หนานกู่เยว่หันมามองจวินหวง ดวงตาวิบวับยิ้มอย่างซุกซนเดินเตร่เข้ามายืนข้างหน้าจวินหวงกวาดตามองดูผู้คนแล้วกระซิบบอกเบาๆ"ข้าหนานกู่เยว่หน้าตาก็ไม่เลว แล้วทำไมต้องปิดบังด้วยล่ะเปิดเผยแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นอย่างไรนี่"
"องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้องแต่ว่าธรรมเนียมเป่ยฉีแต่โบราณผ้าคลุมหน้าจะต้องให้สามีเป็นผู้เปิดออกให้องค์หญิงทรงเปิดเผยตรงไปตรงมา สตรีในเป่ยฉีย่อมไม่อาจเทียมได้แต่ธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณเราอย่าไปแก้ไขจะดีกว่า"จวินหวงกล่าวไปตามความจริง
หนานกู่เยว่ก้มหน้าครุ่นคิด รู้สึกว่าที่จวินหวงกล่าวมามีเหตุผลนางแลบลิ้นออกมาแล้วก็ยอมคลุมผ้าคลุมหน้ากลับไปใหม่อีกครั้งอย่างเขินอายจากนั้นก็ยื่นมือให้สาวใช้ช่วยประคองนางไว้
จวินหวงคลี่พัดออกแล้วหัวเราะ แต่ทว่าดวงตากลับเย็นยะเยือกนางมองไปยังฉีเฉินที่กำลังทักทายคนอื่นๆ อยู่อีกด้านหนึ่งแล้วก็หันกลับมามองหนานกู่เยว่ ยากจะคาดเดาได้จริงๆว่าทั้งสองคนจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นชะตาของพวกเขาเองไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับนาง
ในสถานที่ไกลห่างออกมาเล็กน้อยมีบุรุษผู้หนึ่งยืนขมวดหัวคิ้วมองจวินหวงอย่างพินิจดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกสนใจ นิ้วมือขาวซีดบีบคลำแก้วหยกขาวในมือรอยยิ้มที่ริมฝีปากคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
ผู้ที่มองจวินหวงด้วยความสนใจก็คงจะมีเพียงคนผู้นี้หนานสวินมองจวินหวงไม่ละสายตา แม้แต่ซ่างกวนเยว่ที่กำลังจ้องมองตนเองอยู่ข้างๆด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมหลงใหลเขายังไม่สังเกตเห็น
ซ่างกวนเยว่ค่อยๆ ลุกขึ้น ไปเอากาสุราจากมือของสาวใช้แล้วเดินมาอยู่ข้างๆหนานสวิน จากนั้นก็ยอบกายลงรินสุราให้ สายตาก็จับอยู่ที่เขาจนสุราเต็มจอกแล้วก็ยังไม่รู้ตัว
"คุณหนูซ่างกวนจะรินสุราให้ท่วมจวนเฉินอ๋องเลยใช่หรือไม่?" จวินหวงยิ้ม เลิกคิ้วแล้วถามขึ้น
หนานสวินได้สติกลับมา ซ่างกวนเยว่ก็เพิ่งรู้ตัวกาสุราในมือหล่นลงกระแทกกับพื้นโต๊ะเกิดเสียงดัง น้ำสุราใสๆ หกออกมาหนานสวินขมวดคิ้วมองสุราที่ไหลนองอยู่เต็มโต๊ะ
"ขะ... ข้าไม่ได้ตั้งใจ..."ซ่างกวนเยว่มองสุราที่หกเต็มโต๊ะด้วยสายตาตื่นตระหนกลนลานล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาหมายจะเช็ดทำความสะอาดแต่ถูกจวินหวงห้ามเอาไว้เสียก่อน
