลังจะเข้าไปช่วยแต่แล้วก็เกิดแสงสีม่วงสว่างเจิดจ้าออกมาทำให้บริเวณโดยรอบเกิดความสว่างจนแสบตาจากความมืดมิดเขาจึงไม่เข้าไปขัดจังหวะ ร่างของอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่ไร้เรี่ยวแรงมีสติครึ่งๆกลางๆลอยขึ้นจากพื้น เพียงสิบลมหายใจแสงสีม่วงอ่อนก็ค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างกายของอวิ๋นเฟยเฟิ่งจากที่สว่างจ้าเมื่อไหลเข้าสู่ร่างกายนางบริเวณรอบๆก็ค่อยๆมืดลง
โซ่จิติญญาที่เสียบหน้าอกของอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ค่อยๆจางหายไปเข้าสู่ร่างกาย าแทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามเนื้อตัวก็หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นร่างที่ลอยอยู่ก็ค่อยๆลอยลงมาทุกอย่างกลับมาเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง ร่างสูงทะยานมารับอวิ๋นเฟยเฟิ่งที่หมดสติไปแล้วเอาไว้และเปิดหลุมมิติออกไปจากใจกลางสุสานทันที
ร่างสูงอุ้มร่างบางไว้บนเตียงนอนในห้องของตนจากนั้นก็ทำการสำรวจร่างกายของนางอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยการปล่อยพลังิญญาเข้าไปสำรวจภายใน และเมื่อแน่ใจว่าภายในไม่เป็อะไรทั้งยังแข็งแรงสมบูรณ์เป็อย่างมากก็วางใจ สำรวจภายในเสร็จก็สำรวจภายนอก เขาเปิดตรงบริเวณหน้าอกข้างที่ถูกแทงแต่พอเปิดออกกลับไม่พบาแใดๆจึงแปลกใจจากนั้นก็จับมือเรียวทั้งสองข้างมาดูก็ไม่พบาแใดๆเช่นกัน
"ที่แท้นางก็ทำสำเร็จ โซ่จิติญญาสารพัดนึกระดับเทวะยอมรับเ้าแล้วทั้งยังทำพันธสัญญากับเ้าเอง"ที่บอกว่าทำพันธสัญญาเองคงเป็ตอนที่โซ่สารพัดนึกเสียบแทงเข้าที่หน้าอกของนาง สมกับเป็ศาสตราวุธดินแดนมารเสียจริงวิธีการทำพันธสัญญาช่างโหดร้ายนัก!
อวิ๋นเฟยเฟิ่งนอนพักหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆไม่นานก็รู้สึกตัวแต่ยังนอนแช่ยังไม่ขยับร่างกายมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่มองไปทั่วห้อง ข้างๆมีร่างสูงที่สวมหน้ากากนั่งเอนหลังหลับตาอยู่บนเตียงเดียวกันกับนาง
"ข้านึกว่าจะไม่รอดเสียแล้ว"อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยขึ้นแต่ยังนอนนิ่งอยู่ตอนนี้นางรับรู้ถึงพลังิญญาที่แข็งแกร่งและเข้มข้นเป็อย่างมาก ซึ่งพูดง่ายๆคือนางได้เลื่อนระดับพลังิญญายุทธ์เป็ระดับเทวะขั้นต่ำแล้ว!
