“ท่านชาย ท่านตัดสินใจดีแล้วจริงๆ หรือขอรับ” เหน็บแนมหยินบ่าวคนสนิทกล่าวถาม
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัด ผิวขาวเรียบเนียนคิ้วได้ทรงหน้าตาหล่อเหลานั่งดีดกู่ฉินด้วยท่าทางสง่างาม บริเวณศาลาริมน้ำภายในจวนอำมาตย์หลิว เมื่อได้ยินบ่าวคนสนิทกล่าวเช่นนั้นจึงได้หยุดเล่นและกล่าวออกมาอย่างเยือกเย็น
“หากไม่เช่นนี้ฮ่องเต้คงไม่วางใจ” หลิว ฉางอี้กล่าวตอบ
“แม่ทัพหญิงผู้นี้ปฏิเสธมาสามครั้งรวมครั้งนี้ก็สี่ครั้งแล้ว แต่ฮ่องเต้กลับสั่งให้ท่านเดินทางไปยังหัวเมืองใต้เพื่อพบนางเช่นนี้ ไม่เกินไปหรืออย่างไรเสียสกุลหลิวก็ไม่ได้” ไป๋หยินยังกล่าวไม่ทันจบ หลิว ฉางอี้ได้กล่าวสวนขึ้นมาเพื่อให้หยุดพูด
“ไป๋หยินหูตารอบกายกล่าวอะไรให้ระวัง”
“ข้าเพียงคิดแทนท่าน ถึงตอนนี้พวกเราจะถูกจับจ้องแต่ไม่ได้ด้อยแต่อย่างใดเช่นนี้ไม่เสื่อมเกียรติหรือ ทั้งนางยังถูกห้ามเหยียบวังหลวงตลอดชีวิต หากท่านแต่งกับนางจริงไม่เท่ากับว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลหลิวถูกเนรเทศหรอกหรือ” ไป๋หยินกล่าวออกมาเบาๆ ด้วยท่าทางไม่พอใจ
“บัดนี้ท่านพ่อถูกสงสัยเหล่าเสนาล้วนยุแย่ ฝ่าาจะระแวงก็ไม่แปลก” หลิว ฉางอี้ยังคงกล่าวอย่างไรกังวล
ไป๋หยินเห็นผู้เป็นายกล่าวอย่างไร้กังวล จึงได้จนใจแล้วกล่าว
“ข้าได้ให้คนเตรียมม้าและของใช้เรียบร้อย อีกสองวันเดินทางได้เลยขอรับ”
“อย่างนั้นก็ดี” หลิว ฉางอี้กล่าวตอบ
สองวันต่อมาเมื่อหลิว ฉางอี้ต้องเดินทางไปยังหรูโจวตามรับสั่งของฮ่องเต้ บิดามารดาของหลิว ฉางอี้จึงได้เดินมาส่งหน้าจวน ทั้งยังมีญาติผู้น้องจู เมิ่งเหยียนที่มารดาของหลิว ฉางอี้ตั้งใจจะให้แต่งกับลูกชายหากแต่เกิดเื่เสียก่อนจึงได้จนใจต่อสถานการณ์
“ลูกพ่อลำบากเ้าแล้วจริงๆ หากข้าระวังตัวสักนิดเ้าคงไม่เป็เช่นนี้” อำมาตย์หลิวกล่าวต่อบุตรชายด้วยสีท่าทางจนใจ
“ท่านพ่อท่านอย่าห่วงอีกไม่นานข้าจะให้ฮ่องเต้เห็นว่าเรานั้นไม่เคยคิดฏดั่งที่ขุนนางพวกนั้นใส่ร้าย” หลิว ฉางอี้กล่าวทั้งยิ้มออกมาเล็กน้อย
ฮูหยินหลิวเดินเข้ามากอดลูกชายก่อนกล่าว
“หากนางเกินจะรับไหวก็กลับมา แม่จะให้พ่อเ้าถวายฎีกาต่อฮ่องเต้”
“ท่านแม่ท่านอย่าห่วงมีสิ่งใดที่บุตรชายท่านทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ” หลิว ฉางอี้กล่าวพร้อมยิ้มออกมาเพื่อให้ผู้เป็มารดาวางใจ
“แต่ดวงตาเ้า” ฮูหยินหลิวกล่าว
“ต่อให้ดวงตาข้ามองไม่เห็นแต่ข้ายังมีไป๋หยินท่านแม่อย่าห่วง” เขากล่าวปลอบใจผู้เป็มารดา
ไป๋หยินเดินมาข้างหลิว ฉางอี้แล้วจึงกล่าวต่อฮูหยินหลิว
“ใช่ขอรับฮูหยินท่านวางใจต่อให้ต้องใช้ชีวิตแลกข้าก็จะปกป้องท่านชายเป็อย่างดี”
จู เมิ่งเหยียนเดินมาข้างๆ ฮูหยินหลิวค่อยๆ จับแขนของนางแล้วจึงกล่าว
“ท่านน้าอย่าห่วงเลย พี่ฉางอี้นั้นเก่งกล้าสามารถต้องดูแลตัวเองได้แน่ เพียงไม่นานพี่ฉางอี้ก็กลับมา”