ซ่างกวนเยว่มุ่นคิ้วมองหน้าจวินหวง จวินหวงเพียงยิ้มบางๆ แล้วมองนางกลับ"แม่นางซ่างกวนอย่าทำเช่นนี้ เรื่องพวกนี้ควรเป็นหน้าที่ของบ่าวไพร่ไยคุณหนูซ่างกวนต้องลงมือเองด้วยเล่า?" กล่าวจบก็กวักมือเรียกสาวใช้ด้านข้างสาวใช้หยิบผ้าเข้ามาเช็ดด้วยท่าทางนบนอบ
อาจเป็นเพราะว่าน้ำเสียงของจวินหวงเจือด้วยเสียงหัวเราะสตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหินจะยอมรับสถานการณ์นี้ได้อย่างไรนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนกรามแทบแตก มองจวินหวงด้วยสายตาเกรี้ยวกราดราวกับเป็นการประนามอย่างไร้สุ้มเสียงว่าจวินหวงฉีกหน้านางต่อหน้าหนานสวิน
แต่จวินหวงไม่เคยสนใจความคิดของซ่างกวนเยว่ที่มองตนเองอยู่แล้วจึงเพียงมองหนานสวินเงียบๆ จากนั้นก็หมุนกายเดินจากไปซ่างกวนเยว่รู้สึกว่าตนเองไม่ควรจะกล่าวมากความอีกจึงขบริมฝีปากล่างอย่างเจ็บใจแล้วเดินกลับไปที่นั่งของตน
"ฮ่องเต้เสด็จ พระสนมกุ้ยเฟยเสด็จ" ไม่นานนักเสียงใสกังวานของขันทีที่อยู่นอกประตูก็ดังขึ้น คนที่อยู่ในห้องค่อยๆ สงบเงียบลงทุกคนล้วนมองไปที่ประตูเฝ้ารอการปรากฏตัวของฮ่องเต้และพระสนมกุ้ยเฟยผู้ซึ่งอยู่แต่ในวังมาโดยตลอดไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะมากนักผู้คนในสถานที่นั้นล้วนอยากจะชื่นชมพระบารมีของโอรสสวรรค์ผู้ครอบครองบัลลังก์มังกร แต่ก็ย่อมมีบุรุษเจ้าสำราญบางคนที่เพียงแค่ต้องการมาชมความงดงามของพระสนมกุ้ยเฟยด้วยตาของตนเองเท่านั้น
กล่าวกันว่ากาลเวลามักไร้ความปรานี แม้สตรีโฉมงามพิไลสุดท้ายก็ย่อมร่วงโรย แต่ทว่าพระสนมกุ้ยเฟยกลับยังทรงดูอ่อนกว่าวัยแม้ว่าจะมีพระชนม์มายุสี่สิบกว่าปีแล้วก็ตามความงดงามที่แผ่ออกมารอบกายยังทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้
พระสนมแย้มพระสรวลรับสายตาผู้คนเหล่านี้อย่างเหมาะสมอาภรณ์หรูหรายิ่งทำให้งดงามสะดุดตา พระนางเยื้องย่างเข้ามายืนอยู่หน้าหนานกู่เยว่ฉีเฉินประสานมือถวายบังคม หนานกู่เยว่ยอบกายลงถวายคำนับทุกคนในสถานที่แห่งนั้นต่างถวายบังคมแสดงความเคารพต่อพระนาง
"พวกท่านไม่ต้องมากพิธี วันนี้เป็นมหามงคลของโอรสของข้าทุกท่านไม่ต้องสำรวมกิริยาจนเกินไป สนุกกันให้เต็มที่เถิด"พระสนมกุ้ยเฟยเอ่ยปากพูด ผู้คนต่างร้องแสดงความยินดีกันเซ็งแซ่พระเนตรเรียวดุจพญาหงส์งดงามยิ่งนัก แม้แต่จวินหวงยังรู้สึกเช่นนี้ แต่องค์ฮ่องเต้กลับไม่มีพระราชดำรัสใดๆเพียงแต่ประทับอยู่ในตำแหน่งประธานของงานด้วยพระพักตร์เรียบเฉย
