มธุรสวาทเจ้าสำนัก

    บทที่ 50 บททดสอบหัวใจ

    รุ่งอรุณที่ชายฝั่งทิศเหนือนั้นช่างดูพร่าเลือนประหนึ่งภาพวาดพู่กันจีนที่ยังไม่แห้งสนิท ม่านหมอกสีเทาจางๆ ลอยปกคลุมเหนือผิวน้ำที่นิ่งสงบ ไร้ซึ่งลมแรงที่เคยพัดกระโชกเหมือนบนยอดเขาไท่ซาน คณะเดินทางที่เหลือเพียงสามคน นั่นก็คือเซียวหลัน หลี่หยาง และเสี่ยวชุนเดินลัดเลาะมาตามแนวป่าสนจนถึงท่าเรือลับที่ซ่อนตัวอยู่ในเวิ้งอ่าวเล็กๆ

    เบื้องหน้าของพวกเขาคือเรือสินค้าขนาดกลางลำหนึ่งที่ดูธรรมดาจนกลมกลืนไปกับเรือชาวประมงรอบข้าง ทว่าสัญลักษณ์รูปพัดที่สลักไว้บนหัวเรือนั้นบอกให้รู้ว่านี่คือเขี้ยวเล็บของหอเมฆาที่แฝงตัวอยู่กลางทะเล

    “ขึ้นไปบนเรือเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ข้าเตรียมที่พักไว้ให้แล้ว” เสี่ยวชุนเอ่ยพลางพยุงแขนเจ้านายของนาง ท่าทางของสาวใช้ตัวน้อยเริ่มกลับมาสดใสขึ้นเมื่อความหนาวจัดเริ่มทุเลาลง แม้ดวงตาจะยังมีความกังวลฉายชัดอยู่บ้างก็ตาม

    เซียวหลันก้าวขึ้นบนพื้นไม้กระดานเรือที่โคลงเคลงเบาๆ นางรู้สึกได้ถึงความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้าใส่ร่างกายประหนึ่งกำแพงพังทลาย การต่อสู้บนยอดเขาและการเคี่ยวกรำทางจิตใจทำให้เรี่ยวแรงของนางแทบจะหมดสิ้น ทว่าในมือที่กุมกล่องเหล็กไว้นั้นกลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด

    หลี่หยางเดินตามขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย แววตาพยัคฆ์ของเขากวาดมองไปทั่วดาดฟ้าเรืออย่างระแวดระวัง เขาไม่ได้พูดอะไรแต่ระยะห่างระหว่างเขากับเซียวหลันนั้นใกล้ชิดพอที่เขาจะสามารถคว้าตัวนางไว้ได้ทันทีหากมีอันตรายเกิดขึ้น

    เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง เซียวหลันก็นั่งลงในห้องพักใต้ดาดฟ้าที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย นางนำกล่องเหล็กออกมาวางบนโต๊ะไม้ แสงจากตะเกียงน้ำมันสีส้มอ่อนสะท้อนกับผลึกรูปดาวสีทองที่อยู่ภายใน

    “มันงดงามจนดูไม่เหมือนสิ่งที่มีอยู่จริงเลยนะเจ้าคะ” เสี่ยวชุนพึมพำขณะนำน้ำชาอุ่นๆ มาวางให้

    “มันคือความหวังที่แลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตานะเสี่ยวชุน” เซียวหลันมองผลึกนั้นด้วยสายตาซับซ้อน “แต่ในเมืองหลวงตอนนี้... มีสิ่งที่เรียกว่าน้ำทิพย์ลืมกาลกำลังมอมเมาผู้คนอยู่ หากยาตัวนี้เป็นแสงสว่าง เจ้าน้ำทิพย์นั่นก็คงเป็นหลุมดำที่กลืนกินวิญญาณคน”

    หลี่หยางที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องเอ่ยขึ้นเบาๆ “ไป๋อวิ๋นบอกในจดหมายว่าพวกขุนนางในราชสำนักเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน พวกเขาเฉื่อยชา ไร้ความรู้สึก และเชื่อฟังคำสั่งขององค์ชายสามอย่างไม่มีเงื่อนไข ข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่แค่ยาเสพติดธรรมดา”

    เซียวหลันพยักหน้า “ถ้ามันสามารถควบคุมใจคนได้ในสเกลขนาดนั้นแสดงว่าฤทธิ์ของมันต้องทำลายระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง และนั่นคือสิ่งที่ข้าต้องเข้าไปสืบ”