“เ้าดูสิผู้หญิงที่ดีเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ฝ่าากลับ” ฮูหยินหลิวกล่าวยังไม่ทันจบ อำมาตย์หลิวจึงขัดขึ้น
“รับสั่งฮ่องเต้เ้าอย่าได้เอ่ยตำหนิ”
ฮูหยินหลิวเมื่อเห็นสามีกล่าวด้วยท่าทางจริงจังจึงไม่ได้กล่าวต่อเพราะนางนั้นก็รู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลไม่ดีนัก
จู เมิ่งเหยียนเดินไปจับมือของหลิว ฉางอี้ขึ้นมาก่อนกล่าวอย่างอ่อนโยน
“พี่ฉางอี้ข้าจะรอท่านกลับมานะเ้าคะ”
หลิว ฉางอี้ไม่ได้เอ่ยตอบเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ตัวเขาเองรู้ดีว่าญาติผู้น้องของตนคนนี้นั้นมีใจให้เขามาั้แ่เด็กๆ แต่ตัวเขานั้นก็ไม่ได้คิดชอบนางเช่นชู้สาวเพียงเห็นเป็ดั่งน้องสาวเท่านั้น หากแต่ไม่อาจกล่าวออกไปตรงๆ เพราะกลัวว่านางจะเสียใจ ทั้งยังมารดาที่้าให้แต่งนางเข้าบ้านตัวเขาเองกระอักกระอ่วนต่อสถานการณ์เช่นนี้ไม่น้อย ประทานสมรสครั้งนี้จึงเป็โอกาสดีของตัวเขาเองที่ได้ห่างจากเมืองหลวงไปสักพัก
หลังจากร่ำลาเสียนานหลิว ฉางอี้จึงได้ขึ้นรถม้าเพื่อเดินทาง ขบวนเดินทางของบุตรชายคนเดียวของตระกูลหลิวนั้นมีทหารติดตามรักษาความปลอดภัยถึงหนึ่งพันนาย การเดินทางครั้งนี้ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอยู่ที่หรูโจวนานเท่าใดอำมาตย์หลิวเกรงว่าบุตรชายอาจถูกปองร้ายจึงได้ให้ทหารของตระกูลติดตามอย่างมากมาย ขบวนเดินทางใช้เวลาถึงห้าจึงเดินทางมาถึงยังหรูโจวเมื่อขบวนเดินทางเหยียบเข้าประตูเมืองมาเหล่าชาวบ้านล้วนตื่นตะลึงกับขบวนผู้คนมากมายเช่นนี้
“ท่านชายชาวหรูโจวเห็นขบวนเดินทางของเราต่างตะลึงค้างเสียหมดราวกับว่าไม่เคยเห็นเช่นนั้นแหละ” ไป๋หยินกล่าวขณะที่ยื่นมือเปิดม่านมองชาวบ้านด้านนอก
“หรูโจวนับได้ว่าเป็หัวเมืองหลักของหัวเมืองใต้แต่ก็เป็เขตชายแดน นอกจากอ๋องประจำหัวเมืองมีตระกูลใหญ่ไหนก็เหยียบเข้ามา” หลิว ฉางอี้กล่าวทั้งยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ท่านชายว่าแม่ทัพหญิงผู้นี้จะหน้าตาเป็เช่นไร” ไป๋หยินหันกลับมาในรถม้าแล้วจึงกล่าวต่อ
“ข้าเคยได้ยินมาว่าไม่ค่อยมีผู้ใดเห็นใบหน้าจริงของนาง บางคนกล่าวว่าเนื้อตัวนางมักเปื้อนด้วยเืแดงฉาน ใบหน้าโเี้ไร้ราศีสตรี”
“คำพูดคำจริงเท็จเท่าใดไม่รู้ อีกเดี๋ยวไปถึงเ้าก็ได้เห็นด้วยตาตนสงสัยไปทำไม” หลิว ฉางอี้กล่าวออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็จริงขอรับ” ไป๋หยินกล่าวเมื่อได้ฟังเช่นนั้น
ด้านมู่เฉิน อันเฉียนเองที่ยังไม่รู้ว่า ว่าที่สามีพระราชทานกำลังเดินทางมาหายังคงอาบน้ำแปรงขนม้าอย่างสงบ ก่อนจะมีทหารวิ่งเข้ามาบอกนาง
“ท่านแม่ทัพทหารยามที่จวนตามหาท่านขอรับ”
มู่เฉิน อันเฉียนเพียงพยักหน้ารับก่อนเดินออกไป