หลังจากที่ฉีเฉินเชิญให้ทุกคนนั่งลงแล้วก็เริ่มเข้าสู่ช่วงพิธีการที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนจวินหวงดูแล้วก็รู้สึกง่วงขึ้นมาเล็กน้อย นั่งเท้าคางหาววอดๆต่อเนื่องอยู่หลายครั้ง หนานสวินที่มองนางอยู่ไกลๆ ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้จวินหวงรู้สึกถึงสายตาของเขา ก็เพียงแค่มองกลับไปนางเลิกคิ้วแล้วชูจอกขึ้นคารวะสุราให้เขา แล้วดื่มสุราลงไปก่อนจนหมดจอก
ฉีเฉินกับหนานกู่เยว่ยืนหันหน้าเข้าหากันฉีเฉินมองไม่เห็นใบหน้าของหนานกู่เยว่ หนานกู่เยว่ก็ไม่เห็นรอยยิ้มของเขาเห็นเพียงรองเท้าแพรต่วนสีดำปักดิ้นทองของฉีเฉินนางไม่เคยรู้สึกวิเศษเช่นนี้มาก่อนไม่คิดเลยว่าการได้รักใครคนหนึ่งและได้แต่งงานให้กับเขาจะให้ความรู้สึกหวานล้ำในใจเยี่ยงนี้
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ฮ่องเต้และพระสนมกุ้ยเฟยก็เสด็จกลับชั่วขณะนั้นผู้คนโดยรอบต่างก็เริ่มสนุกสนาน ส่งเสียงดังคึกคักอย่างเบิกบานใจไม่ต้องสำรวมกิริยาเช่นตอนแรกอีก
หลังจากฉีเฉินให้คนส่งหนานกู่เยว่เข้าไปพักผ่อนในห้องหอแล้วเขาก็เดินมาหาจวินหวง จวินหวงเป็นแขกพิเศษ ย่อมจะลุกขึ้นยืนยิ้มรับพร้อมจอกสุราในมือ"ยินดีกับฝ่าพระบาทที่ได้อภิเษกสมรสกับองค์หญิงผู้เพียบพร้อมเช่นนี้"
ฉีเฉินฟังแล้วก็หัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ เดินเข้ามาใกล้จวินหวงแล้วพานางเดินออกมาด้านนอก "น้องเฟิงกับเปิ่นหวางเรียกกันเป็นพี่น้องวันนี้เปิ่นหวางอยากจะช่วยสนับสนุนหน้าที่การงานให้เจ้าน้องเฟิงก็ตามเปิ่นหวางมาทำความรู้จักกับผู้คนเสียหน่อยเถิด"
จวินหวงย่อมรู้ความคิดในใจของฉีเฉินเป็นอย่างดีนางพยักหน้าแล้วถือจอกสุราเดินตามฉีเฉินออกไป และคารวะทักทายผู้มาร่วมงานทีละคนๆ
คนแรกที่พบคือตวนชินอ๋อง ฉีเฉินผายมือมาที่ตวนชินอ๋องแล้วกล่าวกับจวินหวง"ท่านนี้คือตวนชินอ๋อง ผู้ที่เป็นเหมือนดังเมฆลอยกระสาป่าตอนที่เปิ่นหวางพบน้องเฟิงครั้งแรกก็ยังรู้สึกว่าน้องเฟิงช่างเหมือนกับเขายิ่งนัก"
"ผู้น้อยคารวะตวนชินอ๋อง" จวินหวงเหลือบตาขึ้นมองตวนชินอ๋องยิ้มน้อยๆ ยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากจิบเพียงเบาๆ หนึ่งคำ
ตวนชินอ๋องลุกขึ้นตามมา ยกจอกสุราจากบนโต๊ะให้สาวใช้รินสุราให้จากนั้นก็ยกขึ้นดื่มจนหมดจอกแต่แล้วกลับเห็นว่าในแก้วของจวินหวงยังมีสุราเหลืออยู่ จึงเลิกคิ้วด้วยความสงสัยแล้วถามขึ้น "เปิ่นหวางดื่มหมดจอกแล้ว แต่คุณชายกลับยังเหลืออยู่มิทราบว่าหมายความว่าเช่นไร?"