    กลางดึกคืนนั้นท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดกระทบกราบเรือจังหวะสม่ำเสมอ เซียวหลันไม่อาจข่มตาหลับได้ นางเดินออกไปรับลมที่ดาดฟ้าเรือ เห็นเงาร่างสูงสง่าของหลี่หยางยืนอยู่ที่หัวเรือจ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่มืดมิด

    นางเดินเข้าไปยืนข้างเขาโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้สายลมทะเลพัดผ่านเส้นผมไป

    “เจ้าควรจะพักผ่อน” หลี่หยางเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องหันกลับมามอง

    “ท่านเองก็เหมือนกัน แผลที่ไหล่ยังไม่หายดีนะ” เซียวหลันตอบพลางมองมือแกร่งที่จับราวเรือไว้แน่น “หลี่หยาง ท่านกลัวไหม? การกลับไปจินหลิงครั้งนี้ เราอาจไม่ได้กลับออกมาอีก”

    หลี่หยางหันมาสบตากับนาง แววตาของเขาในความมืดนั้นดูมั่นคงและลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย “ข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งในวันที่ตระกูลหลี่ถูกฆ่าล้าง ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ข้ามอบให้กับการทวงคืนความยุติธรรม และตอนนี้ข้ามอบมันไว้เพื่อปกป้องเจ้า ความกลัวไม่มีที่ว่างในหัวใจข้าอีกแล้ว”

    เซียวหลันรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ นางเอื้อมมือไปกุมมือของเขาไว้ “ข้าไม่ใช่คนในยุคนี้หลี่หยาง บางครั้งข้าก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงความฝันที่อาจจะตื่นขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ความอบอุ่นจากมือท่านมันทำให้ข้าเชื่อว่าข้ามีตัวตนอยู่จริงๆ”

    หลี่หยางพลิกมือมากุมมือนางไว้แน่นขึ้น “ต่อให้เจ้าเป็นความฝัน ข้าก็จะฝันเช่นนี้ตลอดไป และจะไม่มีใครปลุกข้าให้ตื่นจากเจ้าได้”

    ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน จู่ๆ หลี่หยางก็ชะงัก ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมาทันที เขาฉุดตัวเซียวหลันให้มาอยู่ข้างหลัง

    “มีบางอย่างผิดปกติ...”

    เสียงกระซิบของหลี่หยางยังไม่ทันจางหาย เสียงครืดคราดก็ดังมาจากใต้ท้องเรือ มันไม่ใช่เสียงคลื่น แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังปีนขึ้นมาตามกราบเรือที่เปียกชื้น

    ทันใดนั้นร่างในชุดดำสนิทที่เปียกโชกนับสิบคนก็กระโจนขึ้นมาบนดาดฟ้า พวกเขาไม่ได้ถือดาบหรือธนู แต่ในมือกลับถือระฆังสีทองเหลืองขนาดเล็กมาด้วย

    เหง่ง... เหง่ง...

    เสียงระฆังที่ดังกังวานอย่างแปลกประหลาดทำให้เซียวหลันรู้สึกวิงเวียนในทันที มันไม่ใช่เสียงที่ดังจนหนวกหู แต่มันเป็นคลื่นเสียงที่สั่นสะเทือนเข้าไปถึงแกนสมอง

    “พวกมันคือนักบวชแห่งกองพลกาลเวลา!” หลี่หยางตะโกนพลางชักดาบอ่อนออกมา ทว่าเขากลับต้องทรุดเข่าลงข้างหนึ่งเพราะความมึนงงที่เกิดขึ้นกะทันหัน

    “หลี่หยาง! ปิดหูไว้!” เซียวหลันพยายามครองสติ นางรู้ทันทีว่านี่คือการใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำ เพื่อรบกวนการทรงตัวและระบบประสาท “มันเป็นเทคนิคการสะกดจิตด้วยเสียง!”

    หนึ่งในนักบวชก้าวออกมา แววตาของมันว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิด มันยกระฆังขึ้นสูงและเตรียมจะสั่นอีกครั้ง

    “ส่งดาราสีทองมา... แล้วกาลเวลาจะมอบความสงบให้เจ้า”

    “สงบกับผีเจ้าน่ะสิ!” เซียวหลันกัดริมฝีปากจนได้เลือดเพื่อใช้ความเจ็บปวดเรียกสติ นางหยิบขวดที่บรรจุผงพริกไทยผสมสารสกัดจากรากไม้ฉุนออกมาแล้วสาดออกไปใส่ทิศทางที่ลมพัดไปหาพวกมัน

    “เอานี่ไปซะ ไอ้พวกนักบวชกำมะลอ!”


    คล้ายกับเรื่องมธุรสวาทเจ้าสำนัก ที่คุณอ่าน