“มีเื่อะไร” นางกล่าวถามเมิ่งถง
“มีขบวนเดินทางสกุลหลิวมารอพบท่านที่จวนขอรับ” เมิ่งถงกล่าวตอบ
“ขบวนเดินทางสกุลหลิวงั้นหรือ” มู่เฉิน อันเฉียนกล่าวด้วยใบหน้าสงสัย
“ใช่ขอรับเห็นว่านำราชโองการจากฮ่องเต้มาด้วยขอรับ” เขากล่าวตอบ
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนี้จึงรู้ได้ว่าเหตุที่มาเพราะอะไรจึงได้เดินไปขึ้นม้าควบกลับจวนอย่างอารมณ์เสีย เมิ่งถงที่ไม่เห็นมู่เฉิน อันเฉียนกล่าวสิ่งใดจึงััได้ว่าแม่ทัพของตนนั้นกำลังโกรธจึงได้ไปตามซื่อหยวนเพื่อกลับจวนเช่นกัน
“ท่านรองแม่ทัพ ท่านรีบกลับจวนเถิด” เมิ่งถงกล่าวอย่างรีบร้อน
ซื่อหยวนที่กำลังวางกลศึกบนกองทรายจำลองเห็นเมิ่งถงรีบร้อนเช่นนั้น จึงได้ยิ้มออกมาอย่างใจดีก่อนกล่าวถาม
“ท่านแม่ทัพเ้าหาเื่อะไรให้เ้าร้อนใจอีกล่ะ”
“ท่านแม่ทัพไม่ได้หาเื่ แต่คนสกุลหลิวมากันเต็มจวนแล้วขอรับ” เมิ่งถงกล่าวตอบ
ซื่อหยวนได้ยินจึงรู้สึกสนใจขึ้นมา
“คนสกุลหลิวเหรอ ใจกล้าจริงๆ มาถึงที่นี่ครั้งนี้คงมีเื่สนุกให้ดู”
เขากล่าวเสร็จก็รีบขึ้นม้ากลับมายังจวนแม่ทัพใหญ่เช่นกัน
ณ จวนแม่ทัพใหญ่มู่เฉิน อันเฉียนขี่ม้ามาถึงหน้าจวนถึงกลับแปลกใจกับขบวนเดินทางนี้
“นี่นำราชโองการมาหรือมาเปิดศึกกัน” นางพึมพำกลับตัวเอง
ไป๋หยินได้ยินเสียงม้ามาถึงจึงได้เดินลงรถม้ามา เห็นเด็กสาวคนหนึ่งบนหลังม้าหน้าตาหม่อมแหมม หากแต่งกายซอมซ่อ แต่ผิวขาวใส คิ้วเรียวบางรับรูปหน้าริมฝีปากไม่หนาไม่บางนับได้ว่าเป็หญิงงดงามผู้หนึ่ง หากแต่ท่าทางองอาจใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม เขามองนางอย่างพินิจจึงได้ยิ้มออกมา
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นเขายิ้มเช่นนั้นจึงไม่พอใจนัก จึงได้กล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญ
“เ้ายิ้มอะไร หน้าข้าคล้ายญาติฝ่ายไหนของเ้าหรือ”
“อ่าวนี่แม่นางเป็เ้าที่มาหยุดมาอยู่ตรงนี้ข้าเห็นเพียงมองเท่านั้นเหตุใดจึงไร้มารยาทเช่นนี้” ไป๋หยินกล่าวอย่างไม่พอใจเช่นกัน
หลิว ฉางอี้ได้ยินเอะอะอยู่นอกรถม้าจึงได้เดินออกมาแล้วกล่าวไป๋หยิน
“มีอะไรกัน”
“ก็แม่นางน้อยคนนี้สิขอรับไร้มารยาทเสียจริง” ไป๋หยินกล่าวตอนเดินมาพยุงผู้เป็นาย
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินจึงเริ่มโมโหขึ้นมาจริงๆ หากแต่ยังไม่ทันกล่าวอะไรซื่อหยวนก็มาถึงและกล่าวออกไปอย่างอวดดี
“แม่นางน้อยหรือ เ้ามาหาผู้ใดกันล่ะ”
หัวหน้าองครักษ์ของตระกูลหลิวเห็นซื่อหยวนจึงรีบคารวะทั้งกล่าว
“ท่านคงเป็รองแม่ทัพซื่อหยวน พวกเราเดินทางจากเฉิงโจวนำพระราชโองการจากฮ่องเต้มาให้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่มู่เฉินขอรับ”
“พวกท่านนี่แปลกจริงๆ เห็นข้ารีบคารวะ แม่ทัพใหญ่มู่เฉินอยู่ตรงหน้ากลับเมินเฉยต่อนางเสียนี่กระไร” ซื่อหยวนกล่าวเสร็จจึงได้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจต่อภาพที่เห็นตรงหน้า