จวินหวงไม่คิดว่าตวนชินอ๋องจะจริงจังเช่นนี้มองดูสุราใสจนสะท้อนเห็นเปลวเทียนในจอก แล้วหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า"มิใช่ว่าไม่ให้เกียรติหวางเหย่ เพียงแต่ผู้น้อยคอไม่แข็งวันนี้เป็นวันมหามงคลของไท่จื่อ เกรงว่าถ้าดื่มจนเมาจะทำให้ทุกท่านหมดสนุกแต่ในเมื่อหวางเหย่เอ่ยปากแล้ว ผู้น้อยก็จะไม่พูดมากสุราจอกนี้ผู้น้อยจะดื่มให้หมดเดี๋ยวนี้"กล่าวจบก็แหงนหน้าขึ้นดื่มสุราลงไปจนหมด
ตวนชินอ๋องวางจอกสุราลงแล้วปรบมือ จวินหวงสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งพอดีเห็นมีคนมาคารวะสุราฉีเฉิน ฉีเฉินมุ่นคิ้วเข้าหากันจวินหวงนึกขึ้นมาได้ว่าสองสามวันนี้สุขภาพฉีเฉินไม่ค่อยดีหมอหลวงก็บอกว่าอย่าดื่มสุรา นางจึงยิ้มและกล่าวว่า "ฝ่าพระบาทสุขภาพไม่ดีสุราจอกนี้ให้ผู้น้อยดื่มแทนเถิด"
ผู้มารู้ว่าจวินหวงคือคนสนิทของฉีเฉินจึงไม่กล้าพูดมาก ยิ่งไปกว่านั้นฉีเฉินก็ไม่ได้อยากจะดื่มสุราจอกนี้อยู่แล้วจึงเพียงหัวเราะเก้อๆแต่ในใจกลับคิดว่าโชคดีนักที่มีจวินหวงมาช่วยตนเองแก้สถานการณ์ได้
หลังดื่มสุราแล้ว ฉีเฉินก็พาจวินหวงมาถึงด้านหน้าของหนานสวินผายมือไปที่หนานสวินแล้วกล่าวว่า "นี่คือเทพสงครามของเป่ยฉีเราเจ้ารู้จักอยู่แล้ว"
จวินหวงพยักหน้า พอสาวใช้ส่งจอกสุรามาให้นางก็มองหน้าหนานสวินขณะที่กำลังตัดสินใจจะแหงนหน้าดื่มสุราลงไป กลับถูกหนานสวินห้ามไว้ก่อนนางเหลือบมองหนานสวินอย่างสงสัย แต่หนานสวินเพียงแค่มองด้วยสายตานิ่งเย็นก่อนจะกล่าวว่า "สุราดื่มมากไม่มีประโยชน์ ไม่สู้ดื่มชาจะดีกว่า"พูดจบเขาก็ยกกาน้ำชาจากบนโต๊ะ แล้วฉวยจอกสุราในมือของจวินหวงมาโดยไม่สนใจสายตาประหลาดใจของผู้อื่นเขาเทสุราในจอกทิ้งแล้วรินน้ำชาใส่จนเต็มให้ด้วยตนเอง
แม้ว่าในใจของจวินหวงจะรู้สึกสงสัยแต่ก็รู้ว่าหนานสวินคงกังวลเรื่องพิษในตัวนางจึงเหลือบตาขึ้นส่งความรู้สึกแทนคำขอบคุณ หลังดื่มชาแล้วก็ตามฉีเฉินไปที่อื่นต่อตอนที่นางหันกลับไปก็เห็นหนานสวินยังคงมองตนเองอยู่ด้วยแววตาลึกซึ้ง
หลังจากคารวะทักทายแขกครบทุกคนแล้ว คนสุดท้ายที่มาถึงก็คือท่านรองเสนาบดี จวินหวงเคยพบเขาอีกทั้งตอนนี้รองเสนาบดีก็ได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มของฉีอวิ๋นแล้วแน่นอนว่าเขาต้องเคยล่วงเกินให้ฉีเฉินไม่พอใจในท้องพระโรงหลายต่อหลายครั้งนางไม่คิดว่าวันนี้เขาจะมาด้วย
ยังมีฉีเฉินอีกคนที่รู้สึกแปลกใจเช่นกันเขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาแล้วกล่าวว่า"ไม่คิดว่าท่านรองเสนาบดีจะมาร่วมงานอภิเษกสมรสของเปิ่นหวางด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ"