"ข้าไหนเลยจะปล่อยให้เ้าตาย"ร่างสูงเอ่ยขณะที่ยังหลับตาอยู่
"ขอบคุณ ถึงมันจะโหดร้ายอย่างถึงที่สุดแต่ผลลัพธ์ที่ได้มีค่าอย่างหาใดเปรียบ"เป็ดังที่เขาว่าไว้ว่าสิ่งที่ได้มายากยิ่งอันตรายก็ยิ่งมีค่า
ร่างสูงลืมตาขึ้นมาและหันไปมองคนตัวเล็กกว่าที่นอนนิ่งยังไม่ขยับไปไหนโดยไม่พูดอะไร สีหน้าภายใต้หน้ากากดำนั้นยากจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไร
"ทีนี้เ้าจะบอกชื่อของเ้าได้หรือยัง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งลุกขึ้นนั่งและมองใบหน้าที่ใส่หน้ากาก นางอยากรู้ว่าเขาซ่อนความลับใดเอาไว้ในนั้นกัน เวลานี้นางไว้ใจเขามากที่สุดแล้ว
"ชื่อของข้า"เอ่ยขึ้นและเงียบลงสายตาจ้องมองใบหน้าเรียวนิ่ง
"เซียวโม่ฉือ"เอ่ยบอกไปด้วยเสียงที่ไม่หนักไม่เบานักก็เงียบลงมองดูปฏิกิริยาสีหน้าของคนตรงหน้า ก่อนจะถอดหน้ากากออกจากใบหน้าช้าๆจนเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหล่าไม่ว่าจะเป็จมูกโด่งเป็สั้นรับกับรูปหน้าริมฝีปากแดงระเรื่อบางเสียบคิ้วหนาตาคมออกไปทางดุแต่โดยรวมแล้วหล่อมีเสน่ห์จนยากจะต้านทาน
"เ้า! เซียวโม่ฉือ!เหตุใดต้องโกหกข้า!"อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงกับใอย่างคาดไม่ถึงไม่คิดว่าจะเป็เขาถึงว่าล่ะทำไมนางถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเขานักที่แท้ก็เป็เขา ทำไมเขาต้องโกหกนางทำไมไม่เปิดเผยตัวตนั้แ่แรก อีกอย่างที่นางจำเขาไม่ได้แต่แรกเพราะในความทรงจำเมื่อร้อยปีก่อนบุคลิกลักษณะท่าทางของเซียวโม่ฉือไม่ใช่แบบนี้
เมื่อก่อนเขาเป็คนเงียบขรึมไม่พูดไม่จาน้อยครั้งที่เขาจะเอ่ยอะไรออกมาไม่สุงสิงกับใครเป็พวกชอบอยู่คนเดียวแต่ตอนนี้เขาพูดมากทั้งยังกวนประสาทจนนางอยากจะบีบคอเขาวันละหลายสิบหนไหนจะชอบยั่วยวนนางให้หลงเสน่ห์อีกซึ่งมันผิดจากความเป็จริงที่นางรู้จักมาก
อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่รู้หรอกว่าั้แ่เื่คืนนั้นและเื่ที่นางหายตัวไปเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและสิ่งที่เขาแสดงออกตอนนี้กับนางเขาก็ทำแค่กับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง เพียงแค่รู้สึกว่าถ้าเ้าเจอข้าแล้วจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจคิดว่าเ้าคงยังไม่พร้อมที่จะเจอข้า"หรือเขาจะคิดมากเกินไปเกี่ยวกับเื่นั้น
"ทำไมข้าต้องกระอักกระอ่วนใจเวลาเจอเ้าด้วย มีเื่อะไรที่ขะ..."อวิ๋นเฟยเฟิ่งเอ่ยอย่างหัวเสียกับคำพูดของเซียวโม่ฉือก่อนจะต้องหยุดชะงักตาโตขึ้นเมื่อมีเื่หนึ่งแวบเข้ามาในหัวและเงียบเสียงลง
เื่กระอักกระอ่วนที่เขากล่าวมานั้นก็จริงอย่างเขาว่าหากเขาออกมาปรากฏตัวต่อหน้านางในครั้งแรกนางคงจะหนีหน้าเขาไปให้ไกลแน่ ถึงมันจะเป็อุบัติเหตุก็เถอะแต่แล้วอย่างไรเล่านางเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าตนเต็มใจแค่ไหน ซ้ำยังทำผิดต่อเขาคนนั้น