เหล่าทหารตรงนั้นที่ได้ยินว่าแม่นางน้อยเบื้องหน้าก็คือแม่ทัพใหญ่มู่เฉินแห่งหัวเมืองใต้จึงได้แต่อ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน
ไป๋หยินได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเดินมาข้างหน้ากล่าวออกไปอย่างไม่เชื่อ
“ท่ารองแม่ทัพกำลังจะบอกพวกเราว่าแม่นางน้อยผู้นี้ก็คือท่านแม่ทัพใหญ่งั้นหรือ หรอกเล่นกระมังท่าน”
มู่เฉิน อันเฉียนบัดนี้ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นมาด้วยความโกรธ
“แม่นางน้อย ข้าดูไม่เหมือนแม่ทัพใหญ่งั้นหรือ”
ซื่อหยวนบังคับม้าขึ้นมาเทียบข้างมู่เฉิน อันเฉียนก่อนกล่าวหยอกล้อนาง
“แม่นางน้อยข้าเพิ่งเคยได้ยินคนเรียกท่านเช่นนี้จริงๆ”
กล่าวเสร็จเขายังหัวเราะออกมามู่เฉิน อันเฉียนหันไปมองหน้าด้วยท่าทางจริงจังเขาจึงได้หยุดหัวเราะไป
หลิว ฉางอี้ถือราชโองการเดินมาด้านหน้าทั้งกล่าว
“หากท่านเป็แม่ทัพใหญ่จริงๆ ก็มารับพระราชโองการเถิด”
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นหลิว ฉางอี้จึงได้คิดในใจอย่างน้อยก็มีคนที่พอจะเข้าท่าอยู่บ้าง
มู่เฉิน อันเฉียนและซื่อหยวนหลังจากได้ยินเช่นนั้นจึงได้ลงม้าคุกเข่าลงรอรับราชโองการ ทหารคนอื่นๆ ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้คุกเข่าลงเช่นกัน
“ข้าแม่ทัพใหญ่มู่เฉิน อันเฉียนแห่งกองทัพกวางขาวรอรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋หยินได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกแปลกใจจริงๆ แต่ก็ได้นำราชโองการไปประกาศต่อนาง
“แม่ทัพใหญ่มู่เฉิน อันเฉียนรับราชโองการ”
“มีคำสั่งให้เ้าเลือกสองทางหนึ่งคือรับสมรสพระราชทานนี้ นับจากนี้บุตรชายอำมาตย์หลิวจะอยู่ที่จวนแม่ทัพใหญ่จนถึงวันมงคลสมรสในอีกห้าเดือนข้างหน้า”
“หรือทางที่สองเ้าจะปฏิเสธสมรสพระราชทานนี้ก็ได้หากแต่ตราเคลื่อนทัพ กองทัพกวางขาวนี้จงมิบแก่ผู้ประกาศราชโองการนำกลับวังหลวง จบราชโองการ”
มู่เฉิน อันเฉียนเมื่อราชโองการจบลงเพียงนิ่งเงียบไม่ตอบรับสิ่งใด ซื่อหยวนรู้ดีว่านางนั้นไม่สามารถส่งมอบตราเคลื่อนทัพนี้แก่ฮ่องเต้ได้อย่างแน่นอน กองทัพกวางขาวนั้นเป็เพียงสิ่งเดียวที่นางรักดั่งชีวิตนางใช้เวลาเจ็ดปีในการสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ฮ่องเต้มีราชโองการเช่นนี้เท่ากับบังคับให้นางรับราชโองการ แต่มู่เฉิน อันเฉียนเองก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะรับหรือไม่ก็เปรียบได้กับนางเสียกองทัพกวางขาวนี้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง
มู่เฉิน อันเฉียนอดกลั้นความเ็ปไว้ข้างใน เอ่ยออกไปอย่างมั่นคงและเสียงดัง