รองเสนาบดีหน้าเสีย เขาเงยหน้าขึ้นมองจวินหวง นางรู้ว่าเขาคิดอะไรในใจคราวที่แล้วนางแค่บอกให้เขาดูสถานการณ์ให้กระจ่างไม่ได้บอกให้เขาฝืนใจมาร่วมงานมงคลในวันนี้ รองเสนาบดีลุ่มๆดอนๆ อยู่ในราชสำนักมาหลายปี ย่อมรู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูดจึงเพียงแต่สับหลีกสายตามองไปที่มองฉีเฉิน แล้วประสานมือคารวะ
"คำกล่าวนี้ของฝ่าพระบาทดูเป็นการตัดรอนกระหม่อมแล้ว"
"ฮึ! ใต้เท้าช่างทำให้คนดูไม่ออกจริงๆจำได้ว่าตอนแรกที่เปิ่นหวางแต่งเว่ยหลานอิ๋งก็ไม่เห็นใต้เท้าแม้แต่เงาแต่งานวันนี้ท่านกลับมา ไม่รู้ว่าในใจของใต้เท้าคิดอะไรอยู่กันแน่"
ในคำพูดของฉีเฉินมีประโยคเสียดสีประชดประชันเผยออกมาอย่างชัดเจนคนนอกเห็นแล้วต่างก็คิดว่าท่านรองเสนาบดีล่วงเกินฉีเฉินเข้าอีกแล้วพวกเขานึกจุดธูปเคารพศพให้รองเสนาบดีอยู่ในใจ
ในเวลานี้จวินหวงจึงได้ตัดบทออกไป "ฝ่าพระบาทโบราณกล่าวว่าผู้มาย่อมเป็นแขก ในเมื่อท่านรองเสนาบดีก็มาแล้วพวกเราก็ควรให้การต้อนรับถึงจะถูก"
รองเสนาบดีไม่คิดว่าฉีเฉินจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นถึงเพียงนี้เหงื่อเย็นไหลออกมาเป็นสาย สีหน้าดูเหมือนว่าจะลำบากใจ คาดว่าด้วยท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเขาทำให้ฉีเฉินอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างจึงยกมือขึ้นแล้วเดินจากไป
หลังจากคารวะแขกผู้มีเกียรติในราชสำนักจนครบถ้วนจวินหวงดื่มสุราแทนฉีเฉินไปหลายแก้ว มาถึงตอนนี้จึงรู้สึกมึนเมา บริเวณขมับปวดตุบๆรู้สึกแต่เวียนศีรษะ สีหน้ายิ่งขาวซีดไร้สีเลือดฉีเฉินหันกลับมามองก็อดกังวลไม่ได้ "น้องเฟิงเจ้าเป็นอะไรไป?"
จวินหวงส่ายหน้า พยายามแสดงรอยยิ้มออกมาให้เห็น "คงจะดื่มสุรามากไปหน่อยผู้น้อยขอตัวกลับก่อน หวังว่าฝ่าพระบาทจะทรงเห็นใจ"
ฉีเฉินแสดงท่าทางว่าเข้าใจ เดิมทีคิดจะส่งจวินหวงกลับไปด้วยตนเองแต่จนใจที่ถูกแขกในงานเรียกตัวเอาไว้ ไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้จึงคิดจะให้เว่ยเฉี่ยนตามไปด้วย แต่ใครจะรู้จวินหวงกลับยกมือห้ามบอกว่าอยากจะออกไปเดินเล่นชมเมืองหลวงในยามราตรีเท่านั้น
เสียงเรียกจากแขกด้านในดังขึ้นอีกฉีเฉินไม่มีทางเลือกจึงยอมให้จวินหวงออกไปเพียงลำพังตอนที่มาส่งถึงประตูเขายังกำชับอีกว่า "เดินระวังด้วย แล้วก็อย่าออกไปนานกลับมาให้เร็วหน่อย"
จวินหวงพยักหน้า ยามที่ออกมาถึงด้านนอกลมพัดค่อนข้างแรงแต่ลมราตรีที่ซัดเข้ามาเป็นระลอกกลับไม่ทำให้รู้สึกหนาว จวินหวงรวบชุดคลุมบางๆให้กระชับขึ้นขณะที่เดินบนถนนก็แหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์และดวงดาวที่อยู่เหนือศีรษะในหัวใจก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวขึ้นมา