“มู่เฉิน อันเฉียนรับราชโองการ”
นางลุกขึ้นรับราชโองการจากไป๋หยิน มองม้วนผ้าสีทองนั้นอย่างเกลียดชังนางกำม้วนราชโองแน่นจนสั่นเทาออกมา ทุกคนเห็นถึงท่าทางของนางก็รับรู้ได้ว่านางนั้นไม่ยินดีแม้แต่น้อย
ซื่อหยวนเห็นเช่นนั้นรีบกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนาง
“ท่านชายหลิวข้าจะให้คนเตรียมห้องของท่านและบ่าวคนสนิทของท่านไว้ให้ ส่วนที่เหลือเหล่าทหารที่เหลือข้าจะให้คนจัดหาที่ใกล้ๆ กองค่ายท่านว่าเช่นไร”
“เอาตามท่านว่า ข้าเช่นไรก็ได้” หลิว ฉางอี้เอ่ยตอบอย่างเป็มิตร
ซื่อหยวนพยักหน้ารับแล้วจึงได้หันไปสั่งให้คนของตนจัดเตรียมห้องและที่ทางสำหรับกองทหารที่ติดตามมาของสกุลหลิว ขณะนั้นเองมู่เฉิน อันเฉียนได้นำราชโองการยื่นให้ซื่อหยวนและขี่ม้าออกไปอย่างรุนแรงด้วยอารมณ์โกรธของนางโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ไป๋หยินดูไม่พอใจต่อท่าทางของนางเท่าใด ซื่อหยวนจึงเอ่ยแก้ต่างให้นาง
“ท่านแม่ทัพยังมีธุระให้จัดการพวกท่านอย่าได้ถือสา”
หลิว ฉางอี้เพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้นซื่อหยวนเองสังเกตเห็นว่าขณะคุยกันนั้นไม่เห็นหลิว ฉางอี้มองมาที่ตนจึงได้เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าเสียมารยาทที่กล่าวถาม หากแต่ดวงตาของท่าเหน็บแนมชายหลิวนั้น”
ไป๋หยินรีบกล่าวออกมาปกป้องนายตน
“ท่านชายหลิวเมื่อปีก่อนถูกคนรอบวางยาพิษ โชคดีพ้นคาดหากแต่ศูนย์เสียการมองเห็นไป”
ซื่อหยวนได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ได้กล่าวถามต่อ แล้วนำคนทั้งสองและทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในจวน
“ที่นี่เป็เรือนรับรองของจวน พวกท่านมาอย่างกะทันหันพวกเราจึงไม่ได้ตระเตรียมต้องขออภัยที่พวกท่านต้องรอที่นี่ไปก่อน”
“ท่านรองแม่ทัพอย่าได้เกรงใจ เป็พวกเราเองที่มาอย่างกะทันหัน” หลิว ฉางอี้กล่าวขณะกำลังนั่งลงที่เก้าอี้
“แล้วจวนพวกท่านไม่มีสาวใช้หรือถึงไม่มีคนยกน้ำชามาให้ท่านชาย” ไป๋หยินกล่าวถาม สายตาสอดส่องมองไปทั่วจวน
ซื่อหยวนยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนกล่าว
“ที่นี่มีเพียงข้า ท่านแม่ทัพและเด็กรับใช้ชายทำความสะอาดไม่กี่คน”
“หากท่านอยากดื่มชา หรือ้าอาหารที่ดีกว่าอาหารกองทัพข้าเกรงว่าท่านต้องหาเอาเอง”
ไป๋หยินและกลุ่มองครักษ์ได้ฟังจึงหันมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
“แม่ทัพเป็หญิงหากแต่ไม่มีสาวใช้ทั้งยังไม่มีคนครัวงั้นหรือ” ม่านตง หัวหน้าองครักษ์กล่าวถามอย่างสงสัย
“ท่านแม่ทัพและข้าไม่ค่อยได้อยู่จวน ทั้งนางเป็คนง่ายๆ ชามีก็ดื่มไม่มีก็ไม่ดื่ม” ซื่อหยวนกล่าวตอบ แล้วยังกล่าวต่ออีกว่า
“ส่วนอาหารนั้นพวกเรากินอาหารที่ค่ายกลับจวนก็นอนหลับเท่านั้นจึงไม่มี”
“ไม่เห็นกับตาไม่ได้ยินกับหูข้าคงยากเชื่อ” ไป๋หยินกล่าวอย่างหนักใจ
“เช่นนั้นหากข้าจะหาคนมาไว้ใช้สักหน่อยจะมีปัญหาหรือไม่” หลิว ฉางอี้กล่าวถาม
“พวกท่านจะอยู่ที่นี่ไปอีกห้าเดือนเช่นนั้นก็เอาที่เห็นสมควรเถิด”
ซื่อหยวนกล่าวอย่างมีมารยาทหากแต่คำพูดนั้นยังแฝงการเหน็บแนมไปด้วย ในใจคิดบุรุษตระกูลสูงศักดิ์เช่นนี้จะอยู่ชายแดนได้นานเท่าใดกัน เช่นนั้นแล้วจึงยิ้มออกมาเล็กน้อย
ขณะนั้นเด็กรับใช้จึงได้มาบอกว่าห้องได้เตรียมเสร็จแล้ว และนำคนทั้งหมดไปยังห้องเพื่อเก็บสัมภาระ ซื่อหยวนให้คำสั่งต่อเด็กรับใช้และทหารยามไว้ว่าให้สังเกตคนของสกุลหลิวหากมีผิดสังเกตให้แจ้งเขาทันที จากนั้นจึงได้ขึ้นมาควบออกไปตามหามู่เฉิน อันเฉียน
“ข้าหาเ้าตั้งนานที่แท้ก็มาอยู่เสียที่นี้”
ซื่อหยวนเดินมาข้างหลังของมู่เฉิน อันเฉียนที่นั่งอยู่ริมน้ำลานเลี้ยงม้าของกองทัพ ซื่อหยวนที่เห็นนางไม่เอ่ยตอบจึงได้กล่าวต่อ
“ดูแล้วท่านชายหลิวคงทนอยู่ได้ไม่นาน เ้าเองคงไม่ต้องเห็นหน้าเขานานนักหรอก”
มู่เฉิน อันเฉียนเพียงถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบาก่อนเอนหลังนานลง แล้วกล่าว
“ข้าไม่ได้ชังเขา เพียงชังผู้ที่ส่งเขามา”
ซื่อหยวนนอนลงข้างๆ นางเพื่อรับฟังความในใจของนาง
“ฮ่องเต้จุดประสงค์น่ารังเกียจเกินที่ข้ารับไหวจริงๆ ปีนั้นข้าไร้ญาติขาดมิตรดีที่อาจารย์เข้าช่วยเหลือทั้งยังท่านที่เคียงข้าง ทำให้ข้ามีกองทัพกวางขาวนี้มาหากมิใช่เพราะท่านพ่อเคยกล่าวขอไม่ล้างแค้น เพียงล้างมลทินตระกูลข้าคงยกทัพเข้าเมืองหลวงฆ่าเขาเสีย”
ซื่อหยวนได้ยินน้ำเสียงอันคับแค้นใจของนางจึงเข้าใจในความเ็ปของนางได้ ทำให้นึกย้อนไปครั้งที่มู่เฉิน อันเฉียนยังเด็กอาจารย์ของเขารับนางไว้ ฝึกสอนทั้งวิชาความรู้วรยุทธ์อายุเพียงสิบขวบปียื่นฎีกาขอทหารติดตามยกทัพปราบศึกที่ซีเจี้ยน ขณะนั้นฮ่องเต้ไม่ได้ใส่ใจเพียงมอบทหารม้าห้าร้อยนายให้นางคิดว่าเช่นไรนางก็ไม่มีทางรอดกลับมา แต่นางก็สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นได้เผ่าเร่ร่อนซ่งเฮ่อที่มีกำลังมากกว่าถึงห้าเท่ากับถูกตีแตกอย่างย่อยยับ ตอนที่เขาติดตามนางไปยังคิดว่าอาจไม่ได้กลับบ้านเกิดเสียแล้ว นับแต่นั้นมู่เฉิน อันเฉียนผู้นี้ก็มีทหารมาขอติดตามมากมายจนมีเช่นทุกวันนี้ได้ ร่างกายของเด็กสาวมีแต่แผลเป็เต็มร่างกายแลกมาซึ่งรอวันล้างมลทินเท่านั้นเพียงคิดถึงสิ่งที่นางแบกรับก็เวทนาเหลือทน แม้ภายนอกนางจะแข็งแกร่ง โเี้และเยือกเย็นเพียงใด แต่สำหรับเขาแล้วนางก็ยังเป็เด็กสาวไร้เดียงสาที่ถูกบังคับจากรอบข้างเข้าสู่สนามรบนี้เท่านั้น
“ไม่ว่าทางใดหากเ้าเลือกแล้วข้าเคียงข้างเ้าเสมอนะเสี่ยวเฉียน”
ซื่อหยวนกล่าวเสร็จจึงได้หันไปมองนางด้วยสายตาจริงจัง มู่เฉิน อันเฉียนเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจความหมายแต่นางนั้นไม่สามารถทรยศต่อคำมั่นที่ให้ไว้แก่บิดาตอนนั้นได้
ณ แท่นปะา อ๋องมู่เฉินผู้เป็บิดาของมู่เฉิน อันเฉียนถูกคุมตัวกลางลานต่อหน้าประชาชนมากมาย เวลานั้นเด็กน้อยอยากวิ่งเข้าไปกอดบิดาเหลือเกินหากแต่ทำไม่ได้ผู้เป็อาจารย์ดึงรั้งแขนเล็กๆ ของนางไว้
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ” มู่เฉิน อันเฉียนเอาแต่ร้องเรียกบิดาที่รอลงทัณฑ์
อ๋องมู่เฉินหันมามองบุตรีอย่างเ็ปที่เขาไม่สามารถมองนางเติบโตเป็หญิงสาวส่งนางออกเรือนได้ดั่งคนทั่วไป
“มู่เฉิน อันเฉียนฟังคำสั่ง” อ๋องมู่เฉินกล่าวออกมาอย่างดุดัน ั์ตาแดงฉาน
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินดังนั้นจึงได้คุกเข่าลงอย่างจำใจ รอฟังในสิ่งที่ผู้เป็บิดาจะกล่าว
“วันข้างหน้าไร้ซึ่งการแก้แค้น เพียงพิสูจน์ว่าตระกูลมู่เฉินนั้นบริสุทธิ์ให้บรรพชน พี่น้องและคนในตระกูลทุกคนได้ตายตาหลับ”
มู่เฉิน อันเฉียนไม่อาจเอ่ยตอบเพียงร้องไห้ออกมาส่ายหน้าไม่ยอมรับในสิ่งที่บิดาสั่งให้ทำ
“ข้าพูดเ้าได้ยินหรือไม่” อ๋องมู่เฉินตะคอกใส่นาง เมื่อเห็นนางไม่ยอมเอ่ยตอบ
มู่เฉิน อันเฉียนจนใจคำนับส่งบิดามารดาและพี่ชายเป็ครั้งสุดท้าย แล้วจึงเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ลูก ลูกรับคำสั่งเ้าค่ะ”
หลังจากที่เด็กน้อยเอ่ยจบอ๋องมู่เฉินผู้เป็บิดาเพียงยิ้มออกมาให้นางก่อนที่เพชฌฆาตนั้นจะลงดาบ ภาพวันนั้นแม้จะผ่านมานานหากแต่นางนั้นไม่เคยลืมแม้แต่จุดกระเซ็นของสายเืคนในตระกูล
มู่เฉิน อันเฉียนเมื่อนึกถึงคำสัญญาในตอนนั้น จึงได้กล่าวออกมาอย่างจนใจ
“หากวันนั้นท่านพ่อไม่มีคำสั่งเช่นนั้น เซี่ย อู่จงผู้นี้คงตายไปนานไม่สร้างปัญหาให้ข้าดั่งทุกวันนี้”
“นั้นสินะ เ้ายึดคำมั่นเหนือสิ่งใด” ซื่อหยวนเองก็จนใจ
ทั้งสองจึงได้จนใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซื่อหยวนและมู่เฉิน อันเฉียนนั่งพูดคุยอยู่ริมน้ำเช่นนั้นจนดึกก่อนที่ เขาจะนึกขึ้นได้ว่าเขามีสิ่งที่ต้องทำอีก
“จริงสิข้ายังมีงานต้องทำวันนี้เ้าก็กลับจวนพักก่อนเถิด”
“ข้าไม่อยากกลับ ข้าไปนอนที่ค่ายดีกว่า” นางเอ่ยตอบอย่างไร้อารมณ์
“เ้าจะหนีได้สักกี่วันกันเชียว ยืดอกยอมรับเ้ามักจะพูดไม่ใช่หรือ”
ซื่อหยวนพยุงนางลุกขึ้นจับไหล่ของนางแล้วกล่าวต่อ
“กลับจวนไม่อยากเห็นหน้าก็แค่เดินผ่านไปไม่เห็นมีสิ่งใดต้องสนทนา หรือไม่ก็คิดเสียว่าทำความรู้จักว่าที่สามีเป็เช่นไร”
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเขากล่าวเล่นเช่นนั้นจึงได้ชกเขาที่อกของซื่อหยวนอย่างเต็มแรงก่อนเดินจากไป
“นี่ข้าผิดตรงไหน ก็เ้ารับราชโองการแล้วนี่นา” ซื่อหยวนะโไล่หลังนางไป เขาเห็นท่าทางเช่นนั้นไม่โกรธเพียงยิ้มออกมา
มู่เฉิน อันเฉียนที่ขี่ม้ามาถึงจวนกลับต้องตะลึงกลับสิ่งที่เห็นอีกครั้ง จวนแม่ทัพอันแสนเงียบสงบของนางบัดนี้มีสาวใช้เดินไปมา ทั้งยังเหล่าทหารองครักษ์ของหลิว ฉางอี้ที่เดินตรวจตราไปทั่ว เมิ่งถงเห็นนางมาถึงจึงได้เดินเข้าไปหานาง
“ท่านแม่ทัพ”
“ที่นี่จวนข้าจริงหรือ” นางกล่าวอย่างไม่เชื่อสายตา
“ขอรับที่นี่จวนท่าน สาวใช้แล้วก็ทหารเหล่านี้เป็ท่านชายหลิวจัดหามาขอรับ” เมิ่งถงกล่าว
“จวนข้ากลับไม่ถามข้าสักคำงั้นหรือ”
“เป็ท่านรองแม่ทัพขอรับ” เขาเอ่ยตอบนาง
มู่เฉิน อันเฉียนได้ยินเช่นนั้นจึงได้ยกมือไล่ให้เมิ่งถงกลับไปทำหน้าที่ ตัวนางนั้นได้เดินเข้าไปในจวนเพื่อไปยังเรือนพักของตน แต่ไป๋หยินได้เดินมาดักนางไว้เสียก่อน
“ท่านแม่ทัพมู่เฉิน ท่านชายหลิวเชิญท่านไปทานอาหารเย็นด้วยกันขอรับ” ไป๋หยินกล่าว
“ข้าไม่หิว” มู่เฉิน อันเฉียนทำท่าจะเดินหนีไป
หลิว ฉางอี้ได้เดินออกมาเรียกหานางด้วยตัวเอง
“แม่นางมู่เฉินเชิญท่านสักเดี๋ยวเถิด”
มู่เฉิน อันเฉียนเห็นหลิว ฉางอี้มีท่าทางอ่อนน้อม ส่งไมตรีมาก่อนจึงคิดถึงที่ซื่อหยวนกล่าวอย่างน้อยก็นับว่าทำความรู้จักจึงได้ตัดสินใจเดินเข้าไป นางสังเกตเห็นว่าหลิว ฉางอี้นั้นต้องมีคนช่วยพยุงเดินเสมอจึงได้ถามไปอย่างตรงๆ
“ตาบอดหรือ”
“นี่ท่านแม่ทัพ” ไป๋หยินจะกล่าวว่านางแต่หลิว ฉางอี้ได้ทัดทานไว้ก่อน
“ไป๋หยินอย่าเสียมารยาทเื่เมื่อกลางวันเ้ายังไม่ได้ขอโทษท่านแม่ทัพเลย”
ไป๋หยินเห็นผู้เป็นายกล่าวเช่นนั้นจึงได้ยกมือขึ้นประสาน แสดงท่าทางขอโทษอย่างไม่เต็มใจนัก
“ข้าเองไม่ได้ใส่ใจช่างมันเถอะ” นางกล่าวจบก็นั่งลงแล้วกล่าวต่อ
“เรียกข้ามามีอะไรหรือ”
หลิว ฉางอี้ได้ยินจึงได้เดินมานั่งที่เก้าอี้แล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
“วันนี้ข้ามากะทันหันทั้งเราไม่เคยรู้จักกัน จึงอยากให้เราได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น”
“ข้ายังต้องอยู่ที่นี่อีกนาน ทั้งยังมีงานมงคลรออยู่จึงอยากให้เราทั้งสองมีไมตรีที่ดีต่อกันหากว่าท่านไม่รังเกียจ”
มู่เฉิน อันเฉียนจ้องมองท่าทางของหลิว ฉางอี้อย่างพินิจ ไป๋หยินเห็นนางไม่เอ่ยตอบทั้งยังเอาแต่จ้องท่านชายตนจึงได้เอ่ยออกไป
“ท่านแม่ทัพท่านชายข้านะกินไม่ได้หรอกนะ ท่านเอาแต่มองไม่ทราบว่ามีปัญหาอันใด”
หลิว ฉางอี้หันหน้าไปทางไป๋หยินเพื่อให้เขาหยุดพูด มู่เฉิน อันเฉียนเองก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากกินเนื้อท่านชายเ้าเพียงแค่สงสัยบางเื่เท่านั้น”
“ข้ามีปัญหาเื่หวาดระแวงจึงเป็เช่นนี้มาตลอด หากกลัวข้ามองก็เอาผ้าคลุมหน้ามาให้ท่านชายเ้าใส่ไว้สิ” นางกล่าวเสร็จก็เทเหล้ายกขึ้นดื่ม
หลิว ฉางอี้ได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงได้ยิ้มออกมาเช่นกัน เขารู้ดีว่าที่นางพูดนั้นเพียงแค่กล่าวยั่วไป๋หยินเล่นเท่านั้น ไป๋หยินได้ยินเช่นนั้นจึงได้แค่พึมพำกับตนเอง